บทที่ 120: ตราอาคม
นรินทร์ส่งพัสดุให้ลูกค้าและพบว่าพัสดุหนึ่งเป็นตราอาคมโบราณที่ไม่มีใครสั่ง ตรานี้เป็นตราที่เคยอยู่ในเสาหลักต้นที่หนึ่ง เขาเก็บตราไว้ในกระเป๋าและเดินออกจากบ้านลูกค้า นรินทร์ขี่รถจักรยานยนต์หยุดที่บ้านลูกค้า หยิบพัสดุจากกระเป๋าและส่งให้ลูกค้า พัสดุหนึ่งเป็นกล่องเล็กๆ ที่มีชื่อผู้ส่งเป็นสมใจ สายสิน กล่องเล็กๆ นั้นมีสีน้ำตาลเข้ม มีเชือกผูกอยู่รอบๆ แสงแดดส่องลงมาบนกล่องเล็กๆ ทำให้สีน้ำตาลดูอ่อนลง ถนนในกรุงเทพฯยังคงคึกคักไปด้วยรถยนต์และผู้คนที่เดินเท้า ลมพัดผ่านมาทำให้ใบไม้ข้างถนนสั่นไหว
นรินทร์มองชื่อผู้ส่งและรู้สึกแปลกใจ เขาเปิดกล่องและเห็นตราอาคมโบราณที่เรืองแสงอ่อนๆ ตรานี้เป็นตราที่เคยอยู่ในเสาหลักต้นที่หนึ่ง นรินทร์เก็บตราไว้ในกระเป๋าและเดินออกจากบ้านลูกค้า เขาขี่รถจักรยานยนต์ต่อไปและส่งพัสดุให้ลูกค้าอื่น เขาไม่รู้ว่าใครส่งตรานี้มาให้เขา แสงแดดส่องลงมาบนถนนอย่างจ้า ลมพัดผ่านมาทำให้เสื้อของเขาสะบัดเบาๆ กลิ่นดอกไม้จากร้านขายดอกไม้ริมถนนลอยมาถึงจมูกของเขา
นรินทร์ส่งพัสดุเสร็จและกลับบ้านสายสิน เขาวางตราอาคมลงบนโต๊ะอาหารและถามแม่ว่า "แม่ ตรานี้มาจากไหน" แม่ดูตราอาคมและยิ้ม บอกว่า "ตรานี้เป็นตราของแม่ แม่ส่งตรานี้มาให้ลูกผ่านระบบส่งพัสดุ แม่อยากให้ลูกเก็บตรานี้ไว้เป็นที่ระลึก แม่ไม่สามารถกลับไปอยู่ในเสาหลักได้อีก แต่ตรานี้เป็นส่วนหนึ่งของแม่ที่ลูกเก็บไว้ได้" นรินทร์เก็บตราอาคมไว้ในกระเป๋าและกินข้าวกับครอบครัว เขารู้สึกว่าแม่ยังอยู่กับเขา แม่ไม่ได้อยู่ในเสาหลัก แต่แม่อยู่ในตราอาคมที่ลูกเก็บไว้ กลิ่นอาหารจากครัวลอยมาถึงจมูกของทุกคน ทำให้บ้านอบอุ่น
ครอบครัวสายสินกินข้าวด้วยกันเป็นมื้อสุดท้ายของเรื่องราว นรินทร์กัดริมฝีปากแน่น เขาเป็นคนไร้นาม แต่เขามีครอบครัวที่จำเขาได้ เขามีสมุดบันทึกของแม่ เขามีตราอาคมของแม่ เขามีทุกอย่างที่เขาต้องการ นรินทร์ตักข้าวเข้าปากและลืมรสชาติของข้าว เขาเพียงแต่อยู่กับครอบครัวของเขา แม่พูดกับเขาว่า "ลูกเอ๊ย กินข้าวให้อร่อยนะ แม่ปรุงมาด้วยใจ" นรินทร์ยิ้มและกินข้าวต่อ แม่บอกว่า "ลูกเอ๊ย กินข้าวให้หมดนะ แม่ปรุงมาด้วยใจ แม่ตั้งใจทำให้ลูกทุกมื้อ แม่รักลูกมากที่สุดในโลก" นรินทร์กินข้าวจนหมดจาน แสงแดดส่องลงมาบนโต๊ะอาหาร ทำให้ห้องอาหารอบอุ่น เขามองแม่และนนท์ที่นั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน แม่พูดว่า "ลูกทั้งสองคน แม่ดีใจที่ลูกอยู่บ้านด้วยกัน" นนท์ตอบว่า "ผมก็ดีใจที่พี่รินกลับมาแม่" เขารู้สึกว่าเขามีครอบครัวที่อบอุ่นที่สุดในโลก
