📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

คนไทยทั้งประเทศบูชาพระพุทธ แต่ผมบูชายมราช!

ยมราช · ตอนที่ 41 / 60

ภูมิลืมตาขึ้นเพราะระฆังในกระเป๋านักเรียนดังเอง

มันดังเพียงครั้งเดียว แต่เสียงนั้นใสกว่าระฆังวัดหน้าปากซอย และเย็นจนปลายคอของเขาชาไปหมด

ห้องนอนยังมืด หน้าต่างปิดสนิท พัดลมเพดานหมุนครืดคราดเหมือนทุกคืน เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง มือควานหากระเป๋าที่วางข้างหมอน เมื่อปลายนิ้วแตะผ้าใบเก่า ระฆังใบเล็กก็หยุดดัง

"ยมราช" เขาพูดในใจ "ท่านเล่นอะไรอีก"

ไม่มีคำตอบ

นั่นแหละที่ทำให้ภูมิขยับตัวเร็วกว่าเดิม

ปกติยมราชไม่ตอบตรงคำถามอยู่แล้ว แต่ท่านจะทิ้งคำเหน็บไว้สักประโยค เช่น ถามว่าผีอยู่ตรงไหน ท่านก็จะตอบว่าอยู่ตรงที่คนเป็นไม่อยากมอง วันนี้กลับเงียบสนิท ราวกับทั้งยมโลกกำลังกลั้นหายใจ

ภูมิหยิบระฆังออกมา โลหะสีดำคล้ำที่ห้อยกับเชือกแดงมีไอเย็นเกาะอยู่ เขาเคยใช้มันเรียกทหารผี เคยใช้เตือนวิญญาณหลงทาง แต่มันไม่เคยดังเอง

แล้วแสงสีทองก็ลอดเข้ามาตามรอยแตกของหน้าต่าง

ไม่ใช่แสงจากเสาไฟหน้าบ้าน แสงนั้นเข้มเกินไป มันไหลผ่านผนังปูนที่แตกร้าว ผ่านมุ้งลวด ผ่านเสื้อผ้าบนราวตาก เหมือนสิ่งกีดขวางทั้งหมดยอมเปิดทางให้มันโดยไม่ต้องถาม

ภูมิลุกขึ้นนั่ง ผมยุ่งจนบังตา เขาใช้หลังมือปัดมันออก ก่อนเห็นว่ากลางห้องมีแผ่นทองบางเท่ากลีบดอกไม้ลอยอยู่

แผ่นนั้นไม่มีตัวอักษร แต่มีรอยเส้นสลักเป็นรูปเมฆซ้อนกัน เจ็ดชั้น และตรงกลางมีรอยสายฟ้าเล็ก ๆ ปักอยู่เหมือนตะปูสีขาว

"ถ้าเป็นบิลค่าไฟ ผมขอเลื่อนจ่ายได้ไหม" ภูมิพึมพำ

แผ่นทองสั่นหนึ่งครั้ง

เสียงหัวเราะเบามากดังขึ้นในหัว ไม่ใช่ของยมราช มันมีน้ำหนักของคนที่ชินกับการให้คนอื่นก้มหน้า แต่พยายามพูดนุ่มนวล

"ภูมิ รัตนกุล"

เขาชะงัก มือที่จับระฆังแน่นขึ้นเอง

"ผู้บูชายมราช ผู้ถือประตูยมโลก ผู้ขึ้นสู่ตำแหน่งขุนพลชั้นสูง"

"เรียกชื่อผมครบขนาดนี้ จะขายประกันหรือจะจับผมไปทำงานครับ"

เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนเจ้าของเสียงไม่คุ้นกับการถูกสวน

"เราคือพระอินทร์"

ภูมิไม่ได้ตอบทันที เขามองแผ่นทองตรงหน้า แล้วหันไปมองประตูห้องที่ปิดอยู่ แม่ยังหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ ถ้าเขาตะโกนตอนนี้ แม่คงคิดว่าลูกชายเริ่มคุยกับเพดานอีกแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ความเข้าใจผิดนัก

"พระอินทร์จริงเหรอครับ"

"จริง"

"พิสูจน์หน่อย"

คราวนี้แสงในห้องสว่างวาบ จนรูปปั้นไก่พลาสติกบนชั้นหนังสือทอดเงายาวไปถึงปลายเท้าเขา ภูมิหรี่ตา เขาไม่ได้กลัวแสง แต่กลัวค่าไฟมากกว่า เพราะบ้านเขาไม่ได้มีเงินพอให้เทพองค์ไหนมาใช้ไฟฟุ่มเฟือย

"เจ้าต้องการหลักฐานแบบใด"

"แบบที่ไม่ทำให้มิเตอร์หน้าบ้านหมุนครับ"

