คนไทยทั้งประเทศบูชาพระพุทธ แต่ผมบูชายมราช!
ขั้นบันไดแรกเปียกอย่างที่บันไดหินอ่อนในวัดตอนเช้ามักเปียก
ภูมิรู้ทันทีว่าไม่ใช่เพราะน้ำค้าง เพราะความชื้นที่รอบข้างไม่ได้กลิ่นแบบโลกมนุษย์ มันเป็นกลิ่นของหมอกที่หายใจออกมาเองได้ หมอกบาง ๆ สีขาวไหลลงมาเหมือนน้ำตกที่เดินช้า แต่ละขั้นที่เท้าเหยียบจะมีเสียงระฆังเบา ๆ ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงระฆังทอง เป็นเสียงที่อยู่ในกระดูกมากกว่าในอากาศ
"นี่คือสวรรค์จริง ๆ เหรอ"
"นี่คือทางเข้า" ยมราชตอบในหัว "สวรรค์จริงอยู่ข้างหน้า"
"ต่างกันยังไงครับ"
"ทางเข้าเป็นของเทพ สวรรค์เป็นของคน"
ภูมิไม่อยากถามว่า "คน" ที่ว่าคือใคร เพราะกลัวได้คำตอบแบบที่ทำให้เขาต้องคิดทั้งคืน เขาเลยเดินต่อ เท้าเปล่าเหยียบหมอกจนเปียก บัญชีบาปบุญในกระเป๋าหยุดสั่น เหมือนปิดเครื่อง แต่น้ำหนักยังอยู่ น้ำหนักของรายชื่อเก้าสิบเก้าคนที่เขาลืมไม่ได้
บันไดมีสามร้อยยี่สิบเอ็ดขั้น ไม่ใช่ตัวเลขสวย ไม่ใช่เลขมงคล ไม่ใช่เลขที่พระจะเลือกให้ดูเป็นพิธี เขานับไปเรื่อยเพราะไม่มีอะไรทำ บางขั้นมีรอยขีดเหมือนคนเคยนั่งพัก บางขั้นมีรอยเท้าของสัตว์ที่ไม่รู้จัก บางขั้นมีกลิ่นดอกไม้บานเก่าปะปนกับกลิ่นฝน
"ทำไมสวรรค์ถึงมีกลิ่นเก่า"
"เพราะสวรรค์ไม่ได้สร้างใหม่ทุกปี" ยมราชตอบ "เทพส่วนใหญ่คิดว่าถ้าซ่อมแซมบ่อย คนจะลืมว่ามันเคยเก่า"
ภูมิเกือบหัวเราะ แต่ขั้นที่สามร้อยยี่สิบเอ็ดเปลี่ยนเสียงในหัวเขาทันที
เพราะมันไม่ใช่บันไดอีกต่อไป
มันเป็นลานกว้างที่ปูด้วยหินอ่อนสีรุ้ง ตรงกลางมีต้นไทรใหญ่ที่กิ่งก้านทอดเป็นซุ้มประตู ภายใต้ต้นไทรมีบัลลังก์หินเจ็ดบัลลังก์ หกบัลลังก์ว่าง หนึ่งบัลลังก์มีคนนั่ง
คนที่นั่งไม่ใช่พระอินทร์อย่างที่ภูมิคาด
เป็นผู้หญิงสูงวัย ใส่ชุดขาวแขนยาว มือข้างหนึ่งถือพัดที่ทำจากใบหูกวาง อีกข้างถือแก้วน้ำชา ท่านั่งของท่านดูเหมือนคนนั่งรอใครสักคนมานานแล้วจนลืมไปแล้วว่ากำลังรอใคร
"ท่านคือใครครับ"
"ผู้ดูแลทางเข้า" ท่านตอบเสียงเรียบ "เจ้ามาถึงเร็วกว่าที่พระอินทร์คาดไว้สามนาที"
"ผมเดินเร็ว"
"ไม่ใช่เพราะเจ้าเดินเร็ว เพราะสวรรค์อยากให้เจ้าถึงก่อน"
ภูมิหยุด
"อยากให้ผมถึงก่อนทำไม"
"เพราะถ้าเจ้ามาช้า พระอินทร์จะเตรียมคำตอบไว้รับ" ท่านยิ้มบาง ๆ "แต่เจ้ามาก่อน พระอินทร์ต้องฟังก่อน"
ภูมิเข้าใจทันทีว่าทำไมยมราชไม่ห้ามเขามา ไม่ได้เป็นเพราะสวรรค์อยากให้เขาขึ้นมา สวรรค์อยากให้เขาขึ้นมาแบบเตรียมตัวไม่ทัน
เขากลืนน้ำลาย
"ผมจะเจอพระอินทร์ที่ไหน"
"ที่ปลายต้นไทร"
ภูมิเดินต่อ ใต้ต้นไทรนั้นไม่มีแสงแดดตกลงมาถึงพื้น แต่กิ่งไม้ทุกกิ่งมีดวงไฟเล็ก ๆ แขวนอยู่เหมือนโคมไฟในงานลอยกระทง บางดวงเป็นสีขาว บางดวงเป็นสีเหลือง บางดวงเป็นสีแดง มีดวงหนึ่งเป็นสีดำสนิท และดวงนั้นแขวนอยู่ต่ำที่สุด ใกล้พื้นที่สุด เหมือนถูกผูกลืมไว้ที่ปลายเชือกสั้น ๆ
"นั่นคือดวงของยมราชใช่ไหม"
"ใช่" ยมราชตอบเสียงแผ่ว "ไม่มีใครแตะมันสามร้อยปีแล้ว"
ภูมิไม่ได้ถามว่าทำไม เขารู้คำตอบอยู่แล้ว
ปลายต้นไทรเป็นศาลาไม้โบราณ หลังคามุงด้วยใบโพธิ์ทอง พื้นปูด้วยหินสีดำขัดมัน มีเสาไม้สิบสองต้น แต่ละต้นแกะสลักชื่อเทพที่ภูมิจำได้บางชื่อ พระพิฆเนศ เจ้าแม่กวนอิม พระอาทิตย์ พระภูมิ พระพรหม พระอินทร์ ท้าวเวสสุวรรณ พระนารายณ์ พระราหู
และเสาต้นที่สิบสาม
เสาต้นนั้นไม่มีชื่อ แต่มีรอยเทียนไขขี้ผึ้งไหลลงมาเหมือนเคยจุดธูปอยู่ตรงนั้นเมื่อนานมาแล้ว
ภูมิแตะเสานั้นเบา ๆ
"นี่คือที่ของยมราช"
"ใช่"
"แล้วทำไมไม่มีชื่อ"
"เพราะชื่อถูกถอดออก"
หน้าอกชา ไม่ใช่เจ็บ แต่เหมือนโดนตบ เขาเข้าใจทันทีว่าทำไมรายชื่อในบัญชีถึงมีคนที่ "ยังไม่ถึงเวลา" เยอะขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะยมราชไม่ดู เพราะยมราชถูกถอดออกจากระบบจนมองไม่เห็นคนเหล่านั้น
"ตลอดสามร้อยปีเลยเหรอครับ"
"นับจากวันที่คนตัดสินว่าความตายเป็นเรื่องน่ากลัวเกินกว่าจะพูดถึง" ยมราชตอบ "แม้แต่ในที่ศักดิ์สิทธิ์"
ภูมิก้มหน้า
ในศาลามีคนสี่คนยืนรอ ไม่ใช่เทพ เป็นมนุษย์ ชายสอง หญิงสอง แต่งตัวแบบข้าราชการสมัยก่อน มือถือสมุดจด ดวงตาเหมือนคนที่เคยเห็นอะไรมามากจนหน้าแข็ง
"พวกท่านคือใคร"
"ผู้จดบันทึกการเจรจา" ชายคนหนึ่งตอบ "เราจดมาสามร้อยปีแล้ว ไม่เคยมีใครถือบัญชีบาปบุญขึ้นมาที่นี่"
