📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

บทที่ 92: ผู้บุกยึดเคลื่อนที่

เมืองเวทใต้พิภพ · Arc 3 · ตอนที่ 92 / 120

พระจันทร์ค่อย ๆ เต็มดวง แสงสีเงินลอดผ่านช่องว่างของผนังหินเข้ามาในแกนนครเป็นเส้นบาง ๆ นรินทร์รู้สึกได้ทันทีที่เสาหลักต้นที่หนึ่งสั่น การสั่นไหวไม่ได้มาจากแผ่นดินไหว มันมาจากข้างล่าง จากคนที่กำลังเดินเข้ามาในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต

เขาหลับตา เขาเห็นเมืองทั้งเมืองผ่านยอดรวมในตัวเขา ตลาดสนธยาว่าง คลองดำมืด โรงเตาหมื่นควันยังมีควันลอย แต่ที่ใต้โรงงานร้างในย่านชานเมือง มีคนสิบสองคนยืนอยู่ในท่อระบายน้ำ ทุกคนสวมเสื้อคลุมสีดำที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายถักทอ มือข้างหนึ่งของทุกคนถือเครื่องรางที่เปล่งแสงสีแดงเข้ม

นรินทร์หายใจเข้าลึก เขาไม่ได้ตกใจ เขารู้ว่ามันจะมาถึง เขาไม่รู้แค่ว่าจะมาวันไหน

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง แรงดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นรินน์รู้สึกผิวหนังตึงขึ้น — สัญญาณเตือนก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้น

"พี่ริน" นนท์เรียกจากเสาหลักต้นที่ห้า เสียงเขาแผ่วเหมือนกลัวคนฟัง

"ผมเห็น"

"ผมเห็นด้วย"

"นนท์ อย่าเพิ่งขยับ"

นนท์กัดริมฝีปาก เขาไม่ได้ขยับ เขาใช้ดุลหนี้ของเขาซึ่งเชื่อมกับเสาหลักที่ห้ามองผู้บุกยึดเหล่านั้นด้วยตัวเอง สิบสองคน สิบสองเส้นราคา ทุกเส้นเชื่อมกับสัญญาที่มีพยานสามฝ่าย สัญญาเดียวกัน สัญญาว่าถ้าทำสำเร็จ คนเหล่านี้จะได้รับการลบชื่อออกจากบัญชีเมือง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในกระเป๋าเสื้อนรินทร์ เขาหยิบขึ้นมาโดยไม่ละสายตาจากภาพในแอ่งน้ำ

นรินน์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"ภาคิน"

"พี่ริน" เสียงภาคินดังมาจากปลายสาย เสียงน้ำไหลเบา ๆ เป็นฉากหลัง "พี่รู้แล้ว"

"ผู้บุกยึดสิบสองคนที่ท่อใต้โรงงานร้าง"

"มากกว่านั้น"

นรินทร์เงยหน้า เขาเห็นภาพในแอ่งน้ำเปลี่ยน ผู้บุกยึดอีกกลุ่มกำลังเดินเข้าท่อใต้คลองดำ ผู้บุกยึดอีกกลุ่มกำลังเดินเข้าท่อใต้สถานีรถไฟ ผู้บุกยึดอีกกลุ่มกำลังเดินเข้าท่อใต้ตลาดสนธยา

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง นรินทร์นับถอยหลังในใจ สาม วินาที ก่อนที่เสียงจากก้นบึ้งของนครจะแตะหูอีกครั้ง

นรินน์สะดุดกับรอยแตกบนพื้นหิน สายตาเลื่อนลงไปตามรอยแยก — บางส่วนส่องแสงสีฟ้าอ่อน เหมือนสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้นครมานานแล้วกำลังขยับตัว

"กี่คน"

"สี่สิบแปดคนในเมืองตอนนี้ สี่ทีม ทีมละสิบสองคน" ภาคินตอบ "อีกสองคนอยู่ที่ท่าเรือเก่า ยังไม่เข้าทาง"

