บทที่ 21: บันไดแรกใต้ต้นมะม่วง
ประตูเหล็กใต้รากต้นมะม่วงใหญ่กลางตลาดฉำฉากลบเงาอยู่ใต้เถ้าและรอยไหม้เก่า แผ่นเหล็กเนื้อหนาขึ้นสนิมเป็นเกล็ดแสดประดับลายตราวารีโบราณที่เลื่อนหลุดออกจากกรอบไม้ ประตูด้านนอกถูกซ่อนไว้ใต้ซอกรากไม้โคนต้นที่ชาวบ้านใช้เป็นที่สาดน้ำล้างภาชนะ อากาศชื้นอับและกลิ่นรากไม้เน่าโชยออกมาทันทีที่สมเกียรติใช้ปลายดาบสั้นงัดสลักเกลียวเหล็กสองตัวแรกออก
นิลจุดตะเกียงน้ำมันดวงที่สามขึ้น ความสว่างส้มสัวของเปลวไฟส่องกระทบขอบบันไดหินทางลงซึ่งตัดลึกลงไปในเนื้อดินดาน ความกว้างของบันไดพอดีให้คนเดินเรียงหนึ่งเท่านั้น ชานหินแต่ละขั้นเรียบตึงราวกับถูกถากด้วยขวานเหล็กกล้า ไม่ใช่บันไดดินชั่วคราวที่สร้างขึ้นสุ่มสี่สุ่มห้า
"ข้างล่างนี้ไม่มีอยู่ในแผนที่ของกรมตราเงาครับ" สมเกียรติเอ่ยเสียงแผ่ว เขาถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อให้นิลเดินนำ โดยตนเองยืนคอยเฝ้าปากทางเข้าพร้อมดาบสั้นในมือขวา "ทะเบียนผืนดินเมืองกรุงแก้วฉลองปีที่สามสิบเอ็ดระบุว่าใต้รากมะม่วงต้นนี้เป็นเพียงชั้นหินดานและท่อระบายน้ำทิ้งของตลาด แต่บันไดนี้ใช้หินแกรนิตสีเข้มชนิดเดียวกับเสาหลักต้นแรก"
นิลก้าวลงบันไดขั้นแรก เสียงพื้นรองเท้าหนังบดลงบนทรายแห้งดังกังวานแผ่วแผ่ว เธอใช้มือซ้ายแตะผนังหินด้านขวา รอยสัมผัสของหินแกรนิตส่งความรู้สึกเย็นเยียบเข้าสู่ปลายข้อนิ้ว รอยจำบางเบาที่ตกค้างอยู่ในเนื้อหินไม่ใช่เสียงคนร้องหรือเสียงคัดค้าน แต่เป็นเสียงกระแทกของท่อนเหล็กหนักและเสียงสลักอักขระที่สลักลงเนื้อหินเมื่อยี่สิบปีก่อน "นับไว้ด้วย" นิลบอกโดยไม่หันกลับไปมอง "สิบสองขั้น ขั้นแรกสุดที่ฉันแตะมีรอยแตกร้าวเป็นแนวเฉียง สมเกียรติ จำรอยร้าวบนผนังด้านขวาไว้ด้วย ถ้าเราต้องถอยกลับในความมืด รอยพวกนี้จะเป็นเข็มทิศเดียวของเรา"
ทองแดงที่เดินตามหลังนิลถอดถุงเครื่องมือหนังชุ่มน้ำมันลงแตะชานหิน เสียงขวานซ่อมเสาและสิ่วเหล็กกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง "ผมจำได้ครับอาจารย์ ผนังตรงนี้มีรอยสลักอักขระโบราณด้วย สมเกียรติ ตัวอักษรรูปตะขอแถวบนนั้นอ่านว่าอะไรครับ มันคล้ายกับตราที่พี่ทองกล้าเคยตอกไว้บนเสาร้านเรา"
สมเกียรติเพ่งสายตามองตามแสงตะเกียง "ภาษาตรวจทะเบียนเกราะรุ่นแรกครับ มันเป็นคำเตือนประจำเขตคุ้มครอง... 'ผู้ไม่มีชื่อในบัญชี ห้ามก้าวผ่านขั้นที่สิบสอง' แต่นิลครับ บัญชีที่ว่านั่นถูกปิดผนึกไปตั้งแต่หลวงปราณีหายตัวไป"