ลมเย็นพัดผ่านห้อง ทั้งที่หน้าต่างยังปิดอยู่ แผ่นทองลดแสงลงเหลือเพียงสีอุ่น ราวกับเจ้าของสาสน์ยอมถอยหนึ่งก้าว

"เราไม่ได้มาทำร้ายเจ้า"

"คนที่พูดประโยคนี้ตอนตีสาม ส่วนใหญ่ไม่ได้มาชวนกินข้าวนะครับ"

คราวนี้มีเสียงหัวเราะจริง ๆ แผ่วผ่านหูเขา ไม่ดังพอจะเรียกว่าขบขัน แต่พอให้ภูมิรู้ว่าอีกฝ่ายฟังอยู่

"เราส่งสาสน์เพื่อเรียกเจ้าไปยังสวรรค์"

ประโยคนั้นตกลงกลางห้องเหมือนก้อนหิน

ภูมิก้มมองระฆังในมือ เขาเพิ่งปราบผีระดับเมือง เพิ่งได้ทหารผีหนึ่งพันนาย เพิ่งนอนหลับไปไม่กี่ชั่วโมง แล้วตอนนี้เทพที่คนส่วนใหญ่ยกมือไหว้ก่อนขอพรเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องสอบ กำลังเรียกเขาไปสวรรค์

มันไม่ใช่เรื่องดีโดยอัตโนมัติ

ในชีวิตภูมิ เรื่องที่ฟังดูดีมักซ่อนค่าใช้จ่ายไว้ท้ายบิลเสมอ

"ผมไปแล้วได้อะไรครับ"

แสงสีทองนิ่งไป

"เจ้าไม่ถามว่าทำไมเราจึงเรียก"

"ถามแล้วท่านตอบตรงไหมล่ะครับ"

"ไม่ทั้งหมด"

"งั้นผมถามเรื่องที่ตอบได้ก่อน"

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่หนักเหมือนตอนยมราชเงียบ มันคล้ายคนบนโต๊ะประชุมกำลังเปลี่ยนมุมมองต่อเด็กที่คิดว่าจะพยักหน้าตามง่าย ๆ

"เจ้าจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่ชั้นฟ้าชั้นแรก และได้พบผู้ดูแลระบบสวรรค์"

ภูมิขมวดคิ้ว คำว่า ผู้ดูแลระบบ ฟังเหมือนโรงเรียนกำลังเรียกผู้ปกครองมากกว่าเรื่องของเทพ

"ผมไม่ได้ทำอะไรพังนะครับ"

"เรื่องที่พังมีมาก่อนเจ้า"

คำตอบนั้นสั้นลง และเย็นลงกว่าทุกประโยคก่อนหน้า

ระฆังในมือภูมิสั่นเบา ๆ อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะแผ่นทอง แต่เพราะเงาสีแดงคล้ำกำลังไหลออกจากใต้เตียง มันรวมตัวเป็นเส้นบาง ๆ เลื้อยขึ้นกำแพง ก่อนขยายเป็นเงาคนสูงใหญ่ตรงมุมห้อง

ยมราชไม่ปรากฏเต็มร่าง ท่านไม่เคยทำแบบนั้นง่าย ๆ มีเพียงดวงตาสีแดงคล้ำคู่หนึ่งอยู่ในเงา และกลิ่นธูปเก่าที่เหมือนติดอยู่กับฝน

"อย่าตอบรับทันที" เสียงของท่านดังในหัวภูมิ

ภูมิถอนหายใจเบา ๆ "ผมก็ยังไม่ได้ตอบรับครับ"

แผ่นทองสว่างขึ้นอีกครั้ง

"ยมราช เจ้ากำลังขัดขวางสาสน์ของเรา"

เงาตรงมุมห้องไม่ไหวติง

"ข้ากำลังสอนเด็กของข้าให้ไม่ตายเพราะคำเชิญที่ฟังดูดี"

ภูมิเกือบหลุดหัวเราะ เขารีบยกมือปิดปาก เพราะไม่อยากให้แม่ตื่นมาถามว่าลูกชายขำอะไรตอนตีสาม เขาไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ระหว่างพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวลูกชายคุยกับเทพ หรือเทพสององค์กำลังเถียงกันในห้องนอนที่มีกองถุงเท้าอยู่ปลายเตียง

พระอินทร์เงียบไปนานกว่าครั้งก่อน

"สวรรค์ไม่ใช่กับดัก"

"งั้นทำไมต้องส่งสาสน์ตอนคนปกตินอนครับ"

"เพราะประตูของเราเปิดได้ในเวลานี้"

ยมราชตอบแทนก่อนที่ภูมิจะถามต่อ

"ประตูของพวกมันเปิดได้ทุกเวลา หากพวกมันต้องการ"

