📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

บทที่ 97: ผลของการบุกยึด

เมืองเวทใต้พิภพ · Arc 3 · ตอนที่ 97 / 120

แสงเช้าลอดผ่านรอยแตกของผนังหินเข้ามาเป็นแถบบาง ๆ ตกบนพื้นแกนนคร นรินทร์ยืนอยู่ริมแอ่งน้ำดำ มือข้างหนึ่งวางบนหินเย็นของเสาหลักต้นที่หนึ่ง เลือดที่ปลายนิ้วจากเมื่อคืนแห้งเป็นคราบสีน้ำตาล ปลอกเล็บซ้ายหัก กระดูกนิ้วชี้บวมจนกำมือไม่สนิท ร่างกายมักจดจำแผลก่อนสมองจะยอมรับ

ภาพในแอ่งน้ำยังเหลือเศษของเมื่อคืน ลำแสงสีเงินสิบสองเส้นจางลงจนเห็นเป็นริ้วบาง ๆ เหมือนเส้นด้ายที่ถูกดึงจนเกือบขาด แต่เสาเรียงกันเจ็ดต้นยังส่งเสียงต่ำใต้พื้น ไม่ใช่เสียงเตือน เป็นเสียงของของหนักที่เพิ่งถูกย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่ ไม่มีใครบอกนรินทร์ว่าเมืองเสียหายมากแค่ไหน เขาเพิ่งรู้จากเสียงในน้ำ เสียงที่บอกว่าเมืองยังยืน แต่ยืนด้วยขาที่สั่น

เขาเงยหน้า ลูกเรือคนคลองสี่คนเดินขึ้นมาจากบันไดทางทิศใต้ เหงื่อเปียกคอเสื้อ มือหนึ่งถือเชือก อีกมือแตะตราที่สะพายคอ หัวหน้าลูกเรือเป็นชายวัยกลางคนที่นรินทร์รู้จักหน้า ชื่อเล็ก ลูกเรือเก่าของภาคินที่เคยพาเขาลัดเขตคลองเมื่อสามปีก่อน

"พี่ริน" เล็กพูด เสียงแหบจากการตะโกนทั้งคืน "คนบุกยึดถูกจับหมดแล้ว"

"กี่คน"

"ห้าสิบครับ พี่คินรวมศูนย์ไว้ที่ท่าเรือเก่า แยกเป็นสี่กลุ่ม มีคนสามคนบาดเจ็บ ไม่มีใครตาย"

นรินทร์พยักหน้า เขามองลงไปในแอ่งน้ำอีกครั้ง เส้นราคาที่เคยพุ่งเป็นสิบสองเส้นเมื่อคืนวันนี้เหลือเพียงสี่เส้นใหญ่ที่ยังเดินทางต่อ ทั้งสี่เส้นพันกันแน่นที่ท่าเรือเก่า กลุ่มที่ถูกแยกออกจากกันยังมียอดค้างที่ดุลหนี้ของเขาอ่านได้ ยอดเหล่านั้นไม่ใช่ของคนธรรมดา มันเป็นยอดของคนที่ถูกซื้อมาด้วยสัญญาที่มีพยานสามฝ่าย สัญญาที่บอกว่าถ้าทำสำเร็จ คนเหล่านี้จะได้รับการลบชื่อออกจากบัญชีเมือง

เขาไม่เคยรู้ว่ามีคนอยากลบชื่อจากเมืองมากขนาดนี้

"ผู้บุกยึดถูกจับหมดแล้ว" นรินทร์พูด

เล็กเงยหน้ามองเขา "พี่ริน คนพวกนี้ไม่ใช่โจรธรรมดา"

"ผมรู้"

"พวกเขามีตราครับ บางคนมีตราสภาเจ้าหนี้แท้ ๆ ไม่ใช่ของปลอม"

