📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

คนไทยทั้งประเทศบูชาพระพุทธ แต่ผมบูชายมราช!

ยมราช · ตอนที่ 42 / 60

เส้นไหมสีทองไม่สลายตอนพระอาทิตย์ขึ้น

ภูมิจ้องมันอยู่บนผ้าปูเตียงเหมือนจ้องแมลงสาบที่รู้จักชื่อเขา แสงเช้าเล็ดเข้ามาตามผ้าม่านเก่า พัดลมยังหมุนครืดคราด แม่เคาะประตูเรียกให้ลงไปช่วยยกหม้อก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน แต่เส้นไหมเส้นนั้นยังนอนนิ่งอยู่ข้างระฆังดำคล้ำ ราวกับมันไม่เคยสนใจคำพูดของพระอินทร์ตั้งแต่แรก

"ไหนบอกสลายตอนพระอาทิตย์ขึ้นครับ"

"พระอินทร์พูดว่าสาสน์จะสลาย" ยมราชตอบในหัว "ไม่ได้บอกว่าเส้นนี้คือสาสน์ทั้งหมด"

ภูมิหลับตาแล้วนับหนึ่งถึงสาม

"ท่านรู้อยู่แล้ว"

"ข้ารู้ว่าคนบนฟ้าชอบเขียนเงื่อนไขตัวเล็ก"

"เทพก็มีตัวหนังสือเล็กท้ายสัญญาเหรอครับ"

"มนุษย์เรียนมาจากใครล่ะ"

ภูมิเกือบหัวเราะ แต่เสียงแม่เคาะประตูอีกครั้งทำให้เขารีบยัดระฆังกับเส้นไหมลงกระเป๋านักเรียน เส้นไหมเย็นกว่าที่คิด เย็นจนปลายนิ้วชาเหมือนแตะเหรียญที่แช่น้ำแข็งไว้ทั้งคืน

เขาเปิดประตูออกไป แม่ยืนถือทัพพีอยู่หน้าห้อง ผ้ากันเปื้อนมีกลิ่นน้ำซุปติดอยู่ ผมของแม่ยังเปียกจากการรีบสระตอนตีห้า เห็นแล้วภูมิก็รู้ทันทีว่าสวรรค์จะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็สู้หม้อก๋วยเตี๋ยวที่ต้องเปิดร้านให้ทันไม่ได้

"เมื่อคืนนอนหรือเปล่า" แม่ถาม

"นอนครับ"

"นอนแบบไหน ขอบตาดำเหมือนผีที่ลูกชอบคุยด้วย"

"ผีบางตัวขอบตาดีกว่าผมอีกนะครับ"

แม่ยกทัพพีขึ้นเหมือนจะเคาะหัว เขาหลบอย่างชำนาญ พอเห็นแม่ยิ้มมุมปาก ภูมิก็รู้สึกว่าห้องนอนเมื่อคืนกับแสงสีทองทั้งหมดเหมือนเรื่องฝันมากขึ้นหนึ่งส่วน

แต่เส้นไหมในกระเป๋ายังเย็นอยู่

ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านเปิดตอนหกโมงครึ่งเหมือนเดิม เสียงหม้อเดือด เสียงช้อนกระทบชาม เสียงล้อรถเข็นของป้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้งฝั่งตรงข้าม ทุกอย่างธรรมดาจนเกือบโหดร้าย เพราะเมื่อคืนเขาเพิ่งถูกเรียกไปสวรรค์ แต่เช้านี้ยังต้องล้างผักบุ้ง หั่นต้นหอม และนับเงินทอนสิบบาทให้ลูกค้าคนเดิม

ภูมิกำลังหยิบถุงเส้นเล็กออกจากตะกร้า ตอนคลื่นกระแสความตายกระแทกเข้าหลังคอ

มันไม่แรงเหมือนตอนผีระดับเมืองบุกโรงเรียน แต่มันใกล้มาก ใกล้จนเขาทำถุงเส้นหล่นลงพื้น

"ภูมิ" แม่หันมา "เป็นอะไร"

เขามองไปทางหน้าปากซอย

รถสองแถวสีแดงจอดค้างอยู่ตรงนั้น คนขับเปิดประตูลงมาโวยวายกับชายคนหนึ่งที่นั่งกุมอกอยู่ข้างฟุตบาท ชายคนนั้นใส่เสื้อพนักงานส่งของ สีหน้าซีดจนริมฝีปากออกม่วง ผู้คนรอบข้างเริ่มมุง บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย บางคนพูดว่าเรียกรถพยาบาลแล้ว แต่ไม่มีใครเข้าใกล้จริง ๆ

