📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

บทที่ 91: การเตรียมการป้องกัน

เมืองเวทใต้พิภพ · Arc 3 · ตอนที่ 91 / 120

เสียงน้ำหยดจากเพดานหินตกกระทบพื้นแกนนครเป็นจังหวะเดียวกับชีพจรที่ข้อมือนรินทร์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเสาหลักต้นที่หนึ่ง มือสองข้างวางคว่ำบนตราอาคมสีเงินที่ฝังอยู่กลางพื้น ลมที่ออกจากรอยแยกของเสาพัดผ่านซอกนิ้วเขาเย็นจนแสบราวถูกเข็มทิ่ม แต่เขาไม่ย้ายมือ เขาไม่ขยับมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว

ยอดรวมภายในตัวเขาเคลื่อนไหวเป็นสามชั้นชัดเจน ชั้นแรกเป็นราคาของผู้มีอำนาจฝังอยู่ในเมือง หนักเหมือนก้อนหินที่มีคนเคยนั่งทับจนเป็นรูปร่าง ชั้นที่สองเป็นราคาเล็ก ๆ ของคนบนโลกเบื้องบนที่จุดธูปขอพรโดยไม่รู้ว่าตนเซ็นสัญญา มันเบาและพริ้วไหวเหมือนฝุ่นที่ฟุ้งตามลม ชั้นที่สามเป็นราคาที่ถูกฝังลงในเสาหลักทั้งเจ็ด มันหนักที่สุดและแผ่ออกเป็นรัศมีรอบตัวเขาเหมือนน้ำที่ซึมลงพื้นดิน

ชั้นที่สามเคลื่อนตัว มันเคลื่อนไปทางตราอาคมใต้ฝ่ามือนรินทร์อย่างช้า ๆ เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ถ่ายเท ตราอาคมเริ่มอุ่นขึ้นใต้ฝ่ามือขวา ส่วนหนึ่งของยอดเคลื่อนจากร่างเขาเข้าไปอยู่ในตรา เขาหายใจเข้าลึก ร่างกายเบาลงเล็กน้อย แต่หัวใจเต้นเร็วขึ้นเพราะเขารู้ว่าเสาหลักกำลังรับภาระแทนเขา

"นนท์" เขาเรียกเบา ๆ

นนท์นั่งพับเข่าอยู่ห่างออกไปสามศอก เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปีที่ดูเหมือนสิบแปดเพราะความเครียดสะสม เขาเปิดตาที่หลับมาตลอดครึ่งชั่วโมง นัยน์ตาดำคล้ำจากการอดนอนสามคืน แต่มือทั้งสองข้างวางอยู่บนเข่านิ่งราวกับไม่เคยสั่น

"พี่ริน เรียกหรอ"

"มาช่วยพี่แบกครึ่งหนึ่ง"

นนท์เลื่อนตัวเข้ามาใกล้โดยไม่ถามว่ามากแค่ไหน เขาอยู่ใต้พิภพมานานพอจะรู้ว่าถ้านรินทร์เรียก หมายความว่ายอดหนักเกินไปสำหรับคนเดียว เมื่อเขาวางมือซ้ายบนหินเย็นข้างเสาหลัก ลำแสงสีเงินจาง ๆ วิ่งเข้าหานิ้วมือเขา เขากัดริมฝีปากแน่น แต่ไม่ส่งเสียง

"เจ็บไหม" นรินทร์ถาม

"เจ็บ แต่ไม่มาก"

"อย่าโกหกพี่"

"เจ็บมาก" นนท์ตอบ "แต่พี่รินแบกคนเดียวมาสามวัน ผมแบกแค่ครึ่งเดียว"

นรินทร์พยักหน้า เขาถอนหายใจออกช้า ๆ แล้วหันไปมองทางเข้าหลักของแกนนคร แสงไฟจากโคมน้ำมันที่ผู้คนจุดไว้เป็นทางส่ายไปมาตามลม สามวันที่เมืองเตรียมรับมือ ไม่มีใครหลับเต็มตื่นสักคืน

รสาเดินเข้ามาก่อนใคร เธอสะพายกระเป๋าเอกสารหนังสีน้ำตาลไว้ข้างเดียว เสื้อคอเต่ำสีขาวมีรอยหมึกเปื้อนที่ปลายแขน ผมที่เคยรวบเป็นหางม้าสูงหลุมลุ่ย เธอเดินตรงมาที่นรินทร์โดยไม่ทักทาย