นรินทร์ปล่อยมือจากเสาหลัก เลือดที่ปลายนิ้วติดบนหินเป็นรอยจาง ๆ เขาเช็ดมือกับขากางเกงแล้วเดินลงบันได น้ำคลองหยดลงบนบ่าจากเพดานหินเหนือศีรษะ หยดหนึ่งไหลลงตามซอกคอ ความเย็นทำให้เขารู้สึกตัวว่าเสื้อเปียกชุ่มตั้งแต่เมื่อคืน เขาเดินตามเล็กลงไปยังคลองดำ

ท่าเรือเก่ามีคนมากกว่าที่นรินทร์คาด ลูกเรือคนคลองยืนเรียงรายตามขอบท่า มือข้างหนึ่งถือไม้สั้น อีกข้างจับเชือกผูกข้อมือผู้บุกยึดที่นั่งเรียงกันบนพื้นหิน ผู้บุกยึดห้าสิบคนแบ่งเป็นสี่กลุ่มตามสีผ้าที่พันแขน กลุ่มที่หนึ่งผ้าแดง กลุ่มที่สองผ้าน้ำเงิน กลุ่มที่สามผ้าขาว กลุ่มที่สี่ผ้าดำ ตามแผนที่ของมะลิ กลุ่มดำคือกลุ่มที่เข้าทางคลองดำ กลุ่มที่มีเครื่องรางครบทั้งสิบสองชิ้น

เครื่องรางวางอยู่บนผ้าใบสีเทาตรงกลางท่า ตะกรุดตัดเขต ลูกปัดผูกแรงพยาน ผงกร่อนหมึก และด้ายขาวจากร้านในตลาด ทุกชิ้นถูกจัดเรียงตามลำดับ รสาเป็นคนจัด มือเธอยังมีรอยหมึกดำติดอยู่ที่ข้อพับ

"คุณริน" รสาเงยหน้าจากเอกสาร "ผู้บุกยึดกลุ่มดำรอการสอบถาม หัวหน้ากลุ่มเป็นชายอายุราวสี่สิบ เขาไม่พูดตั้งแต่ถูกจับ แต่มือเขาสั่นตลอด"

"เขาเป็นใคร"

"ลูกเรือคนเก่ารู้จักหน้า เขาเคยเป็นผู้ช่วยของสมาชิกสภาเจ้าหนี้ระดับกลาง เลิกงานมาสามปีแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปทำอะไร"

"คนอื่น ๆ ล่ะ"

"คนอื่นร้องไห้ครับ" รสาตอบ "สามคนร้องไห้ สองคนบอกว่าถูกหลอก คนที่เหลือนั่งเงียบ ทุกคนมีตราสภาเจ้าหนี้ปลอมติดที่แขวนคอ ตราเหล่านี้เปิดได้ก็ต่อเมื่อมีผู้สั่งจากด้านบน"

นรินทร์มองผู้บุกยึดกลุ่มดำที่นั่งเรียงกันอยู่ปลายแถว ชายร่างใหญ่ในเสื้อคลุมดำนั่งตัวตรง มือทั้งสองข้างถูกมัดด้วยเชือก ใบหน้าซีดจนเห็นเส้นเลือดใต้ผิว ดวงตามองตรงมาที่นรินทร์โดยไม่กะพริบ เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่มีรอยเหงื่อที่หน้าผาก ไม่มีรอยสั่นที่มุมปาก เขาเตรียมตัวมาแล้วสำหรับการถูกจับ

"ผมจะถามเขาเอง" นรินทร์พูด

"ผู้ตรวจการสภาต้องอยู่ด้วยค่ะ" รสาบอก "ถ้าเราถามโดยไม่มีพยานจากสภา คำสารภาพจะถูกปฏิเสธในภายหลัง"

"เรียกครูเมฆกับภาคิน"

รสาลุกขึ้น กระเป๋าเอกสารหนังแข็งแนบอยู่ใต้แขน ปลายนิ้วของเธอเลื่อนผ่านปกหนังจนเป็นรอย เธอเดินออกไปที่บันไดทางทิศเหนือเพื่อเรียกครูเมฆ เล็กเดินไปที่ท่าเรือปลายน้ำเพื่อตามภาคิน