เขาเดินเข้าไปในห้องนอนและนอนลงบนเตียงไม้เก่า เขามองเพดานห้องที่มีรอยร้าวเล็กๆ ฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยอยู่ในแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่าง เขาคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา เขาคิดถึงเมืองอาคมที่เขาเคยอยู่ เขาคิดถึงเสาหลักเจ็ดต้นที่เขาเคยดูแล เขาคิดถึงแม่ที่อยู่ในเสาหลักต้นที่หนึ่ง เขาคิดถึงทุกคนที่เขาเคยรู้จัก แต่เขาก็รู้ว่าเขาต้องอยู่กับครอบครัวของเขาที่บ้านสายสิน เขาหลับตาลงและฝันเห็นเมืองอาคม เขาเห็นแม่ยืนอยู่ในแกนนคร เห็นรสายืนอยู่ที่โรงเตาหมื่นควัน เห็นภาคินยืนอยู่ที่ท่าเรือคลองดำ เห็นนนท์ยืนอยู่ที่เสาหลักต้นที่ห้า เขาฝันว่าเขาเดินกลับเข้าไปในเมืองอาคมและได้พบกับทุกคนอีกครั้ง แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ยังอยู่ที่บ้านสายสิน แสงเช้าส่องลงมาบนหน้าต่างห้องนอน ทำให้ห้องสว่างขึ้น เขาได้ยินเสียงแม่เรียกจากห้องครัวว่ามากินข้าวเช้าได้แล้ว นรินทร์ลุกจากเตียงและเดินไปที่ห้องครัว แม่เตรียมข้าวต้มร้อนๆ ไว้ให้เขา กลิ่นหอมของข้าวต้มลอยมาถึงจมูก เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารและกินข้าวเช้าด้วยกัน นนท์นั่งฝันอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เขามองนนท์และยิ้มให้ เขาตัดสินใจว่าจะอยู่ที่บ้านสายสินต่อไป ไม่กลับไปที่กรุงเทพฯ เขาจะเป็นคนใหม่ที่นี่ เป็นพี่ชายของนนท์ เป็นลูกชายของแม่ เขาจะหางานทำในหมู่บ้าน เขาจะใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ไม่มีใครจำชื่อของเขาได้ แต่เขาก็มีบ้านที่กลับมาได้แล้ว เขายืนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน มองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้น แสงสีส้มอ่อนส่องลงมาบนใบหน้าของเขา ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม่เดินมายืนข้างๆ เขาและกอดเขาเบาๆ บอกว่าลูกอยู่บ้านนี้ได้ตลอดไป แม่ไม่ได้ไปไหน แม่จะอยู่ที่นี่เสมอ นรินทร์พยักหน้าและยิ้ม ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส นกเริ่มร้องเพลงบนยอดไม้ ส่งเสียงร้องเบาๆ ในอากาศเย้นแต่อุ่น
เขาเดินเข้าไปในห้องนอนและนอนลงบนเตียงไม้เก่า เขามองเพดานห้องที่มีรอยร้าวเล็กๆ ฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยอยู่ในแสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่าง เขาคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา เขาคิดถึงเมืองอาคมที่เขาเคยอยู่ เขาคิดถึงเสาหลักเจ็ดต้นที่เขาเคยดูแล เขาคิดถึงแม่ที่อยู่ในเสาหลักต้นที่หนึ่ง เขาคิดถึงทุกคนที่เขาเคยรู้จัก แต่เขาก็รู้ว่าเขาต้องอยู่กับครอบครัวของเขาที่บ้านสายสิน