แสงสีทองที่พื้นกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำโดนก้อนกรวด

ภูมิมองสองฝ่ายสลับกัน เขาไม่ชอบเวลาที่ผู้ใหญ่ใช้คำพูดเหมือนหมากรุก คนหนึ่งบอกว่าไม่ใช่กับดัก อีกคนบอกว่าอย่าไปง่าย ๆ แล้วเขากลายเป็นตัวหมากที่ต้องเดินเองบนกระดาน

"ผมมีคำถามสามข้อ" ภูมิพูด

"ถามมา" พระอินทร์ตอบ

"ข้อแรก ถ้าผมไม่ไป จะมีใครเดือดร้อนไหม"

แสงในห้องนิ่ง

"ไม่มีใครถูกลงโทษเพราะการปฏิเสธสาสน์"

"ข้อสอง ถ้าผมไป แม่ผมจะรู้ไหมว่าผมหายไป"

"เวลาบนสวรรค์กับโลกมนุษย์เดินไม่เท่ากัน เจ้าจะกลับมาก่อนรุ่งเช้า"

"ข้อสาม ถ้าผมไปแล้วไม่ชอบ ผมกลับเองได้ไหม"

คราวนี้ไม่มีคำตอบทันที

ภูมิยกคิ้ว เขาหันไปทางเงาของยมราช แม้ท่านจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาสีแดงคล้ำมองแผ่นทองนิ่งเกินไป

"เจ้าจะได้รับทางกลับ หากเจ้าทำตามพิธีรับรองของสภาสวรรค์"

"พิธีรับรองคืออะไรครับ"

"การแสดงเจตนา ว่าเจ้าจะไม่ใช้พลังของยมราชเป็นภัยต่อสวรรค์"

ภูมิหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่ง คราวนี้ขำจริง เขาเพิ่งส่งผีร้ายไปพักแทนจะฉีกมันทิ้ง แต่ฝ่ายสวรรค์ยังส่งสาสน์มาถามว่าเขาเป็นภัยหรือไม่

"ผมปกป้องคนอยู่ครับ"

"เรารู้"

"แล้วทำไมต้องให้ผมพิสูจน์"

แผ่นทองหมุนช้า ๆ รอยสายฟ้ากลางแผ่นสว่างขึ้นจนเขาเห็นเงาตัวเองในนั้น เงาของเด็กนักเรียนผมยุ่ง เสื้อยืดยับ มือกำระฆังเก่า ไม่ได้ดูคล้ายคนที่จะไปยืนต่อหน้าเทพสูงสุดเลยสักนิด

"เพราะสวรรค์เคยเชื่อผิดคน"

ประโยคเดียวทำให้เสียงพัดลมเพดานดังขึ้นทันทีในความรู้สึกของเขา

ยมราชขยับเงาเพียงนิด ควันแดงคล้ำเกาะแน่นขึ้นรอบดวงตา

ภูมิอยากถามต่อ แต่ก่อนจะพูด แผ่นทองก็แยกออกเป็นสองชั้น ชั้นแรกแตกตัวกลายเป็นผงแสงลอยเหนือพื้น ส่วนชั้นที่สองพับเป็นรูปนกสีทองตัวเล็ก มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ปีกบางจนมองทะลุเห็นตู้เสื้อผ้าด้านหลัง

นกนั้นบินมาหยุดบนปลายเตียง แล้วคาบเส้นไหมสีทองเส้นหนึ่งวางลงตรงหน้าเขา

"นี่คือสาสน์" พระอินทร์กล่าว "เมื่อเจ้าตัดสินใจ จงผูกมันกับระฆังของเจ้า ประตูจะเปิด"

"แล้วถ้าผมไม่ผูก"

"สาสน์จะสลายตอนพระอาทิตย์ขึ้น"

ภูมิมองเส้นไหม เขาไม่แตะมัน

"ผมขอเวลาคิด"

"เจ้ามีเวลาจนถึงรุ่งเช้า"

"ผมรู้แล้วว่าต้องใช้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นครับ ไม่ต้องย้ำเหมือนโปรลดราคาหน้าร้าน"

นกสีทองเอียงหัว มันดูเหมือนไม่เข้าใจมุก แต่พระอินทร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ

"เราจะรอคำตอบของเจ้า ภูมิ รัตนกุล"

แสงทั้งหมดดับลงพร้อมกัน

ห้องนอนกลับมามืดเหมือนเดิม เหลือเพียงเส้นไหมสีทองบนผ้าปูเตียง และกลิ่นธูปเก่าที่ค่อย ๆ จางไป

ภูมินั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันไปทางมุมห้อง

"ท่านรู้เรื่องนี้มาก่อนใช่ไหม"