นรินทร์นั่งลงบนกล่องไม้เก่าตรงข้ามผู้บุกยึด เขาไม่พูด เขาแค่นั่งมอง ชายร่างใหญ่ในเสื้อคลุมดำมองกลับมา ไม่มีใครเปลี่ยนท่า ผู้บุกยึดคนอื่นเริ่มกระสับกระส่ายเมื่อเห็นนรินทร์ไม่ถามอะไร ความเงียบยาวนานทำให้คนที่เตรียมคำตอบมาต้องรื้อคำตอบใหม่ นี่คือสิ่งที่ภาคินสอนเขาเมื่อหลายปีก่อน คนจะพูดเร็วที่สุดตอนที่คนฟังไม่พูด

ครูเมฆมาถึงก่อนภาคิน ไม้เท้าหัวทองเหลืองเคาะพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ชายชรามองผู้บุกยึดกลุ่มดำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนั่งลงข้างนรินทร์โดยไม่ถามเหตุผล เขาวางไม้เท้าขวางตัก ปลายไม้ชี้ไปที่ชายร่างใหญ่

"คนนี้เคยมาที่โรงเรียนเถื่อน" ครูเมฆพูดเบา ๆ "เมื่อสามปีก่อน เขาพาลูกสาวมาเรียนวิชาอาคมพื้นฐาน เรียนได้สามเดือนแล้วหายไป"

"ลูกสาวเขาอยู่ที่ไหน"

"ไม่รู้" ครูเมฆตอบ "ผมไม่เคยถามต่อ ผมไม่ใช่คนถาม"

ภาคินมาถึงพร้อมรสา เสื้อชูชีพเก่ายังเปียกอยู่ น้ำดำหยดจากชายเสื้อลงบนพื้นหิน เขายืนอยู่ห่างจากกลุ่มผู้บุกยึดราวสามก้าว มือกำเชือกที่ผูกข้อมือผู้บุกยึดคนสุดท้ายของกลุ่มดำ เขาไม่นั่งลง เขายืนมองชายร่างใหญ่ในเสื้อคลุมดำ

"ผมจำได้" ภาคินพูด "คนนี้เคยมาซ่อมเรือที่อู่ผม เขาบอกว่าเรือรั่วที่ก้นท้องเรือ ผมซ่อมให้ เขาจ่ายเงินสด ไม่ท้วงราคา"

"ผมจำได้เหมือนกัน" นรินทร์พูด

"ผมเห็นเขาเมื่อสามเดือนก่อน" ภาคินเสริม "เขามาที่ท่าเรือตอนกลางคืน ขนลังเล็ก ๆ ลงเรือ ลังหนักแค่ไหนผมไม่รู้ แต่เขาขนคนเดียวสามลัง"

รสาเปิดกระเป๋าเอกสาร ดึงสมุดบัญชีบางเล่มออกมา "ถ้าเขาเคยขนลังที่ท่าเรือ ต้องมีรายการผ่านด่าน ผมจะเช็ก"

"ไม่ต้องเช็ก" นรินทร์ตอบ "ลังพวกนั้นผ่านด่านเงา ไม่ผ่านด่านคลอง"

ภาคินหรี่ตา แต่ไม่ถามต่อ

นรินทร์หันไปที่ชายร่างใหญ่ "ผมจะถามคำถามเดียว คุณตอบหรือไม่ตอบก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่ตอบ ผมจะให้รสาเขียนในบัญชีเมืองว่าคุณถูกจับโดยไม่มีพยานจากสภา แล้วปล่อยให้คุณนั่งที่นี่จนกว่าสภาจะส่งคนมารับ"

ชายร่างใหญ่ยังนิ่ง มือที่ถูกมัดเริ่มสั่นเล็กน้อย

"ใครเป็นคนสั่งให้คุณบุกยึดเมือง" นรินทร์ถาม

ความเงียบยาวพอที่น้ำคลองจะหยดลงบนพื้นสามหยด ภาคินนับจังหวะในใจ ครูเมฆวางมือบนไม้เท้า รสาจดปากกาลงบนกระดาษแต่ยังไม่เขียน