"ใครเป็นหัวหน้า"

"คนที่อยู่ใต้โรงงานร้าง เขาถือเครื่องรางที่สามารถดูดซับพลังเสาหลักได้ พี่ไม่เคยเห็นเครื่องรางแบบนี้"

"ผมเคยเห็น"

"เมื่อไหร่"

"ในสมุดบัญชีของแม่" นรินทร์พูดเบา ๆ "เครื่องรางนี้ถูกสร้างโดยครูเมฆเมื่อยี่สิบปีก่อน"

ปลายสายเงียบไปสามวินาที แล้วเสียงภาคินดังขึ้นอีก เสียงน้ำในฉากหลังดังขึ้นเหมือนเขาเดินเข้าไปในคลอง

"ครูเมฆเป็นคนสร้าง"

"เขาเป็นคนออกแบบ เขาไม่ได้ขายมัน"

"แล้วใครขาย"

นรินทร์ไม่ตอบ เขาเห็นภาพในแอ่งน้ำชัดขึ้น ผู้นำทีมที่สี่เป็นชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำ ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกบังด้วยผ้า แต่นรินทร์จำเสียงนี้ได้ เขาเคยได้ยินเสียงนี้ในที่ประชุมสภาเจ้าหนี้ เสียงที่พูดว่า "ผมจะลงทุนในเมืองนี้"

"ท่านอรจิต" นรินทร์พูด

"อรจิต" เสียงภาคินแปลกไป "อรจิตไม่ใช่สมาชิกสภา"

"อรจิตเป็นสมาชิกสภา เขาเป็นสมาชิกที่ไม่เคยปรากฏตัวในที่ประชุม เขาใช้ชื่ออื่น"

"มึงรู้ได้ยังไง"

"ผมอ่านชื่อจากเครื่องราง"

ภาคินหัวเราะ เสียงหัวเราะแห้ง

นรินทร์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง แรงดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นรินน์รู้สึกผิวหนังตึงขึ้น — สัญญาณเตือนก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้น

"ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา เราจะจับพวกเขาทุกคน"

"พี่คิน"

"อะไร"

"อรจิตเดินมาทางแกนนคร ทีมของเขามาถึงก่อนทีมอื่น"

"พี่ริน"

"ครับ"

"มึงจะรับมือเอง"

นรินทร์วางโทรศัพท์ลง เขามองเสาหลักต้นที่หนึ่ง เขามองนนท์ที่เสาหลักต้นที่ห้า เขามองแผนที่ของมะลิที่วางอยู่บนแท่นหิน

นรินน์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"นนท์"

"ครับ"

"เราจะรับคนหนึ่งคนที่แกนนคร"

"คนเดียว"

"คนเดียวกับเครื่องรางที่ผมเคยเห็นในสมุดของแม่"

นนท์เลื่อนมือออกจากเสาหลัก เขาเดินมาหานรินทร์ที่เสาหลักต้นที่หนึ่ง เขานั่งลงตรงข้ามพี่ชาย มือของเขายังสั่นเล็กน้อยจากราคาที่เขาแบก แต่สายตาของเขานิ่ง

นรินน์สะดุดกับรอยแตกบนพื้นหิน สายตาเลื่อนลงไปตามรอยแยก — บางส่วนส่องแสงสีฟ้าอ่อน เหมือนสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้นครมานานแล้วกำลังขยับตัว

"ผมจะแบกครึ่งหนึ่งเมื่อเขามา"

"ไม่ต้อง"

"พี่ริน"

"นนท์ คราวนี้พี่จะรับเอง"

นนท์เปิดปากจะพูด แต่กลืนคำพูดกลับลงไป เขารู้จักเสียงพี่ชาย เสียงนี้เป็นเสียงที่บอกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะถอย

นรินทร์ลุกขึ้น เขาเดินไปที่ประตูทางเข้าหลักของแกนนคร ลมจากรอยแยกของผนังหินพัดเข้ามาเย็นจนผิวหนังชา เขาหยิบตราอาคมที่ห้อยคอขึ้นมาจับในมือ ตราอาคมอุ่นจากราคาที่ไหลเข้ามาเมื่อเช้า เขาไม่รู้ว่าตรานี้จะทนทานพอที่จะรับแรงจากเครื่องรางที่อรจิตถือหรือไม่ เขาแค่รู้ว่าเขาต้องยืนตรงนี้

เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากอุโมงค์ทางเข้า เสียงฝีเท้าของคนที่เดินอย่างมั่นใจ ไม่ใช่เสียงของคนที่กลัว เสียงฝีเท้าหยุดที่ปากอุโมงค์ เงาของชายสวมเสื้อคลุมสีดำยืนอยู่ในแสงจันทร์ เครื่องรางในมือเขาเปล่งแสงสีแดงเข้มสาดส่องเข้ามาในแกนนคร

อรจิตเข้ามาในแกนนคร เขาไม่รอให้นรินทร์ทักทาย เขาเดินตรงมาที่เสาหลักต้นที่หนึ่งโดยไม่มองนรินทร์ เขามองเฉพาะเสาหลัก

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง แรงดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นรินน์รู้สึกผิวหนังตึงขึ้น — สัญญาณเตือนก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้น

"นรินทร์ สายสิน" เขาพูดเสียงเรียบ "มอบตราแกนนครให้ฉัน แล้วฉันจะหยุดใช้เครื่องรางนี้"

เครื่องรางในมือเขาเปล่งแสงสว่างขึ้น ลำแสงสีแดงแผ่ออกเป็นวงกว้าง เสาหลักต้นที่หนึ่งเริ่มสั่นไหว รอยร้าวที่เป็นรูปชื่อนรินทร์บนผนังเสาหลักขยายขึ้น

นรินน์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"ผมไม่มอบ" นรินทร์ตอบ

"ฉันจะทำลายเสาหลักทั้งเจ็ดในสามนาที"

"ผมรู้"

"แล้วทำไมไม่มอบ"

"เพราะเครื่องรางนั้นเป็นของแม่ผม"

อรจิตหยุด เขามองนรินทร์เป็นครั้งแรก แสงสีแดงจากเครื่องรางส่องบนใบหน้าทั้งสอง ทำให้นรินทร์เห็นรอยสักบนแก้มซ้ายของอรจิต รอยสักเป็นรูปตราอาคมเก่าที่นรินทร์เคยเห็นในสมุดของแม่ รอยสักนี้เป็นของคนที่เคยทำงานในแกนนคร

นรินน์สะดุดกับรอยแตกบนพื้นหิน สายตาเลื่อนลงไปตามรอยแยก — บางส่วนส่องแสงสีฟ้าอ่อน เหมือนสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้นครมานานแล้วกำลังขยับตัว

"ลูกของสมใจ" อรจิตพูดเสียงเบา

"ใช่"

"แม่ของคุณเป็นคนทำลายเมืองนี้"

"แม่ของผมเป็นคนที่ถูกเมืองนี้ทำลาย"

แสงสีแดงจากเครื่องรางสว่างขึ้นอีก เสาหลักเริ่มส่งเสียงต่ำ เสียงนั้นสั่นสะเทือนตลอดแกนนคร นรินทร์รู้สึกว่ายอดรวมในตัวเขาเคลื่อนไหว คราวนี้มันเคลื่อนเร็วกว่าเมื่อเช้า ยอดรวมพุ่งออกจากร่างเขาเข้าสู่เสาหลักเพื่อปกป้องเสา เขาเจ็บที่หน้าอก เขาเจ็บที่ข้อมือ เขาเจ็บที่หัวใจ แต่เขาไม่ถอย

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง แรงดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นรินน์รู้สึกผิวหนังตึงขึ้น — สัญญาณเตือนก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้น

"นนท์" เขาเรียก

"ครับ"

"รับของพี่หน่อย"