เขาเป็นของโหลดเข้ามาในพิพิธภัณฑ์มากกว่าผู้มาเยือน
"แล้วพระอินทร์อยู่ที่ไหน"
"ท่านกำลังลงมา"
เสียงฝีเท้าดังจากปลายศาลา ทุกคนในห้องนั้นหันไปพร้อมกัน ภูมิเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดสีทองเดินเข้ามา พระหัตถ์ถือสายระฆังเล็ก ๆ สายหนึ่ง พระพักตร์เรียบ ไม่ยิ้ม ไม่บึ้ง เหมือนคนที่ตัดสินใจไว้นานแล้วว่าจะไม่แสดงอารมณ์ในที่ประชุม
"ภูมิ รัตนกุล"
"ครับ"
"เจ้ามาในฐานะผู้แทนของยมราช"
"ครับ"
"เจ้าตั้งเงื่อนไขสามข้อ"
"ครับ"
พระอินทร์นั่งลงที่บัลลังก์กลางศาลา สายระฆังวางบนตักอย่างระมัดระวัง
"ข้อหนึ่ง เจ้าขึ้นมาในฐานะผู้แทน ไม่ใช่ผู้ถูกเรียก ข้อนี้รับได้"
ภูมิผ่อนลมหายใจ
"ข้อสอง เจ้าเรียกร้องให้สวรรค์ฟังเรื่องของคนที่ยังไม่ถึงเวลา ก่อนเรื่องคะแนนนิยม"
"ครับ"
"ข้อนี้รับได้ แต่มีเงื่อนไข"
ภูมิตึง
"เงื่อนไขอะไรครับ"
"เจ้าต้องเล่าเอง"
ภูมิชะงัก
"ผมคนเดียว?"
"ไม่มีผู้แทนคนไหนพูดแทนผู้บูชาของตัวเองได้ ยิ่งเป็นยมราช ยิ่งไม่มีใครกล้าพูดแทน" พระอินทร์กล่าว "แม้แต่พระพรหมเองก็ไม่กล้า"
พื้นศาลาเริ่มเอียง เขาไม่ใช่นักพูด ไม่ใช่นักเจรจา เป็นแค่เด็กมัธยมที่เมื่อเช้ายังโดนครูเวรจ้องตาเพราะมาสาย แต่ตอนนี้เขาต้องเล่าเรื่องของคนทั้งเมืองให้เทพที่นั่งอยู่ตรงหน้าฟัง
"ผมจะเริ่มจากกมลวรรณได้ไหมครับ"
"ได้"
"เด็กผู้หญิงมอห้าห้องศิลป์ เธอวาดรูปบันไดกับประตูดำเมื่อคืนก่อน เธอฝันว่ามีคนบอกอย่าลงบันได เช้านี้เธอหมดสติในห้องพยาบาล"
พระอินทร์ไม่ขยับ
"เหตุนี้เกิดขึ้นทุกสัปดาห์"
"ทุกสัปดาห์?"
"ทุกสัปดาห์" พระอินทร์ย้ำ "แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะรู้ล่วงหน้า"
ภูมิหันไปมองยมราชในที่ที่ไม่มีใครเห็น
"ระบบของท่านเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ระบบของสวรรค์เห็นไม่ได้?"
"เพราะระบบของสวรรค์เลือกที่จะมองเฉพาะสิ่งที่คนอยากให้มอง"
หน้าอกหนักอีกครั้ง
"ผู้จดบันทึกทั้งสี่คนจดอะไรลงไป"
"จดว่า 'เด็กมอห้าห้องศิลป์ อาการหมดสติ ปัจจุบันเข้ารับการรักษา'" ชายคนหนึ่งตอบ "เหมือนที่จดมาสามร้อยปี"
"ไม่มีใครถามว่าทำไมเธอถึงฝันเห็นประตูดำ?"