"สภาเจ้าหนี้" ชายร่างใหญ่ตอบ เสียงแหบจนแทบไม่เป็นคำ

"สภาตัวไหน"

"ผมไม่รู้ ที่บ้าน บอกว่าสภาต้องการคนที่กล้าทำงานสกปรก ผมไม่ถามว่าสภาตัวไหน"

"คนที่มาหาคุณ ชื่ออะไร"

"ไม่มีชื่อ เขาเรียกตัวเองว่า 'ท่าน' เท่านั้น"

"สภาเจ้าหนี้ไม่มีใครเรียกตัวเองว่าท่าน" รสาพูด "คนใช้คำนั้นคือคนที่อยากให้ลูกน้องเชื่อว่าตัวเองใหญ่กว่าที่เป็น"

"เขาเชื่อ" นรินทร์ตอบ "คนที่ถูกซื้อด้วยสัญญาลบชื่อ จะเชื่อทุกอย่างที่ผู้ซื้อบอก"

เขาหันกลับไปที่ชายร่างใหญ่ "สภาบอกให้คุณทำอะไร"

"ยึดแกนนคร" ชายร่างใหญ่ตอบ "เอาตราจากคนถือ ปิดทางเข้าเมือง ประกาศว่ารัฐบาลรับรองเมืองที่ไม่มีเจ้าของไม่ได้ แล้วรอให้สภาเข้ามาเจรจาใหม่"

"สภาต้องการอะไร"

"สภาต้องการควบคุมเมืองเพื่อรักษาอำนาจ" ชายร่างใหญ่ตอบ น้ำเสียงสั่นขึ้น "สภาไม่ต้องการให้รัฐบาลรับรองเมือง เพราะถ้ารัฐบาลรับรองเมือง สภาจะสูญเสียอำนาจ"

รสาเขียนทุกคำลงในสมุด ปลายปากกาสั่นเล็กน้อย มือข้างที่ไม่ถือปากกากำเข่าตัวเองแน่น

"สภามีแผนอะไรอีก" รสาถาม

ชายร่างใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง เขามองมือที่ถูกมัดของตัวเอง เส้นเชือกกดลึกจนผิวหนังบวม

"สภามีแผนจะบุกยึดเมืองอีกครั้ง" เขาตอบ "ถ้าแผนแรกไม่สำเร็จ สภาจะส่งคนมาอีกสองร้อยคนในสามวัน"

ภาคินถอนหายใจ เสียงถอนหายใจดังกว่าเสียงน้ำหยด

ความเงียบแผ่ขยายไปทั่วห้อง นรินทร์นับถอยหลังในใจ สาม วินาที ก่อนที่เสียงจากก้นบึ้งของนครจะแตะหูอีกครั้ง

"สามวัน" เขาพูด "สามวันพอให้เมืองเตรียมคน พอให้คลองเตรียมเรือ แต่ไม่พอให้เมืองลืมความเจ็บเมื่อคืน"

"คุณรู้ได้ยังไงว่าสภาจะส่งสองร้อยคน" นรินทร์ถาม

"คนที่มาหาผมบอก บอกว่าคนสองร้อยพร้อมอยู่แล้วที่ชานเมืองด้านเหนือ รอแค่คำสั่ง"

"คนสองร้อยมีตราสภาทั้งหมดไหม"

"ไม่ใช่ทั้งหมด ครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกซื้อมาเหมือนผม อีกครึ่งเป็นคนของนายทุนอาคมที่ช่วยสภาจัดหาอาวุธ เขาบอกว่าถ้าสภาล้ม คนของนายทุนจะไม่ถอย เขาจะเข้ามาเอง"

ครูเมฆวางมือบนไม้เท้า "นายทุนอาคมไม่เคยเข้ามาเอง เขาจ้างคนอื่นเข้ามาแทน"