นนท์รู้ทันทีว่าพี่ชายต้องการอะไร เขากระโดดไปที่เสาหลักต้นที่ห้า เขาวางมือทั้งสองข้างบนหินเย็น ลำแสงสีเงินจากเสาหลักพุ่งเข้าหานิ้วมือเขา เขาเจ็บ เขาเจ็บมาก แต่เขาไม่ปล่อย เขาแบกยอดรวมครึ่งหนึ่งที่นรินทร์ส่งออกมา

ยอดรวมหยุดเคลื่อน เสาหลักต้นที่หนึ่งหยุดสั่น แต่เครื่องรางในมืออรจิตยังเปล่งแสงอยู่

นรินน์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"คุณจะแลกอะไรกับเสาหลัก" นรินทร์ถาม

"ผมไม่ได้แลก ผมยึด"

"ผมถามว่าคุณจะแลกอะไร"

อรจิตยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เคยเห็นในกระจกเมื่อหลายปีก่อน

นรินน์สะดุดกับรอยแตกบนพื้นหิน สายตาเลื่อนลงไปตามรอยแยก — บางส่วนส่องแสงสีฟ้าอ่อน เหมือนสิ่งที่ถูกฝังไว้ใต้นครมานานแล้วกำลังขยับตัว

"ผมจะแลกชื่อของคุณ"

"ถ้าผมไม่ให้ล่ะ"

"ผมจะดูดชื่อของคุณทีละตัวอักษร ผมจะดูดจนคุณไม่มีชื่อเหลือในบัญชีเมือง"

นรินทร์มองเครื่องรางในมืออรจิต เขาเห็นราคาที่ไหลอยู่ภายในเครื่องราง ราคาเหล่านั้นไม่ใช่ราคาของผู้บุกยึด ราคาเหล่านั้นเป็นของคนที่เคยเสียสละเข้าสู่เสาหลัก เครื่องรางดูดซับพลังเสาหลักมาเป็นเวลานาน นานพอที่จะเก็บราคาเล็ก ๆ ของคนหลายร้อยคนไว้ในตัว

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง แรงดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด นรินน์รู้สึกผิวหนังตึงขึ้น — สัญญาณเตือนก่อนเหตุการณ์จะเริ่มต้น

"เครื่องรางนี้เต็มแล้ว" นรินทร์พูด

"ยังไม่เต็ม"

"เต็มแล้ว และคุณกำลังจะรับราคาทั้งหมดกลับมา"

แสงสีแดงในเครื่องรางเริ่มสั่น เครื่องรางไม่ได้สั่นเพราะนรินทร์ เครื่องรางสั่นเพราะราคาที่อยู่ข้างในเริ่มดิ้น มันดิ้นเหมือนคนที่ถูกขังในห้องแคบมานานและได้ยินเสียงประตูเปิด

อรจิตมองเครื่องรางในมือ เขาเริ่มเข้าใจว่านรินทร์กำลังพูดถึงอะไร เขาเห็นรอยร้าวเล็ก ๆ บนผิวเครื่องราง แสงสีแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ และเสียงต่ำ ๆ จากเครื่องรางดังขึ้นเหมือนเสียงคนร้องไห้

นรินน์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"ผมไม่ได้ยิน" อรจิตพูด

"คุณได้ยิน" นรินทร์ตอบ "คุณได้ยินเสียงแม่ของคุณ"

อรจิตก้มมองเครื่องราง เสียงร้องเพลงแจ๊สดังขึ้นชัดเจน เสียงนั้นร้องเพลง "รักแท้" เสียงเดียวกับที่แม่ของเขาเคยร้องกล่อมเขาตอนเด็ก ๆ เสียงนั้นไม่ได้ขู่ ไม่ได้ขอโทษ เสียงนั้นแค่ร้องเพลงรอบ ๆ ชายที่ถือเครื่องรางที่ดูดซับเสียงเธอมาไว้ และชายคนนั้นไม่รู้ว่าเขาจะรับมือกับเสียงที่ไม่ควรได้ยินอีกครั้งในชีวิต—