"บัญชีเมืองเปิดแล้ว" เธอวางกระเป๋าลงพื้น "สมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคนถูกคีย์เข้าระบบ นายทุนอาคมอีกสามสิบเจ็ดคน หัวหน้าเจ็ดเรือนสี่คน"

"ทั้งหมดอยู่ในเมือง"

"ทั้งหมดอยู่ในเมือง สามคนหนีไปโลกเบื้องบนเมื่อวาน ฉันตามไม่ทัน"

"ไม่เป็นไร คนที่หนีคือคนที่ไม่กล้ารับผิด"

รสานั่งลงตรงข้ามนรินทร์ เธอเปิดกระเป๋าแล้วหยิบสมุดปกแข็งสีดำออกมา ปกหน้ามีตราอาคมของหอทะเบียนเงาสลักอยู่ เธอเปิดไปที่หน้าที่เขียนชื่อด้วยหมึกแดงไว้หนาแน่น

"ยอดรวมของผู้มีอำนาจที่อยู่ในเมืองตอนนี้แบ่งได้เป็นสามกลุ่ม" เธอชี้นิ้วไปที่หน้ากระดาษ "กลุ่มแรกเป็นคนที่รู้ว่าตนเป็นหนี้และยอมรับ กลุ่มที่สองเป็นคนที่รู้ว่าตนเป็นหนี้แต่ปฏิเสธ กลุ่มที่สามเป็นคนที่ไม่รู้ว่าตนเป็นหนี้"

"กลุ่มที่สามจะตอบโต้เร็วที่สุด" นรินทร์พูด

"ใช่"

"เพราะพวกเขาไม่เคยเจ็บ"

รสาหุบปาก เธอไม่ตอบ เธอแค่พลิกหน้าถัดไป หน้านั้นเขียนชื่อของสมาชิกสภาเจ้าหนี้ทั้งสิบสองคนเรียงตามลำดับตัวอักษร ข้างชื่อแต่ละคนมีตัวเลขสามชุด ตัวเลขแรกคือยอดที่ชำระ ตัวเลขที่สองคือยอดที่ซ่อน ตัวเลขที่สามคือยอดที่ถูกโอนไปยังชุมชน นรินทร์มองตัวเลขที่สามของสมาชิกชื่อสมเกียรติแล้วเงยหน้า

"ยอดโอนของสมเกียรติสูงกว่ายอดชำระสามเท่า"

"เขาเป็นคนโยกหนี้เก่งที่สุดในสภา"

"และเขาเป็นคนที่ฉันไม่อยากเผชิญหน้า"

รสาเหลือบมองนรินทร์ เธอรู้ว่าเขาพูดถึงนามบัตรสีเงินที่ตกอยู่ในมือเขาตั้งแต่คืนที่เสาหลักเปิดเผยแม่

"สมเกียรติรู้จักกฎทุกข้อ" รสาพูด "เขาไม่ได้มาที่นี่เพราะอยากเห็นเมือง เขามาเพราะเขารู้ว่านายอยู่ที่ไหน"

"ฉันก็รู้ว่าสมเกียรติอยู่ที่ไหน"

"นั่นแหละปัญหา" รสาหุบสมุด "พวกที่เห็นทั้งสองฝ่ายไม่เคยเลือกข้างใคร พวกเขาเลือกดูว่าใครจะแพ้ก่อน"

นรินทร์ยิ้มมุมปาก ยิ้มแบบที่ไม่ได้ขำ เขามองผ่านรสาไปที่ทางเดินที่นำไปสู่บันไดลงคลองดำ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก้องมาจากด้านล่าง เขาได้ยินเสียงภาคินก่อนเห็นตัว

"มึงยังไม่ตาย" เสียงภาคินดังขึ้นมาจากปลายทางเดิน

"พี่คิน" นรินทร์เรียก "ลูกเรือคนคลองพร้อมหรือยัง"

ภาคินเดินเข้ามาในเสื้อกันฝนสีน้ำเงินที่เปียกชุ่ม เขาแตะผนังเพื่อหยุดให้แสงไฟส่องที่ใบหน้า เส้นรอบยิ้มที่มุมปากของเขาลึกกว่าเมื่อวาน ผมเปียกน้ำ เขามองนรินทร์ นนท์ รสา แล้วยกมือขึ้นนับ