"ครั้งนี้ไม่ใช่ครับ" ชายร่างใหญ่ตอบ "เขาบอกว่าเขาเสียดาบไปแล้ว เขาต้องการเอาคืน"

ชื่อดาบแดงผ่านหูนรินทร์ เขาจำเสียงเจ้าของดาบได้ เสียงแหบที่เคยพูดว่า "ข้าไม่ต้องฆ่ามัน" เมื่อคืนที่เขาแพ้ที่แกนนคร ชายคนนั้นยังไม่ฟื้น แต่ยังไม่ล้ม

นรินทร์ลุกขึ้นจากกล่องไม้ เขาเดินไปที่ขอบท่า มือเท้ากับราวไม้ที่ชาวคลองใช้ผูกเรือ ราวไม้เก่าจนเสียงดังเอื้อองเมื่อเขากดน้ำหนัก เขามองลงไปในน้ำคลอง น้ำดำเคลื่อนผ่านช้า ๆ พาขยะ กิ่งไม้ และรอยสีแดงจากเลือดเมื่อคืนไปกองรวมกันที่ท่อระบาย

"คุณจะทำยังไง" ภาคินถาม

"ผมจะเรียกประชุมสภา"

ทุกคนเงียบ น้ำหยดลงบนพื้นห้าหยด ลูกเรือคนคลองที่ยืนเรียงรายตามขอบท่ามองหน้ากันเงียบ ๆ คำว่าเรียกประชุมสภาสำหรับคนในคลองเป็นเหมือนคำสั่งให้เปิดประตูให้ศัตรูเข้ามาในบ้าน แต่นรินทร์ไม่ได้พูดเล่น

นรินทร์เงียบไปสักครู่ ดวงตาจ้องมองไปยังจุดหนึ่งในอากาศ ไม่มีใครพูด เสียงของแกนนครดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

"คุณเรียกประชุมสภาไม่ได้ค่ะ" รสาพูด "คุณไม่มีสิทธิ์เรียก สภาเป็นสถาบันที่มีกฎเกณฑ์การเรียกประชุม ถ้าคุณเรียก สภาจะถือว่าคุณท้าทายอำนาจ"

"ผมรู้" นรินทร์พูด "ผมกำลังจะทำแบบนั้น"

"ทำไม"

"เพราะสภาจะไม่หยุดบุกยึด" เขาตอบ "คนที่อยู่ข้างหลังผู้บุกยึดจะส่งคนมาเรื่อย ๆ จนกว่าเมืองจะถูกทำลาย ผมจะเรียกสภามาที่แกนนคร ผมจะบอกสภาว่าสามารถบังคับสภาให้จ่ายราคาที่สภาต้องจ่าย"

"ราคาอะไร"

"ราคาของการเปิดเผยความจริง" นรินทร์ตอบ "ถ้าสภาต้องการควบคุมเมือง สภาต้องจ่ายค่าตั๋วของผู้ที่ถูกสั่งให้บุก ค่าเสียหายของเมือง ค่าชื่อของคนที่ถูกลบเพราะสภาสั่ง และค่ายอดที่ถูกซ่อนไว้ใต้เสาหลัก ถ้าสภาไม่ยอมจ่าย ผมจะเปิดบัญชีเมืองให้ทุกคนเห็นว่าใครซ่อนอะไรไว้ที่ไหน"

"คุณกำลังขู่สภาด้วยบัญชีเมือง"

"ผมกำลังบอกสภาว่าพร้อมจะเปิด" นรินทร์ตอบ "ถ้าสภามาประชุมที่แกนนคร สภาจะเห็นเองว่ายอดรวมอยู่ในมือผม และสภาจะเลือกว่าจะจ่ายราคา หรือจะเสียอำนาจในการปกปิด"

"ผมจะช่วยเขียนคำเชิญ" รสาพูด "ผมจะเขียนให้สภาเข้าใจว่าการไม่มามีราคาแค่ไหน"

นรินทร์หยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า หน้าจอแตกจากการกระแทกเมื่อคืน เขากดหมายเลขจากนามบัตรสีเงินที่พับอยู่ในกระเป๋ากางเกง นามบัตรที่เขาเก็บมาตั้งแต่วันที่เขาพบที่ประตูเสาหลักต้นที่หนึ่ง ชื่อสมเกียรติ จันทร์เพ็ญ ผู้ตรวจการสภาเจ้าหนี้ สายดังสามครั้ง ครั้งที่สี่มีเสียงรับ

"สมเกียรติ" นรินทร์พูด "ผมจะเรียกประชุมสภาที่แกนนคร ผมต้องการให้สมเกียรติมาเป็นพยาน"

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง นรินทร์ได้ยินเสียงรถวิ่งผ่านหลังสมเกียรติ แล้วเสียงน้ำใส่แก้ว เสียงคนเดินผ่านห้อง

"ผมจะมา" สมเกียรติตอบ "ผมรู้ว่าสภาต้องถูกเรียก"

สายตัด นรินทร์วางโทรศัพท์ลงในกระเป๋า เขาไม่รู้ว่าสมเกียรติจะมาในฐานะไหน ผู้ตรวจการสภาเจ้าหนี้เคยทิ้งตราสีเงินไว้บนเบาะรถ เคยบอกว่าเขากำลังบันทึกว่าใครเลือกอะไร แต่การที่สภามีผู้ตรวจการเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง จะทำให้การประชุมที่แกนนครไม่ใช่การประชุมใต้ดินที่ไร้พยาน

"เรียกทุกคนกลับมา" นรินทร์สั่ง "ผมต้องเตรียมห้องประชุมที่แกนนคร"

"คุณจะประชุมเมื่อไหร่" รสาถาม

"สามวัน" นรินทร์ตอบ "ก่อนที่สภาจะส่งคนมาอีกสองร้อย"

เล็กเอามือแตะตราที่สะพายคอ "พี่ริน ผู้บุกยึดกลุ่มอื่น ๆ ล่ะ"

"ปล่อยคนที่ร้องไห้ไปก่อน" นรินทร์ตอบ "คนที่บอกว่าถูกหลอก ตรวจสอบว่าเขาถูกหลอกจริงไหม ถ้าจริง ให้เขากลับบ้าน ถ้าโกหก ให้เขานั่งที่นี่ต่อ คนที่เหลือ ส่งไปหอทะเบียนเงา รอการตัดสินของสภา"

"แล้วหัวหน้ากลุ่มดำ"

"ผูกไว้ที่นี่" นรินทร์ตอบ "ผมยังมีคำถามอื่น"

ชายร่างใหญ่เงยหน้าขึ้นมองนรินทร์ แววตาที่เคยนิ่งตอนต้นเริ่มมีรอยแตก เขารู้แล้วว่าเขาให้ข้อมูลไปมากกว่าที่เขาจะให้ เพราะทุกคำที่เขาพูดถูกบันทึกในสมุดของรสา คำพูดที่อยู่ในสมุดของผู้ตรวจกรมตราเงาไม่มีวันลบ

"ลูกสาวคุณ" นรินทร์พูดกับชายร่างใหญ่ "อยู่ที่ไหน"

ชายร่างใหญ่ก้มหน้าลง บ่าสั่นเล็กน้อย ไม่มีใครถามซ้ำ

"เขาอยู่ในมือของคนที่สั่งคุณ" นรินทร์พูด "ใช่ไหม"

ชายร่างใหญ่พยักหน้า ครั้งเดียว เบามาก

"ผมจะช่วยหาลูกสาวคุณ" นรินทร์พูด "แต่คุณต้องช่วยผมหาคนที่สั่งคุณ"

"ผมทำไม่ได้" ชายร่างใหญ่ตอบ "ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผมเห็นแค่เงา"

"คุณเห็นเงาก็พอ" นรินทร์ตอบ "ผมถือบัญชีเมือง ผมอ่านเงาได้"