ยมราชไม่ตอบทันที

"ข้ารู้ว่าพวกมันจะมองหาเจ้า เมื่อเจ้าขึ้นถึงระดับนี้"

"แล้วทำไมไม่บอกผม"

"เพราะหากข้าบอก เจ้าจะคิดว่าข้ากลัวพวกมัน"

"แล้วท่านกลัวไหม"

เงาสีแดงคล้ำไหลต่ำลงจากผนังจนแทบกลืนกับพื้นห้อง

"ข้าไม่ได้กลัวสวรรค์"

ภูมิรอฟังต่อ

"ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปถึงที่นั่น แล้วพบว่าคนบนฟ้าพูดเก่งกว่าผีที่เจ้าปราบมา"

ภูมินิ่งไปครู่หนึ่ง เขาวางระฆังบนตัก แล้วดึงเข่าขึ้นมากอดเหมือนเด็กที่กำลังคิดจะหนีการบ้าน แต่การบ้านคืนนี้มีชื่อว่าสวรรค์

"คนที่สวรรค์เชื่อผิดคน เป็นใครครับ"

ยมราชเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

"คำถามนี้ ถ้าเจ้าถามบนสวรรค์ พวกมันจะบอกว่าเป็นเรื่องเก่า"

"แล้วท่านล่ะ"

"ข้าจะบอกว่าเรื่องเก่ามักกัดคนที่อยู่ปัจจุบันแรงที่สุด"

ภูมิพ่นลมหายใจออกทางจมูก เขาเกลียดคำตอบแบบนี้ มันฟังเหมือนมีความหมาย แต่ยังไม่ยอมให้จับปลายได้สักด้าน

"ท่านสองคนตกลงกันไว้ก่อนแล้วใช่ไหม ว่าจะไม่บอกผม"

"ไม่" ยมราชตอบ "ข้าไม่เคยตกลงกับพวกมันง่าย ๆ"

"งั้นก็แปลว่าท่านรู้เรื่อง แต่ไม่ยอมเล่า"

"ใช่"

"ต่างกันตรงไหนครับ"

"ตรงที่ข้าไม่โกหกเจ้า"

คำตอบนั้นทำให้ภูมิเงียบไปบ้าง เขาอยากสวนว่าไม่เล่าก็แทบไม่ต่าง แต่พอนึกถึงคืนที่ยมราชยอมให้เขาเปิดประตูยมโลกครั้งแรก นึกถึงผีหลายดวงที่เดินผ่านประตูไปโดยไม่ถูกทำร้าย เขาก็รู้ว่าท่านไม่เคยสัญญาอะไรเกินกว่าที่ให้ได้

คนบนฟ้าอาจมีแสงมากกว่า แต่แสงไม่ได้แปลว่ามองเห็นทุกอย่างชัดกว่าเสมอไป

"ถ้าผมไป ผมต้องทำอะไร"

"ฟังให้จบก่อน แล้วค่อยตั้งราคา" ยมราชตอบ

"ผมไม่ได้ค้าขายกับเทพนะครับ"

"เจ้าเคยต่อรองหอก เคยต่อรองทหารผี เคยต่อรองเวลาตายของคนขายข้าวแกงหน้าปากซอย"

"อันนั้นช่วยคนครับ"

"การต่อรองที่ดีช่วยคนได้มากกว่าการคุกเข่า"

ภูมิส่ายหน้าเล็กน้อย เขาไม่ชอบเวลายมราชพูดถูก เพราะมันทำให้เถียงต่อยาก

"แล้วท่านอยากให้ผมไปไหม"

เงาตรงมุมห้องเงียบจนเขาได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ไกล ๆ วิ่งผ่านปลายซอย เสียงนั้นธรรมดามาก จนภูมิเกือบลืมว่าเหนือหัวเขามีสวรรค์ ริมเตียงมีเส้นไหมทอง และในห้องมีเทพแห่งความตายยืนอยู่

"ข้าอยากให้เจ้าเลือกเอง"

"คำตอบแบบนี้แปลว่าอยากให้ไป แต่กลัวผมโดนหลอก"

"เจ้าพูดมากขึ้นตั้งแต่ได้ระดับห้า"

"แปลว่าผมเดาถูก"

ยมราชไม่ตอบ

ภูมิยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง ก่อนมองเส้นไหมสีทองอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เชือกที่ผูกระหว่างห้องนอนแคบ ๆ ของเขากับสถานที่ที่ไม่มีใครในโรงเรียนเคยไปถึง มันคือคำถามที่กำลังรอให้เขาเป็นคนผูกเอง

พระอินทร์เรียกเขาไปสวรรค์

แต่สวรรค์กำลังต้องการอะไรจากผู้บูชายมราชกันแน่?

> **จบบทที่ 41**