"ห้าสิบคน" เขาตอบ "แบ่งเป็นสี่ทีม ทีมละสิบสองคน มีสองคนสำรอง ทีมหนึ่งรักษาทางเข้าใต้คลองดำ ทีมสองรักษาทางเข้าใต้โรงงานร้าง ทีมสามรักษาทางเข้าใต้สถานีรถไฟ ทีมสี่เคลื่อนที่ตามท่าเรือ"

"อาวุธ"

"ตราอาคมรุ่นเก่า เชือกผูกราคา และหอกไม้ไผ่ที่ผูกหมึกอาคม"

"เพียงพอไหม"

"ถ้าเจ้าเข้ามาสิบคน เพียงพอ ถ้าเจ้าเข้ามาสามร้อย ไม่"

"ผู้บุกยึดจะส่งคนเข้ามาครั้งละเท่าไหร่"

ภาคินหัวเราะ เสียงหัวเราะของเขาเปียกเหมือนน้ำในท่อ

"คนของพี่ไม่เคยนับของฝ่ายตรงข้าม เขานับแค่คนที่ตัวเองต้องปกป้อง"

มะลิเดินเข้ามาหลังภาคินไม่กี่ก้าว เธอแบกหินแผ่นใหญ่บนบ่า ขอบหินถูกพันด้วยผ้าสีแดง ปลายผ้าห้อยลงมาเป็นเงื่อนสามเงื่อน เธอวางหินลงตรงหน้านรินทร์โดยไม่ทักทาย พื้นสั่นเล็กน้อย

"แผนที่เสร็จ"

นรินทร์ก้มมอง แผ่นหินสีเทาเขียวถูกวาดด้วยหมึกอาคมสีดำและสีเงิน เส้นทางเข้าเมืองทุกเส้นที่มะลิรู้จักถูกเขียนลงไปเป็นเส้นบาง ๆ ที่บรรจบกันที่เสาหลักทั้งเจ็ด จุดแดงเล็ก ๆ สามจุดที่มุมแผ่นหินคือที่ซ่อนของครูเมฆ

"ทำไมมีจุดแดงสามจุด" นรินทร์ถาม

"เพราะครูเมฆบอกว่าท่านอยู่ที่นั่น" มะลิตอบ "ผู้บุกยึดจะเข้ามาทางนั้น"

"ครูเมฆรู้ได้ยังไง"

"ครูเมฆเป็นคนออกแบบกลไกโยกหนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน" มะลิพูดเสียงเบา "เขารู้จักทุกช่องว่างของผนังเมือง"

ภาคินถอนหายใจ เขาเดินไปหยิบแผ่นหินขึ้นแล้ววางบนแท่นหินกลางห้อง เขาใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปที่ท่าเรือเก่า

"ที่นี่คือจุดที่ลูกเรือของพี่จะรวมพล ถ้าพี่รินเสียท่า พี่จะพาคนไปรับที่ท่าเรือเก่า"

"ถ้าผมเสียท่า" นรินทร์พูด "พี่คินไม่ต้องมารับผม"

"มึงจะบอกให้พี่ทิ้งมึงไว้กลางเมือง"

"ผมจะบอกให้พี่รักษาคนของพี่"

ภาคินไม่ตอบ เขาแค่มองนรินทร์นานเท่ากับเวลาที่น้ำหยดหนึ่งหยด แล้วเขาก็ยิ้ม ยิ้มแบบที่นรินทร์เคยเห็นเมื่อสามปีก่อนตอนที่ภาคินพาเขาลัดเขตคลองเป็นครั้งแรก

"พี่จะรักษาคนของพี่" ภาคินพูด "แล้วมึงก็เป็นคนของพี่"

ครูเมฆมาถึงเป็นคนสุดท้าย เขาเดินเข้ามาพร้อมไม้เท้าไม้สักที่ปลายไม้หัก เขาเป็นชายวัยหกสิบกว่าที่มีผมขาวทั้งหัวและแผลเป็นที่หัวคิ้วซ้าย เขานั่งลงตรงข้ามนรินทร์โดยไม่รอเชิญ เขาวางมือบนไม้เท้าแล้วกระชับนิ้ว

"กลไกโยกหนี้พร้อมแล้ว" เขาพูดเสียงแหบ "ผมอธิบายให้ลูกเรือสิบคนเข้าใจ พวกเขาเอาไปใช้ได้"

"ครูเมฆ" นรินทร์หยุดเขา "กลไกนี้ทำงานยังไง"

ครูเมฆยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความสุข

"กลไกนี้ดูดราคาที่ผู้บุกยึดพยายามจะโอนให้ผู้อื่น แล้วย้อนกลับไปที่ผู้บุกยึดเอง"