เขาหลับตาลงและฝันเห็นเมืองอาคม เขาเห็นแม่ยืนอยู่ในแกนนคร เห็นรสายืนอยู่ที่โรงเตาหมื่นควัน เห็นภาคินยืนอยู่ที่ท่าเรือคลองดำ เห็นนนท์ยืนอยู่ที่เสาหลักต้นที่ห้า เขาฝันว่าเขาเดินกลับเข้าไปในเมืองอาคมและได้พบกับทุกคนอีกครั้ง แต่เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ยังอยู่ที่บ้านสายสิน แสงเช้าส่องลงมาบนหน้าต่างห้องนอน ทำให้ห้องสว่างขึ้น เขาได้ยินเสียงแม่เรียกจากห้องครัวว่ามากินข้าวเช้าได้แล้ว นรินทร์ลุกจากเตียงและเดินไปที่ห้องครัว แม่เตรียมข้าวต้มร้อนๆ ไว้ให้เขา กลิ่นหอมของข้าวต้มลอยมาถึงจมูก เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารและกินข้าวเช้าด้วยกัน นนท์นั่งฝันอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เขามองนนท์และยิ้มให้ เขาตัดสินใจว่าจะอยู่ที่บ้านสายสินต่อไป ไม่กลับไปที่กรุงเทพฯ เขาจะเป็นคนใหม่ที่นี่ เป็นพี่ชายของนนท์ เป็นลูกชายของแม่ เขาจะหางานทำในหมู่บ้าน เขาจะใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ไม่มีใครจำชื่อของเขาได้ แต่เขาก็มีบ้านที่กลับมาได้แล้ว เขายืนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน มองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้น แสงสีส้มอ่อนส่องลงมาบนใบหน้าของเขา ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แม่เดินมายืนข้างๆ เขาและกอดเขาเบาๆ บอกว่าลูกอยู่บ้านนี้ได้ตลอดไป แม่ไม่ได้ไปไหน แม่จะอยู่ที่นี่เสมอ นรินทร์พยักหน้าและยิ้ม ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส นกเริ่มร้องเพลงบนยอดไม้ ส่งเสียงร้องเบาๆ ในอากาศเย้นแต่อุ่น
เขาเดินออกจากบ้านและมุ่งหน้าไปยังลูกค้าคนต่อไป แสงแดดส่องลงมาบนถนนอย่างจ้า ลมพัดผ่านมาทำให้เสื้อของเขาสะบัดเบาๆ กลิ่นอาหารจากร้านอาหารริมถนนลอยมาถึงจมูก กลิ่นดอกไม้จากร้านขายดอกไม้ริมถนนลอยมาถึงจมูก เขาหิวแต่ไม่ได้แวะ เขาอยากทำงานให้เสร็จก่อน เขาอยากกลับบ้าน เขาอยากกินข้าวกับแม่และนนท์ เขาอยากนอนบนเตียงไม้เก่าในห้องเล็กๆ ของเขา เขาขี่รถจักรยานยนต์ต่อไป พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีส้มอ่อน เขามองท้องฟ้าและรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ดี เขาเป็นคนธรรมดาที่ส่งของให้คนในกรุงเทพฯ เขาเป็นคนไร้นาม แต่เขามีครอบครัวที่จำเขาได้ เขามีบ้านที่กลับมาได้แล้ว เขาขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านในตอนเย็น พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีม่วงเข้ม ดาวเริ่มปรากฏบนท้องฟ้า เขามองดาวและรู้สึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี