บทที่ 98: การประชุมสภาที่แกนนคร
แสงเช้าสีทองลอดผ่านช่องว่างของผนังหินเข้ามาในแกนนคร เสาหลักทั้งเจ็ดต้นส่งเสียงต่ำใต้พื้น เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเตือน เป็นเสียงของเมืองที่กำลังรอ สมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคนเดินเข้ามาในแกนนครทีละคน ทุกคนสวมเสื้อคลุมสีดำที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายหนา มือข้างหนึ่งของทุกคนถือตราสีเงินที่มีตราอาคมของสภาเจ้าหนี้ สีหน้าของทุกคนเป็นสีหน้าของคนที่รู้ว่าตัวเองถูกบังคับให้มาแต่ไม่รู้ว่าจะถูกบังคับให้ทำอะไร
นรินทร์ยืนอยู่ที่เสาหลักต้นที่หนึ่ง เขามองสมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคนที่เดินเข้ามาในแกนนคร เขาจำใบหน้าของทุกคนได้ เขาเคยเห็นใบหน้าเหล่านี้ในที่ประชุมสภาเมื่อห้าปีก่อน เขาเคยเห็นใบหน้าเหล่านี้ในสมุดบัญชีของแม่ เขาเห็นชื่อของทุกคนอยู่ในเครื่องรางที่อรจิตถือ
"สมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคน" นรินทร์พูด เสียงของเขาดังก้องในแกนนคร "ผมเรียกประชุมสภาเพราะสภาสั่งให้ผู้บุกยึดเข้ามาทำลายเมือง ผมต้องการให้สภาอธิบายว่าทำไม"
สมาชิกสภามองนรินทร์ สมาชิกสภาบางคนมองตรง บางคนมองเสาหลัก บางคนมองเพื่อนของตัวเอง บางคนมองพื้น
สมเกียรติเป็นคนแรกที่พูด เขาเป็นสมาชิกสภาที่อายุมากที่สุด เขาสวมเสื้อคลุมสีดำที่มีขอบสีเงิน มือของเขาไม่สั่น เสียงของเขานิ่ง
"เราสั่งให้ผู้บุกยึดเข้ามาเพราะเราไม่ต้องการให้รัฐบาลรับรองเมือง" สมเกียรติพูด "ถ้ารัฐบาลรับรองเมือง เราจะสูญเสียอำนาจ"
"อำนาจอะไร" นรินทร์ถาม
"อำนาจที่จะบริหารบัญชีเมือง" สมเกียรติตอบ "อำนาจที่จะรักษาเกราะที่ปกป้องกรุงเทพฯ"
"อำนาจที่จะโอนหนี้จากผู้มีอำนาจไปยังชุมชนที่ต่อรองไม่ได้" นรินทร์พูด "อำนาจที่จะแกล้งบัญชี อำนาจที่จะทุจริต"
สมเกียรตินิ่ง เขามองนรินทร์ เขาไม่ตอบ เขาแค่มอง
"สภาสูญเสียอำนาจเพราะสภาใช้อำนาจในทางที่ผิด" นรินทร์พูด "สภาโอนหนี้จากผู้มีอำนาจไปยังชุมชนที่ต่อรองไม่ได้ สภาแกล้งบัญชี สภาทุจริต ผมรู้ทุกอย่างเพราะผมเห็นในเครื่องรางที่อรจิตถือ"
สมาชิกสภาตัวสั่น สมาชิกสภาบางคนมองสมเกียรติ สมาชิกสภาบางคนมองพื้น สมาชิกสภาบางคนมองเสาหลัก
"เราทำตามกฎของเมือง" สมาชิกสภาคนที่สองพูด เขาชื่อประสิทธิ์ เขาเป็นสมาชิกสภาที่ดูแลบัญชีเมือง "กฎของเมืองอนุญาตให้สภาทำเช่นนี้"
"กฎของเมืองที่อนุญาตให้สภาทำเช่นนี้เป็นกฎที่ผิด" นรินทร์พูด "ผมจะยกเลิกกฎนี้ คุมเพื่อบังคับสภาให้ยอมรับการยกเลิกกฎ"
สมาชิกสภาทุกคนมองนรินทร์ พวกเขารู้ว่านรินทร์คุมยอดรวม พวกเขารู้ว่านรินทร์สามารถบังคับพวกเขาได้ พวกเขารู้ว่านรินทร์เป็นคนที่เมืองเลือกให้ถือตราแกนนคร
"ผมจะยกเลิกกฎที่อนุญาตให้สภาโอนหนี้จากผู้มีอำนาจไปยังชุมชนที่ต่อรองไม่ได้" นรินทร์พูด "ผมจะยกเลิกกฎที่อนุญาตให้สภาแกล้งบัญชี ผมจะยกเลิกกฎที่อนุญาตให้สภาทุจริต สภาจะต้องยอมรับการยกเลิกกฎเหล่านี้"
สมาชิกสภานิ่ง ไม่มีใครพูด ไม่มีใครขยับ พวกเขารู้ว่านรินทร์ไม่ได้ขู่ พวกเขารู้ว่านรินทร์ไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน
"คุณไม่มีสิทธิ์ยกเลิกกฎของเมือง" สมาชิกสภาคนหนึ่งพูด เขาลุกขึ้น เขาชื่อจรูญ เขาเป็นสมาชิกสภาที่ดูแลกฎหมายเมือง "กฎของเมืองถูกสร้างโดยผู้มีอำนาจ คุณไม่ใช่ผู้มีอำนาจ"
"ผมเป็นผู้ถือตราแกนนคร" นรินทร์ตอบ "ผมคุมยอดรวมของเมือง ผมมีอำนาจเท่ากับสภา"
"คุณมีอำนาจเท่ากับสภา" จรูญพูด "คุณไม่ได้มีอำนาจมากกว่าสภา"
"ผมมีอำนาจมากกว่า" นรินทร์พูด "เพราะผมคุมยอดรวม และสภาไม่ได้คุม"
จรูญนิ่ง เขามองนรินทร์ เขาเห็นยอดรวมในตัวนรินทร์ที่กำลังเคลื่อนไหว เขาเห็นเส้นราคาที่พุ่งออกจากร่างนรินทร์เข้าสู่เสาหลัก เขาเข้าใจแล้วว่านรินทร์ไม่ได้พูดเล่น
"ถ้าสภาไม่ยอมรับการยกเลิกกฎ" นรินทร์พูด "ผมจะบังคับสภาด้วยยอดรวม"
"บังคับอย่างไร" สมเกียรติถาม
"ผมจะเรียกราคาจากสภา" นรินทร์พูด "ผมจะเรียกราคาที่สภาค้างไว้กับเมือง สภาจะจ่ายราคาที่สภาทำกับคนเบื้องล่างทุกคน"
สมาชิกสภาตัวสั่น สมาชิกสภาบางคนน้ำตาไหล สมาชิกสภาบางคนกัดริมฝีปาก สมาชิกสภาบางคนมองพื้น
"พวกคุณเลือก" นรินทร์พูด "พวกคุณเลือกระหว่างการยอมรับการยกเลิกกฎ หรือการจ่ายราคาที่สภาค้างไว้"
สมาชิกสภามองกันและกัน พวกเขารู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาไม่อยากจ่ายราคา พวกเขาไม่อยากสูญเสียอำนาจ แต่พวกเขาต้องเลือก
"เรายอมรับ" สมเกียรติพูด "เรายอมรับการยกเลิกกฎทั้งหมด"
สมาชิกสภาที่เหลือพยักหน้า พวกเขายอมรับทีละคน พวกเขาทำตามสมเกียรติ พวกเขาไม่มีทางเลือก
นรินทร์พยักหน้า เขามองสมาชิกสภาทั้งสิบสองคน เขาเห็นแววตาที่แตกต่างกัน แววตาของสมเกียรติเป็นแววตาของคนที่ยอมรับด้วยความจำเป็น แววตาของจรูญเป็นแววตาของคนที่ยังโกรธ แววตาของประสิทธิ์เป็นแววตาของคนที่ยอมรับด้วยความกลัว เขาเห็นทุกแววตา เขาเข้าใจทุกแววตา