"ไม่มี"
"ทำไม?"
"เพราะคำถามแบบนั้นอยู่นอกเหนืออำนาจของเรา"
ภูมิเงียบ
พระอินทร์เอียงพระพักตร์มาทางเขาเล็กน้อย
"เจ้ายังมีข้อสาม"
ภูมิรู้ว่าถึงคราวของเขาแล้ว ข้อสามคือข้อที่ยมราชบอกให้เขาตั้งเอง เขาเตรียมมันมาตั้งแต่ห้องพยาบาล แต่พอยืนอยู่ตรงนี้ คำพูดที่เตรียมไว้กลับดูเหมือนของคนอื่น
เขาจึงพูดแบบที่ไม่ได้เตรียม
"ผมขอให้สวรรค์ลงไปฟังคนข้างล่างสักครั้ง"
ผู้จดบันทึกทั้งสี่คนหยุดปากกา
พระอินทร์ไม่ได้หยุด แต่พระหัตถ์ที่จะหยิบสายระฆังกลับค้างอยู่กลางอากาศ
"ฟังใคร"
"ฟังคนที่ยังไม่ถึงเวลา"
"เจ้าหมายถึงให้สวรรค์ลงไปยังโลกมนุษย์?"
"ไม่ใช่ทั้งสวรรค์" ภูมิตอบ "แค่ท่านองค์เดียว"
ศาลาเงียบลง
เสียงใบโพธิ์ทองบนหลังคาสั่นเบา ๆ เหมือนลมที่ไม่มีต้นทาง
พระอินทร์วางสายระฆังลง
"ข้อนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของข้า"
"แล้วอยู่ในอำนาจใคร"
"ของสภาเทพทั้งเจ็ด"
"แล้วสภาอยู่ที่ไหน"
พระอินทร์ชี้ไปที่เสาไม้สิบสองต้น แต่ละต้นมีชื่อเทพ
"สภาประชุมเมื่อใด"
"เมื่อมีเรื่องที่กระทบอำนาจรวม"
"เรื่องนี้กระทบไหม"
พระอินทร์มองเขานาน
"กระทบ"
"งั้นประชุมเมื่อไหร่"
"เมื่อเจ้านำหลักฐานมากพอ"
ภูมิแตะกระเป๋าที่มีบัญชีบาปบุญ
"หลักฐานคือรายชื่อเก้าสิบเก้าคน?"
"ใช่ แต่ไม่พอ"
"ต้องเพิ่มอะไร"
"คำยืนยันจากเทพที่อยู่ในระบบ ไม่ใช่แค่เทพที่ถูกลบออก"
ภูมิรู้ทันทีว่าหมายถึงใคร ยมราชเป็นเทพที่ถูกลบออก ถ้าเขาจะนำหลักฐานไปยืนยันในสภา ต้องมีเทพที่ยังอยู่ในระบบออกมาพูดด้วย ไม่งั้นคำพูดของยมราชจะถูกมองว่าเป็นแค่คำโกหกของคนที่อยากกลับเข้ามา
"ผมต้องไปหาใคร"
"ไม่ใช่หน้าที่ของข้าที่จะบอก"
"แล้วเป็นหน้าที่ของใคร"
"ของเจ้าเอง"
เขาเหมือนถูกเตะกลับมาที่จุดเริ่มต้น สามร้อยยี่สิบเอ็ดขั้นที่เดินขึ้นมา ได้คำตอบเพียง "ไปหาเอง"
"ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวัน"
ภูมิอยากถามว่าทำไมต้องสามวัน แต่เขารู้แล้วว่าคำถามแบบนั้นไม่มีคำตอบที่เป็นประโยชน์ เขาเลยพยักหน้า
พระอินทร์ลุกขึ้นยืน สายระฆังในพระหัตถ์สั่นเบา ๆ
"ข้าจะไม่บอกใครว่าเจ้าขึ้นมาวันนี้"
"ทำไมครับ"
"เพราะถ้าสภารู้ก่อนเจ้ามีหลักฐานครบ ข้าจะถูกบังคับให้เรียกเจ้าลงก่อนเวลา"
เขาขอบคุณในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา เพราะรู้ว่าการขอบคุณในที่แบบนี้จะถูกบันทึกไว้ในสมุดของผู้จดบันทึกทั้งสี่ และคำขอบคุณจะกลายเป็นหลักฐานว่าเขาถูกชี้นำ