"แปลว่าถ้าเราก้าวลงไป เราก็กลายเป็นคนนอกกฎหมายของห้องใต้ดินนี้สินะครับ" ทองแดงหัวเราะแห้ง ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาสั้นและขาดช่วง "น่าแปลกดีนะครับ ด้านบนตลาดเราก็ไม่มีตราตำแหน่ง ด้านล่างเราก็ไม่มีชื่อในบัญชี อยู่ตรงไหนเราก็เป็นแค่ลูกหนี้ตราวันยังค่ำ" "เก็บปากไว้ทำงานเถอะทองแดง" นิลตัดบท น้ำเสียงเรียบเสมอกัน "ตะเกียงดวงนี้อยู่ได้ไม่เกินสองชั่วโมง ถ้าข้างล่างนี้มีอะไรซ่อนอยู่ เราต้องเห็นก่อนน้ำมันแห้ง"
สุดทางเดินบันไดสิบสองขั้นเปิดออกสู่ห้องโถงหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โครงสร้างด้านบนค้ำด้วยเสาหินแปดเหลี่ยมสี่ต้น อากาศด้านในอับและนิ่งสนิท ไร้สายลมลอดผ่าน ผนังหินทั้งสี่ด้านไม่ใช่อิฐเปลือย แต่ถูกบุด้วยแผ่นไม้ยางดำขนาดเท่าฝ่ามือเรียงแถวเป็นตารางนับร้อยแผ่น บนแผ่นไม้แต่ละใบมีชื่อคนและตัวเลขกำกับด้วยชาดสีแดงสด "ห้องลงทะเบียนซ้ำ..." สมเกียรติพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้าน "นี่มันไม่ใช่คลังเก็บของ...
นี่มันคือทะเบียนสำรองของคนที่ถูกลบชื่อ" ทองแดงยกตะเกียงเข้าไปใกล้ผนังฝั่งซ้าย นิ้วชี้ที่หยาบกร้านจากการทำงานช่างค่อย ๆ ไล่ไปตามตัวเลขชาดแดง "แปดสิบห้า... แปดสิบหก... แปดสิบเจ็ด... อาจารย์ครับ! เจอแล้ว!
แผ่นไม้แผ่นที่แปดสิบเจ็ด!" นิลขยับเข้าไปยืนข้างทองแดง แสงไฟสาดส่องลงบนแผ่นไม้หมายเลข 87 ตัวอักษรสีแดงบนไม้เข้มสลักไว้ชัดเจน: *ทองกล้า ช่างซ่อมเสาหลักชั้นสาม ถูกถอดตราและย้ายหนี้เมื่อปีที่สามสิบห้า* "พี่กล้า..." ทองแดงพูดเบากริบ นิ้วของเขาค้างอยู่เหนือตัวอักษรโดยไม่กล้าแตะลงไป "พี่กล้าไม่ได้หนีไปต่างเมือง...
พี่กล้าถูกเอาชื่อมาแปะไว้บนผนังห้องใต้ดินนี้จริงๆ" "อย่าเพิ่งแตะตรงๆ" นิลเตือน เธอขยับไปที่แผ่นไม้หมายเลข 104 ซึ่งอยู่ถัดไปสองแถว แผ่นไม้นี้ไม่มีตัวเลขกำกับ แต่มีชื่อเดียวที่สลักลึกด้วยปลายมีดสั้น: *ปราณี หลวงผู้ตรวจทะเบียนเกราะ*
นิลทอดสายตามองชื่อของแม่อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ถอดถุงมือผ้าสีเข้มออก เธอวางฝ่ามือขวาลงบนแผ่นไม้ชื่อปราณีอย่างแผ่วเบา รอยสัมผัสแรกสั่นสะท้านผ่านเส้นเลือดในฝ่ามือขึ้นสู่ต้นแขน ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นคลื่นความรู้สึกอันหนักอึ้ง ความกลัว เสียงก้องของเหล็กกระทบเหล็ก และเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังแผ่วเบาเหมือนอยู่ไกลออกไปหลายร้อยวา นิลขมวดคิ้ว ลมหายใจสะดุดเล็กน้อย "ไม่ใช่..." "มีอะไรหรือครับอาจารย์" ทองแดงถามด้วยความตกใจ