"ขอบคุณ" นรินทร์พูด "ขอบคุณที่สภายอมรับ"
สมเกียรติมองนรินทร์ เขาเห็นรอยเลือดที่ปลายนิ้วของนรินทร์ เขาเห็นแผลที่หัวไหล่ เขาเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตา
"นรินทร์" สมเกียรติพูด "คุณจะจ่ายราคานี้ยังไง"
"ผมจ่ายราคานี้" นรินทร์ตอบ "ผมจ่ายราคาตามที่เมืองเรียก"
"แล้วเมืองจะเรียกราคาอะไรจากคุณ"
"ผมไม่รู้" นรินทร์ตอบ "ผมรู้แค่ว่าผมต้องจ่าย"
สมาชิกสภาเดินออกจากแกนนครทีละคน เสียงฝีเท้าดังก้องในอุโมงค์ เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เบาลงจนหายไป เหลือนรินทร์ยืนอยู่ที่เสาหลักต้นที่หนึ่งคนเดียว เหลือนนท์ที่ยืนอยู่ที่เสาหลักต้นที่ห้า เหลือเสียงต่ำจากเสาหลักทั้งเจ็ดที่ส่งเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
"นนท์" นรินทร์เรียก
"ครับ"
"สภายอมรับแล้ว"
"ครับ"
"เมืองรอดแล้ว"
"ครับ"
นรินทร์หันไปมองเสาหลักต้นที่หนึ่ง เขาเห็นรอยร้าวที่เป็นรูปชื่อเขา เขาเห็นว่ารอยร้าวนั้นเริ่มขยายขึ้น เขาเห็นว่าเมืองกำลังจะเรียกราคาจากเขา เขาไม่รู้ว่าเมืองจะเรียกราคาอะไร เขาไม่รู้ว่าเมืองจะเรียกราคาเมื่อไหร่ เขาแค่รู้ว่าเมืองจะเรียกราคา และเขาต้องจ่าย
"นนท์" นรินทร์เรียกอีกครั้ง
"ครับ"
"พี่ขอโทษ"
"พี่ริน"
"พี่ขอโทษที่พี่ลากน้องเข้ามาในเรื่องนี้"
"พี่ริน ผมไม่ได้ถูกลาก ผมเลือกเอง"
"น้องเลือกเอง"
"ใช่ ผมเลือกที่จะอยู่ที่นี่ เลือกที่จะเป็นหัวใจของเสาหลักต้นที่ห้า"
นรินทร์มองนนท์ เขาเห็นน้ำตาในตาของน้องชาย เขาเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของน้องชาย เขาเห็นว่าน้องชายเติบโตขึ้นมากในสามวันที่ผ่านมา เขาเห็นว่าน้องชายไม่ใช่เด็กอีกต่อไป เขาเห็นว่าน้องชายเป็นผู้ใหญ่ที่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างเขา
"ขอบคุณ" นรินทร์พูด "ขอบคุณน้อง"
นนท์พยักหน้า เขาเดินมาหานรินทร์ เขากอดพี่ชาย เขากอดแน่น เขาไม่ได้พูดอะไร เขาแค่กอด
เสาหลักทั้งเจ็ดต้นส่งเสียงดังขึ้น เสียงนั้นดังกว่าที่เคย เสียงนั้นดังเหมือนเสียงหัวใจของเมืองที่กำลังเต้นแรง เสียงนั้นดังเหมือนเสียงของเมืองที่กำลังจะเรียกราคาจากนรินทร์ และนรินทร์รู้ว่าเมืองกำลังจะทำ—แต่นรินทร์ไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงของแม่ เขาได้ยินแต่เสียงหัวใจของนนท์ที่เต้นอยู่ข้างเขา หรือเมืองกำลังจะเรียกราคาจากเขาในคืนนี้?