พระอินทร์เดินออกไปทางปลายศาลา ก่อนหายไปในแสงทอง ท่านหันกลับมาพูดเสียงเบามาก
"อย่าให้สวรรค์เรียกความตายว่าเศษสถิติอีก"
ภูมินิ่ง
ประโยคนั้นเหมือนประโยคที่ยมราชพูดในห้องพยาบาลเป๊ะ
เขาเดินกลับมาที่บันได ขากลับขั้นบันไดเปลี่ยนสี จากหินอ่อนสีขาวเป็นหินสีเทาเหมือนหินที่ใช้ปูพื้นวัดเก่า ๆ ต้นไทรที่ปลายบันไดหดเล็กลงจนกลายเป็นต้นไม้เล็ก ๆ ข้างรั้วโรงเรียน แสงทองค่อย ๆ จาง กลิ่นหมอกจาง กลิ่นแสนกลายเป็นกลิ่นคาวปลาทูจากตลาดข้างโรงเรียน
เขายืนอยู่หน้าประตูห้องพยาบาล ไม่ใช่ทางเดินตึกสองอย่างที่คาดไว้ ประตูปิดอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เจยืนรออยู่หน้าประตู สมุดสเก็ตช์ของกมลวรรณอยู่ในมือ หน้าซีดกว่าตอนเขาเข้าไปข้างในอีก
"กูรู้ว่ามึงไปไหน"
"รู้ได้ไง"
"มึงหายไปสามชั่วโมงสิบเจ็ดนาที ครูเรียกชื่อมึงสามครบ กูบอกว่ามึงถูกเรียกไปพบผู้ปกครอง"
"แล้วครูเชื่อไหม"
"ไม่ แต่ครูเชื่อว่ามึงจะไม่กลับมา ซึ่งมันน่ากลัวกว่า"
ภูมิหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ไม่อยากหัวเราะ
เจยื่นสมุดสเก็ตช์ให้
"ในนี้มีอะไรเพิ่มอีกหนึ่งหน้า"
ภูมิเปิดดู หน้าใหม่ที่เจพูดถึงคือหน้าว่างเปล่า ไม่มีตัวอักษร ไม่มีรูปภาพ มีแค่ลายเส้นบาง ๆ เป็นรูปต้นไทร มีดวงไฟสิบสามดวงแขวนอยู่ ดวงที่สิบสามเป็นสีดำและอยู่ต่ำกว่าดวงอื่น
กมลวรรณไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เธอวาดภาพนี้ได้
"เธออยู่ที่ไหน"
"โรงพยาบาล อาการดีขึ้นแล้ว รถพยาบาลไปตั้งแต่เที่ยง" เจตอบ "แม่เธอโทรมาบอกครูปกครอง เธอขอให้แม่เก็บสมุดไว้ให้เธอ แล้วเธอก็เขียนหน้านี้เพิ่มตอนอยู่ในรถพยาบาล"
ภูมิมองภาพต้นไทรกับดวงไฟสิบสามดวง แล้วเข้าใจว่าเขาไม่ได้เดินทางไปสวรรค์คนเดียว
คนที่วาดภาพนี้ได้ก็เห็นที่นั่นด้วย
"กมลวรรณไม่ใช่เด็กธรรมดา"
"กูก็ว่าอย่างงั้น" เจตอบ "แต่กูยังไม่อยากพูดเรื่องนี้กับใคร"
"ดี"
ภูมิยัดสมุดสเก็ตช์ใส่กระเป๋า บัญชีบาปบุญในกระเป๋าอีกเล่มสั่นเบา ๆ หนึ่งครั้ง เหมือนยอมรับว่ามีเพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกคน
เขาเดินออกจากหน้าห้องพยาบาล ครูเวรที่ยืนถือสมุดรายชื่อเหมือนเดิมมองเขาด้วยสายตาที่คมกว่าเดิม
"ภูมิ รัตนกุล"
"ครับ"
"เธอไปไหนมา"
"ไปพบผู้ปกครองครับ"
"ผู้ปกครองคนเดียวกับเมื่อเช้า?"