เขาเดินออกจากท่าเรือ ภาคินเดินตาม รสาเดินตาม ครูเมฆเดินตาม เล็กเดินตาม ลูกเรือคนคลองที่เหลือยืนเรียงรายตามขอบท่า มือหนึ่งจับเชือก อีกมือแตะตรา

นรินทร์เดินผ่านคลองดำขึ้นบันไดหินสู่ทางเข้าแกนนคร น้ำหยดจากเพดานลงบนบ่าเขาทีละหยด ที่ทางแยกที่ภาคินเคยยืนรอเมื่อหลายเดือนก่อน ภาคินเดินเข้ามาใกล้จนเงาของเขาตกบนหินตรงหน้านรินทร์

"เอ็งจะเรียกประชุมสภา" ภาคินพูด เสียงเขาเรียบจนฟังเหมือนน้ำที่ไหลผ่านหิน "เอ็งรู้ไหมว่าเอ็งกำลังทำอะไร"

นรินทร์หยุดเดิน เขาไม่หันกลับมา เขายืนนิ่งอยู่ใต้แสงจากแอ่งน้ำที่สะท้อนลงบนเพดานหิน แสงสั่นไหวเหมือนใจคน

"ผมรู้" นรินทร์ตอบ "ผมกำลังบังคับสภาให้ยอมรับการเปิดเผยเมือง"

"แล้วถ้าสภาไม่ยอมรับ" ภาคินถาม

"สภาจะเสียอำนาจ"

"แล้วถ้าสภาเสียอำนาจ เมืองจะอยู่ยังไง"

นรินทร์ไม่ตอบ เขาเดินต่อ เงาของทั้งสองคนยาวลงบนพื้นหินเปียก แสงจากแอ่งน้ำส่องผ่านขอบเสื้อเขาจนเห็นเป็นสีเงินจาง ๆ ที่ปลายแขน ตรงตำแหน่งที่ตราแกนนครเคยอยู่เมื่อคืน

น้ำหยดลงบนบ่าเขาอีกหยด เย็นจนกระดูก แต่เขาไม่หยุด

เขาเดินไปถึงท่าเรือเก่าและเห็นผู้บุกยึดทั้งห้าสิบคนถูกจับกุมอยู่ที่นั่น เขาเห็นภาคินยืนอยู่ที่ท่าเรือ ภาคินมองเขาและพยักหน้า เขาเห็นนภายืนอยู่มุมหนึ่ง นภามองเขาและไม่พยักหน้า เขาเห็นสมเกียรติยืนอยู่ที่ปลายท่าเรือ สมเกียรติมองเขาและยิ้ม

"สมเกียรติ" นรินทร์เรียก

"นรินทร์" สมเกียรติตอบ "ผมมารับคำเชิญของคุณ"

"คุณมาคนเดียว"

"ผมมาคนเดียว แต่ผมมีของขวัญมาให้"

สมเกียรติยื่นซองสีเงินให้นรินทร์ ซองสีเงินนั้นเป็นซองเดียวกับที่นรินทร์เคยถือเมื่อคืน เป็นซองที่มีตราสีเงินของสภาเจ้าหนี้ นรินทร์รับซองมาและเปิดออก ข้างในมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนว่า

"การประชุมสภาจะจัดที่แกนนคร พรุ่งนี้เช้า สมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคนจะมา คุณเตรียมตัวให้พร้อม"

"ใครเขียน" นรินทร์ถาม

"ผมเขียน" สมเกียรติตอบ "ผมเขียนเอง เพราะผมเป็นคนที่เห็นด้วยกับคุณ"

นรินทร์มองสมเกียรติ เขาเห็นว่าสมเกียรติไม่ได้โกหก เขาเห็นว่าสมเกียรติเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง เขาเห็นว่าสมเกียรติเป็นคนที่ยอมรับผิด

"ผมจะเตรียมตัว" นรินทร์พูด

"ผมรู้" สมเกียรติพูด "ผมรู้ว่าคุณจะเตรียมตัว—และผมรู้ว่าสมาชิกสภาที่เหลือจะไม่ยอมรับการประชุมอย่างสงบ?