คลื่นความตายตีขึ้นอีกครั้ง

ภูมิถอดผ้ากันเปื้อนออกทันที

"แม่ ผมไปดูแป๊บเดียว"

"เดี๋ยว ลูกยังไม่ได้กินข้าว"

"มีคนกำลังจะตายครับ"

ประโยคนั้นทำให้แม่หยุดทุกอย่าง

ภูมิวิ่งออกจากร้าน กระเป๋านักเรียนกระแทกหลัง เส้นไหมสีทองในนั้นสั่นเบา ๆ เหมือนมันรู้ว่าเขากำลังเลือกเส้นทางอื่นแทนประตูสวรรค์

ชายส่งของหายใจสั้นมาก มือข้างหนึ่งกำเสื้อจนยับ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก คนรอบข้างถอยเมื่อภูมิคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

"พี่ ได้ยินผมไหมครับ"

ชายคนนั้นพยายามพยักหน้า แต่คอกระตุกนิดเดียว

"เจ็บหน้าอกใช่ไหม"

"จุก... หายใจไม่ออก"

ภูมิแตะข้อมือเขา คลื่นความตายไหลผ่านปลายนิ้วเป็นเส้นเย็น ๆ มันไม่ใช่ผี ไม่ใช่คำสาป ไม่ใช่พลังเทพ มันคือร่างกายมนุษย์ธรรมดาที่กำลังพังต่อหน้าคนทั้งซอย

และนั่นทำให้เขากลัวกว่าเดิม

"รถพยาบาลถึงไหนแล้วครับ" ภูมิถามเสียงดัง

ป้าขายหมูปิ้งตอบ "โทรแล้ว เขาบอกกำลังมา รถติดตรงแยกใหญ่"

"มีใครรู้วิธีปฐมพยาบาลไหมครับ"

คนมุงเงียบ

ภูมิสูดหายใจ เขาไม่ใช่หมอ เขาเป็นเด็กมอหกที่เพิ่งคุยกับเทพตอนตีสาม แต่คนตรงหน้าไม่มีเวลารอให้ระบบอะไรทำงานครบขั้นตอน

"ยมราช"

"อย่าเรียกประตู" เสียงยมราชตอบทันที

"ผมไม่ได้จะเรียกประตู ผมจะถามว่าคนนี้มีเวลาเท่าไหร่"

"ถ้าไม่มีใครช่วย น้อยกว่าสิบลมหายใจ"

พื้นใต้เข่าของภูมิเหมือนหายไปชั่วขณะ

"แล้วถ้ามีคนช่วย"

"มากพอให้รถพยาบาลมาถึง"

"ต้องทำยังไง"

"เจ้ารู้วิธีจากชาติก่อน แค่ไม่ชอบจำตอนมันเกี่ยวกับคนเป็น"

ภาพเก่าแวบเข้ามาในหัว กลิ่นน้ำมันนวดในศาลาวัด เสียงหลวงตาดุเด็กวัดให้กดหน้าอกคนเป็นลม เสียงคนแก่บอกจังหวะ ไม่ใช่พิธีกรรม ไม่ใช่คาถา แต่เป็นมือมนุษย์ที่ไม่ยอมปล่อยให้ลมหายใจหลุดง่าย ๆ

ภูมิวางฝ่ามือลงกลางอกชายส่งของ

"พี่ ฟังผมนะ ถ้าเจ็บมากให้ด่าผมได้ แต่อย่าหลับ"

"ใคร..."

"เด็กแถวนี้ครับ ยังไม่ว่างไปสวรรค์"

เขาเริ่มกดหน้าอกตามจังหวะที่จำได้ คนรอบข้างร้องวุ่นวาย แต่แม่แหวกวงเข้ามาพอดี

"ทุกคนถอยค่ะ ให้เด็กมันมีที่หายใจ" แม่พูดเสียงดังแบบที่ใช้ไล่ลูกค้ายืนขวางร้าน "ป้าแดง เอาน้ำแข็งกับผ้าสะอาดมา พี่วิน ไปยืนโบกรถพยาบาลตรงปากซอย"

ภูมิไม่เงยหน้า เขานับจังหวะในใจ มือกดลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า เหงื่อไหลเข้าตา กลิ่นน้ำซุปที่ติดเสื้อแม่ปนกับกลิ่นควันรถและกลิ่นหวานเลี่ยนของหมูปิ้งเช้า ๆ