"ครับ แต่เป็นคนละเรื่อง"
ครูเวรถอนหายใจยาวมาก
"ครั้งหน้าช่วยทำเรื่องดีให้ตรงเวลาด้วย"
"ครับ"
ภูมิเดินเข้าแถว เจเดินตาม มิ้นยืนอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้เธอไม่ได้มองแค่ภูมิ เธอมองสมุดสเก็ตช์ในกระเป๋าเขาเหมือนกับว่าเธอรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
"ภูมิ"
"ว่าไง"
"เธอคือใคร"
ภูมิรู้ว่ามิ้นไม่ได้ถามถึงตัวเขา เธอถามถึงคนที่อยู่ในสมุดสเก็ตช์
"ยังไม่รู้"
"แต่เธอรู้ว่าเขาสำคัญ"
"ใช่"
มิ้นพยักหน้าแล้วหันกลับไปยืนในแถว เจ้าไม่ถามต่อ ไม่บังคับให้เขาเล่า คราวนี้เขาเก็บคำขอบคุณไว้ข้างนอก จำไว้ว่าสามวันข้างหน้าเขาจะต้องหาเทพที่อยู่ในระบบมายืนยันเรื่องของยมราช ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่สองคน แต่มากพอที่สภาจะฟัง
คนแรกที่เขานึกถึงคือยายสมศรี แต่ยายไม่ใช่เทพ
คนที่สองคือพี่เบส แต่พี่เบสเป็นพระภูมิ ไม่ใช่เทพที่กล้าพูดเรื่องยมราชในที่สาธารณะ
คนที่สามคืออาคม ซึ่งภูมิไม่อยากนึกถึงเลย
เขากลืนน้ำลาย
"ยมราชครับ"
"พูด"
"ท่านว่าผมมีเวลาสามวัน ถ้าผมไม่ทัน"
"ไม่มีถ้า"
"แต่ถ้า"
"ไม่มีถ้า"
ยมราชเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อเสียงที่เบากว่าปกติ
"สามวัน เจ้ามีเวลาเจอคนสามคน ถ้าเจ้าเลือกถูก เจ้าจะไม่ต้องเจอคนที่สี่"
"คนที่สี่คือใคร"
"คนที่เจ้าไม่อยากเจอ"
เสียงระฆังเข้าแถวดังขึ้น ภูมิรีบเดินเข้าที่ เจยืนข้างเขา มิ้นยืนฝั่งตรงข้าม แดดเช้าตกกระทบหลังคาตึกเรียนจนสีอิฐแดงขึ้น เหมือนสวรรค์ที่เขาเพิ่งกลับมายังไม่ทันลืม
ในกระเป๋า บัญชีบาปบุญเปิดหน้าใหม่ ตัวอักษรสีซีดเรียงเป็นแถวยาวเหมือนรายชื่อในงานศพ
เหลืออีกเก้าสิบแปดคน
> **จบบทที่ 44**