"ผู้บุกยึดจะรู้ไหม"

"ไม่รู้ จนกว่าราคาจะตกกลับมาที่ตัวเอง"

"แล้วครูเมฆจะรับราคาจากกลไกนี้ยังไง"

ครูเมฆไม่ตอบ เขามองมือตัวเองที่จับไม้เท้าแน่น ปลายไม้เท้าสั่นเล็กน้อย

"ผมเป็นคนออกแบบกลไกนี้" เขาพูดในที่สุด "ผมจะรับราคาคนแรก"

นรินทร์พยักหน้า เขาไม่ได้บอกว่าขอบคุณ เขาไม่ได้บอกว่าไม่ต้อง เขาแค่รับ เพราะเขารู้ว่าครูเมฆรอให้เขารับมานานกว่ายี่สิบปี

นนท์เงยหน้าขึ้นมาจากมือที่วางอยู่บนเสาหลัก เขามองทุกคนที่นั่งอยู่รอบนรินทร์ แล้วเขาพูดเสียงเบามาก

"พี่ริน ผมแบกครึ่งหนึ่งได้"

"เรารู้" นรินทร์ตอบ

"ผมแบกได้จริง ๆ ไม่ต้องเหลือไว้ให้พี่"

"เรารู้" นรินทร์พูดซ้ำ "นนท์เป็นหัวใจของเสาหลักที่ห้า นนท์แบกได้"

นนท์ก้มหน้า น้ำตาไหลลงมาหยดหนึ่ง หยดเดียว เขาเช็ดด้วยหลังมืออย่างเร็ว

นรินทร์มองทุกคนที่นั่งอยู่รอบเขา รสาที่กำลังพลิกหน้าสมุดถัดไป ภาคินที่จิ้มนิ้วลงแผนที่ของมะลิ มะลิที่นั่งพับเข่ามองปลายหมึกที่ยังเปียกอยู่บนนิ้ว ครูเมฆที่จับไม้เท้าจนนิ้วขาว นนท์ที่นั่งพิงเสาหลักต้นที่ห้า ไม่มีใครดูพร้อมสำหรับสงคราม แต่ทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องเป็นส่วนหนึ่งของมัน

เขาหลับตา เขามองเห็นเมืองทั้งเมืองจากยอดรวมในตัวเขา ตลาดสนธยาที่แสงคบเพลิงส่ายไกล คลองดำที่เรือจอดเรียงรายเหมือนฟันในปากที่ยิ้มให้คนรู้จัก โรงเตาหมื่นควันที่ควันขึ้นเป็นเสาสีฟ้า หอทะเบียนเงาที่เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง สวนหินจำที่ดอกไม้เรืองแสงในความมืด เมืองทั้งเมืองกำลังจะถูกบุกยึด และเขาเป็นคนเดียวที่คุมยอดรวมของมันได้

ยอดรวมเคลื่อนอีกครั้ง คราวนี้มันเคลื่อนเร็วกว่าเดิม ส่วนหนึ่งของราคาเคลื่อนจากร่างเขาเข้าสู่ตราอาคม อีกส่วนเคลื่อนจากตราเข้าสู่เสาหลัก เขารู้สึกว่าตัวเองเบาลง แต่พื้นใต้ตราเริ่มอุ่นขึ้น

"นนท์" เขาเรียกอีกครั้ง

"ครับ"

"รับของพี่หน่อย"

นนท์ไม่ถามว่ารับอะไร เขาแค่วางมือบนเสาหลักแน่นขึ้น ลำแสงสีเงินพุ่งเข้าหานิ้วมือเขา เขากัดฟัน แต่ไม่ส่งเสียง

ยอดรวมหยุดเคลื่อน เมืองหยุดสั่น พื้นแกนนครนิ่งอีกครั้ง นรินทร์เปิดตา เขาเห็นรอยร้าวบาง ๆ บนผนังเสาหลักที่เพิ่งปรากฏขึ้น รอยร้าวนั้นเป็นรูปร่างของชื่อเขา เขาเข้าใจแล้วว่าเมืองกำลังจำชื่อเขา และเมื่อเมืองจำชื่อเขาได้ ชื่อเขาจะกลายเป็นราคาที่ต้องจ่าย—แต่เขาไม่รู้ว่าเมืองจะเรียกราคานั้นเมื่อไหร่ และจะเรียกจากใคร?