เส้นไหมสีทองในกระเป๋าร้อนขึ้น

ไม่ใช่เย็นเหมือนเดิม แต่มันร้อนเหมือนถูกแดดเผา ราวกับสวรรค์กำลังเตือนว่าเวลาของเขาหมดแล้ว

"ตอนนี้เหรอ" ภูมิขบฟัน "จริงดิ"

"สาสน์ไม่ชอบถูกเมิน" ยมราชกล่าว

"ผมก็ไม่ชอบคนตายต่อหน้าร้านแม่ครับ"

ชายส่งของกระตุก หายใจเฮือกหนึ่ง แล้วไอออกมา คนมุงส่งเสียงฮือ ภูมิยังไม่หยุด จนแม่แตะไหล่เขาเบา ๆ

"รถพยาบาลมาแล้ว"

เสียงไซเรนดังเข้ามาจากปลายซอย เจ้าหน้าที่สองคนวิ่งลงมา ภูมิถอยออกตามคำสั่ง มือทั้งสองข้างสั่นจนกำไม่อยู่ เขามองชายส่งของถูกยกขึ้นเปล เห็นหน้าอกยังขยับอยู่ เห็นวิญญาณสีจางที่เกือบลอยหลุดกลับไปแนบกับร่างเหมือนควันถูกลมดูดกลับ

เขานั่งลงบนขอบฟุตบาททันที

แม่ยื่นน้ำเปล่าให้

"มือสั่นหมดแล้ว"

"ผมไม่ได้กลัวครับ"

"แม่ยังไม่ได้ถาม"

ภูมิรับขวดน้ำมาดื่ม น้ำจืดจนเจ็บคอ เขาหัวเราะแห้ง ๆ แล้วมองรถพยาบาลแล่นออกไป

"แม่ ถ้าวันหนึ่งมีคนสำคัญมากเรียกผมไปทำอะไรสักอย่าง แต่ตรงนี้ยังมีคนต้องช่วย แม่ว่าผมควรทำไง"

แม่มองเขานานกว่าปกติ

"คนสำคัญแค่ไหน"

"ประมาณ... อยู่บนฟ้า"

"เจ้าหนี้หรือเทพ"

"ถ้าเป็นเจ้าหนี้ ผมน่าจะวิ่งเร็วกว่านี้"

แม่ถอนหายใจ แล้วนั่งลงข้างเขาบนขอบฟุตบาท ไม่สนว่าผ้ากันเปื้อนจะเลอะ

"ภูมิ แม่ไม่รู้เรื่องเทพของลูกทั้งหมดหรอกนะ แม่รู้แค่ว่าเวลาใครกำลังจะตาย คนที่อยู่ตรงหน้าเขาสำคัญกว่าเสียงเรียกที่อยู่ไกล ๆ"

คำพูดนั้นธรรมดามาก ไม่มีแสง ไม่มีสาสน์ ไม่มีเมฆเจ็ดชั้น แต่ภูมิกลับรู้สึกว่ามันหนักกว่าประโยคของพระอินทร์เมื่อคืน

เส้นไหมในกระเป๋าร้อนขึ้นอีกครั้ง

เขาล้วงมันออกมา แม่เห็นเส้นสีทองก็ขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ถามทันที นั่นคือข้อดีของแม่ เขาอาจคุยกับผี คุยกับเทพ หรือดึงของประหลาดออกจากกระเป๋า แม่ก็ยังให้เวลาเขาหายใจหนึ่งครั้งก่อนด่า

"นี่คืออะไร" แม่ถามในที่สุด

"จดหมายเชิญครับ"

"จากใคร"

"พระอินทร์"

แม่นิ่งไปสามวินาที

"ลูกแม่เริ่มมีสังคมสูงนะ"

"ผมก็อยากให้เริ่มจากเพื่อนในห้องก่อนเหมือนกันครับ"

แม่มองเส้นไหม แล้วมองหน้าภูมิ

"เขาเรียกไปทำอะไร"

"ให้ไปสวรรค์ บอกว่ามีเรื่องต้องคุย"

"แล้วลูกอยากไปไหม"

ภูมิเงียบ

เขาอยากรู้ว่าพวกเขาเชื่อผิดคนเรื่องอะไร อยากรู้ว่าทำไมยมราชถึงเคยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อยากรู้ว่าระบบที่ทำให้คนทั้งประเทศเลือกตามกระแสมีหน้าตาแบบไหน แต่เมื่อนึกถึงชายส่งของที่เกือบตายตรงฟุตบาท เขาก็รู้ว่าคำว่า สวรรค์ ไม่ได้ทำให้โลกข้างล่างหยุดเจ็บ