"เสียงในรอยจำนี้..." นิลถอนมือกลับ รอยร้อนลวกบนฝ่ามือหายไปทิ้งไว้เพียงความเย็นชา "ไม่ใช่เสียงร้องของแม่ ปราณีไม่ได้ร้องไห้ตอนถูกดึงลงมา รอยจำนี้คือกำแพงที่แม่สร้างขึ้นเพื่อปิดเสียงร้องของผู้หญิงอีกคน... แม่กำลังปกป้องใครบางคนไว้ในห้องนี้"
สมเกียรติกระชับดาบในมือ "ห้องใต้ดินนี้มีสามชั้นครับนิล ชั้นแรกที่เรายืนอยู่คือห้องลงทะเบียนซ้ำ ชั้นที่สองคือด่านกรองหนี้ตรา และชั้นที่สามคือแกนค้ำยันเสาหลัก ทุกคนที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนเมืองจะถูกดึงลงมาที่นี่เพื่อเป็นผู้รับหนี้ตราแทนขุนนางในสภาตรา" "ผู้รับหนี้แทน?" ทองแดงขมวดคิ้ว "หมายความว่ายังไงครับสมเกียรติ แล้วหนี้พวกนั้นมาจากไหน"
"ตราตำแหน่งไม่ได้ทำงานด้วยอากาศเปล่าครับทองแดง" สมเกียรติอธิบายด้วยน้ำเสียงขรึม "ทุกครั้งที่ขุนนางใช้ตราสั่งการเวท ซ่อมเขตคุ้มครอง หรือขยายอาคม ผลค้างของเวทจะกลายเป็นหนี้สะสม ถ้าไม่หาคนชำระ ตราตำแหน่งจะแตกร้าวและคนถือจะเสียสติ สภาตราจึงสร้างระบบลบชื่อขึ้นมา...
ดึงประชาชนคนธรรมดาลงมาที่นี่ แล้วโอนหนี้ตราทั้งหมดเข้าชื่อของพวกเขา" "แล้วพวกเขาลบไปกี่คนแล้ว" นิลถาม เสียงของเธอแข็งขึ้น "บนผนังนี้มีสามร้อยสี่สิบแปดแผ่นไม้" สมเกียรติตอบพึมพำ "สามร้อยสี่สิบแปดคน...
ในระยะเวลาสิบห้าปี" โดยไม่ทันตั้งตัว เสียงฝีเท้าลากพื้นหนักๆ ดังก้องมาจากมุมมืดด้านในสุดของห้องโถง เสียงไม้พลองกระทบพื้นหินดังกก กก กก สม่ำเสมอ นิลชูตะเกียงขึ้นสูง สมเกียรติชักดาบสั้นออกจากฝักครึ่งหนึ่งทันที
ร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืดหลังเสาหิน เสื้อคลุมสีเทาหม่นขาดวิ่นของเขามีร่องรอยของตราหลวงที่ถูกเลาะออกจนเหลือเพียงรอยเข็มดำ ผมสีขาวของเขายาวสยายถึงกลางหลัง ดวงตาทั้งสองข้างฝ้าฟางจนกลายเป็นสีขาวขุ่น แต่เขากลับเดินตรงมาหานิลได้อย่างแม่นยำ "สิบห้าปี..." ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เสียงของเขาเหมือนเสียงหินสองก้อนบดใส่กัน "สิบห้าปีเต็มๆ ที่ไม่มีใครก้าวลงบันไดขั้นที่สิบสองโดยไม่มีตราหลวง...
เจ้าคือลูกสาวของปราณีสินะ นิล" นิลไม่ถอยหลัง เธอจ้องมองชายชราตรงๆ "คุณรู้จักฉัน?"
"ข้ารู้จักชื่อของทุกคนที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดบัญชีใต้ดินนี้" ชายชราหยุดยืนห่างออกไปห้าก้าว เขาเอียงคอฟังเสียงลมหายใจของนิล "ข้าคือเสมียนคลังคนแรก...
ผู้ค้างตราหมายเลขศูนย์ศูนย์หนึ่ง ปราณีบอกข้าก่อนเธอจะลงไปชั้นสามว่า วันหนึ่งจะมีผู้หญิงที่ฟังเสียงวัตถุได้เดินลงมาตามหาเธอ" "แม่ฉันอยู่ที่ไหน" นิลถามเข้าประเด็นทันที "ชั้นลึกกว่านี้..." ชายชราชี้พลองไม้ไปยังช่องประตูโค้งด้านหลัง "แต่เจ้าลงไปตอนนี้ไม่ได้ นิล...