"ยังครับ"

แม่พยักหน้าเหมือนคำตอบนั้นพอแล้ว

"งั้นก็ยังไม่ต้องไป"

"ถ้าเขาโกรธล่ะครับ"

"เทพที่โกรธเพราะเด็กช่วยคนก่อนขึ้นไปหา น่าจะต้องทบทวนตัวเอง ไม่ใช่ให้เด็กทบทวน"

ภูมิมองแม่ด้วยความเคารพแบบใหม่ เขาเพิ่งรู้ว่าแม่สามารถด่าเทพได้โดยไม่ต้องใช้คำหยาบ

เสียงกระพือปีกดังขึ้นเหนือหัว

นกสีทองตัวเดิมเกาะอยู่บนสายไฟหน้าร้าน ปีกบางจนเห็นแสงอาทิตย์ลอดผ่าน มันก้มมองภูมิ ดวงตาเล็ก ๆ ไม่มีแววโกรธ แต่ไม่มีแววเข้าใจด้วย

คนรอบข้างไม่มีใครเห็นมัน

แม่เห็นหรือไม่ ภูมิไม่แน่ใจ เพราะแม่หันกลับไปเก็บชามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พูดเบา ๆ ว่า "ถ้าจะคุยกับนก ก็อย่าขวางทางลูกค้านะ"

ภูมิลุกขึ้น เดินไปใต้สายไฟ เส้นไหมทองในมือยืดออกเองเหมือนงูตัวเล็ก ก่อนพันรอบนิ้วชี้เขาหนึ่งรอบ

"ผมมีคำตอบแล้ว" เขาพูดกับนก

นกสีทองเอียงหัว

"ฝากบอกพระอินทร์ว่า ขอบคุณที่เชิญครับ"

ปีกนกสั่น แสงสีทองหยดลงมาเป็นจุดเล็ก ๆ บนพื้นปูน

"แต่ผมยังมีเรื่องต้องทำในเมือง"

ลมเงียบลงทั้งซอย

แม้แต่หม้อก๋วยเตี๋ยวหน้าร้านก็เหมือนเดือดเบาลงหนึ่งจังหวะ

นกสีทองกางปีก แทนที่จะบินกลับ มันอ้าปากและพูดด้วยเสียงของพระอินทร์

"เจ้าปฏิเสธสวรรค์หรือ"

ภูมิกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าคำตอบนี้อาจทำให้ชีวิตยุ่งขึ้นอีกหลายเท่า แต่เขาเพิ่งช่วยคนคนหนึ่งจากความตายด้วยมือที่ยังสั่นอยู่ และเขาไม่อยากโกหกทั้งตัวเอง ทั้งแม่ ทั้งยมราช

"ผมปฏิเสธการไปตอนนี้ครับ"

"เหตุผล"

"มีคนกำลังตายบนโลกมนุษย์ และผมเป็นคนเดียวตรงนั้นที่ได้ยินเขาเรียกก่อนยมโลก"

นกสีทองนิ่งไป

"สวรรค์เรียกเจ้า"

"โลกก็เรียกผมเหมือนกันครับ"

คราวนี้แสงรอบนกเข้มขึ้นจนคนสองสามคนในซอยเริ่มหันมามอง พวกเขาอาจไม่เห็นนก แต่เห็นแสง เห็นเงาสายฟ้าเล็ก ๆ กระพริบบนพื้น

"ภูมิ รัตนกุล เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้คนมากมายเฝ้ารอโอกาสขึ้นสวรรค์เพียงครั้งเดียว"

"รู้ครับ"

"แล้วเจ้าปฏิเสธ"

"ครับ"

"เพราะชายส่งของคนหนึ่ง"

ภูมิมองรถพยาบาลที่หายไปตรงหัวมุมซอย

"เพราะเขายังไม่ถึงเวลา"

ประโยคนั้นทำให้ระฆังในกระเป๋าดังเองหนึ่งครั้ง

ไม่ดังมาก แต่ชัดพอให้เขารู้ว่ายมราชได้ยิน และอาจยิ้มอยู่ในที่ที่คนเป็นมองไม่เห็น

นกสีทองก้มลงมองเขานานมาก จนภูมิเริ่มคิดว่าจะถูกสายฟ้าฟาดกลางซอยจริง ๆ แม่เดินมายืนข้างหลังเขาโดยไม่พูดอะไร กลิ่นน้ำซุปอุ่น ๆ จากร้านทำให้เขากล้าหายใจลึกขึ้น

"คำปฏิเสธของเจ้าถูกบันทึกแล้ว" พระอินทร์กล่าวผ่านนก

"ขอบคุณครับ"

"แต่สาสน์นี้ไม่สิ้นสุด"

เส้นไหมที่พันนิ้วภูมิร้อนวาบ เขารีบสะบัดมือ แต่มันไม่หลุด กลับหดตัวกลายเป็นรอยสีทองบาง ๆ บนนิ้วชี้ เหมือนแหวนที่ไม่มีหัวแหวน

"เฮ้ อันนี้ไม่ได้อยู่ในเอกสารที่ผมอ่านนะครับ"

"เจ้ามีเวลาสามวัน"

"สามวันทำอะไรครับ"

"ตั้งเงื่อนไขที่เจ้าคิดว่าสวรรค์ควรรับฟัง หรือขึ้นมาฟังเงื่อนไขของสวรรค์ฝ่ายเดียว"

ภูมิมองรอยทองบนนิ้ว แล้วมองนกสีทอง

"นี่เรียกให้โอกาสหรือขู่ครับ"

"เรียกว่าระเบียบ"

"งั้นฝากบอกพระอินทร์ว่า ระเบียบของท่านควรมีช่องสำหรับคนที่ต้องช่วยคนกำลังตายก่อนขึ้นลิฟต์สวรรค์ด้วยนะครับ"

นกสีทองเงียบไป

แล้วมันหัวเราะ

เสียงหัวเราะครั้งนี้ชัดกว่าคืนก่อน เบาก็จริง แต่มีรอยสนใจแทรกอยู่ เหมือนคนที่เพิ่งพบว่าตัวหมากบนกระดานเดินกลับมาถามราคากระดาน

"สามวัน ภูมิ รัตนกุล"

นกสีทองสลายเป็นผงแสง ลอยขึ้นไปกับแดดเช้า รอยทองบนนิ้วภูมิยังอยู่

แม่ยืนมองนิ้วเขา แล้วถามเรียบ ๆ

"ต้องไปโรงเรียนไหมวันนี้"

ภูมิก้มมองนาฬิกาในโทรศัพท์ เขาสายแล้วครึ่งชั่วโมง และมีรอยหมายเรียกจากสวรรค์อยู่บนนิ้วชี้

"ไปครับ"

"ทำไม"

"เพราะถ้าผมขาดเรียนตอนนี้ ครูฝ่ายปกครองน่ากลัวกว่าสวรรค์อีก"

แม่ตีแขนเขาเบา ๆ หนึ่งที แล้วดันกระเป๋านักเรียนใส่มือ

ภูมิเดินออกจากร้าน ผ่านจุดที่ชายส่งของล้มเมื่อครู่ พื้นปูนยังมีหยดน้ำจากขวดที่แม่ให้เขาอยู่สองสามหยด เขามองมัน แล้วขยับนิ้วชี้ที่มีรอยทอง

เสียงยมราชดังขึ้นในหัว

"เจ้าเพิ่งปฏิเสธพระอินทร์"

"ครับ"

"ด้วยเหตุผลว่ามีเรื่องต้องทำในเมือง"

"ก็จริงนี่ครับ"

"แล้วเจ้าเตรียมตอบหรือยัง ว่าเรื่องนั้นคืออะไร"

ภูมิหยุดเดิน

รถเมล์สายประจำเลี้ยวเข้ามาที่ป้าย คนข้างทางเดินสวนกันเหมือนทุกเช้า เมืองทั้งเมืองยังดำเนินไป ไม่รู้เลยว่าเด็กคนหนึ่งเพิ่งได้รับเวลาสามวันจากสวรรค์

เขามองรอยทองบนนิ้ว แล้วนึกถึงคำถามของยมราช

เรื่องที่ต้องทำในเมืองคืออะไร

ก่อนเขาจะตอบได้ ระฆังในกระเป๋าก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มาจากสวรรค์ แต่มาจากบัญชีบาปบุญที่เปิดเองอยู่ข้างใน

บนหน้ากระดาษสีดำ มีตัวอักษรไทยปรากฏขึ้นทีละคำ

**รายชื่อคนที่ยังไม่ถึงเวลา: เก้าสิบเก้าคน**

> **จบบทที่ 42**