เจ้ายังไม่มีตรา และเจ้ายังไม่ได้เลือก ว่าเจ้าจะลงไปในฐานะผู้ไถ่หนี้ หรือผู้รับหนี้" ทองแดงก้าวขึ้นมาขวางข้างนิล "พวกเราไม่ได้มารับหนี้ใครทั้งนั้น!
เรามาพาพี่ชายกับแม่ของอาจารย์กลับขึ้นไป!" ชายชรา #001 หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะฟังคล้ายเสียงใบไม้แห้งถูกปลิวลม "เอ็งคิดว่าง่ายขนาดนั้นหรือ เจ้าช่างซ่อม... หันไปดูผนังด้านหลังเอ็งสิ ดูว่าชื่อของเอ็งอยู่ที่ไหน"
ทองแดงรีบหันกลับไปมองผนังหินตรงบันไดทางลง แสงไฟตะเกียงสะท้อนแผ่นไม้อีกใบที่เพิ่งถูกสลักเสร็จใหม่ๆ ตัวอักษรสีแดงสดบนแผ่นไม้นั้นยังไม่แห้งสนิทดี: *ทองแดง ช่างซ่อมเสาหลักชั้นสาม ผู้ค้างตราหมายเลขสามร้อยสี่สิบเก้า* "นี่มัน..." ทองแดงหน้าซีดเผือด "ผม...
ชื่อผมขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง"
"สภาตราส่งชื่อเอ็งลงมาตั้งแต่เอ็งรับซ่อมเสาร้านของเก่า" สมเกียรติเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "ใครก็ตามที่แตะต้องของปลอมของขุนวิจิตร จะถูกลงทะเบียนเป็นผู้ค้างตราอัตโนมัติ" นิลเดินเข้าไปหาชายชรา #001 "แล้วถ้าฉันลงไปชั้นสองจะเกิดอะไรขึ้น" "บันไดชั้นสองมีกฎข้อเดียว..." ชายชราตอบพลางหมุ
นตัวกลับเข้าสู่เงามืด "ทุกก้าวที่ลงไป ชื่อของเจ้าจะถูกลบออกจากความทรงจำของคนที่อยู่ข้างบนทีละคน..."
นิลก้าวตามไปถึงหน้าประตูโค้งทางลงชั้นสอง เธอชูตะเกียงส่องลงไปในความมืด บนบันไดหินชั้นสองมีรอยเท้าเปียกปอนของผู้หญิงคู่หนึ่ง... รอยเท้านั้นมีขนาดเท่ากับรองเท้าผ้าของปราณีอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่รอยเท้าเปียกนั้นไม่ได้เดินลงไปชั้นล่าง...
มันเดินย้อนกลับขึ้นมาจากชั้นสาม และหยุดลงกระทันหันตรงขั้นที่เจ็ด ตำแหน่งเดียวกับที่แผ่นไม้ชื่อปราณีสลักไว้บนผนังด้านบน นิลนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นิ้วมือที่จับด้ามตะเกียงสั่นระริก เธอเข้าใจความหมายของรอยเท้านั้นทันที แม่ไม่ได้ถูกขังอยู่ข้างล่าง... แม่เคยขึ้นมาถึงตรงนี้แล้ว...
ทางลงชั้นสองแคบกว่าที่สายตามองจากข้างบน ผนังหินบีบเสียงให้สั้นลง ทุกคำที่หลุดจากปากคนในทางเดินจึงกลับมาชนใบหูเหมือนคำกล่าวหา นิลลดตะเกียงลงใกล้พื้นและเห็นรอยเท้าแม่ซ้อนอยู่กับรอยรองเท้าของชายอีกคนหนึ่ง รอยชายคนนั้นลึกกว่า แปลว่าเขาไม่ได้เดินตามปราณี แต่บังคับให้จังหวะของเธอช้าลง ทองแดงใช้ปลายสิ่วแตะขั้นที่เจ็ดแล้วถอนมือทันทีเพราะความร้อนแฝงอยู่ใต้หิน สมเกียรติเปิดบัญชีหาหน้าที่ตรงกับจำนวนขั้นบันได เขาไม่พูดชื่อที่พบออกมา แต่นิลเห็นเงาคำตอบผ่านสีหน้าที่เขาพยายามซ่อน เธอจึงเก็บดินใต้ขั้นนั้นใส่ผ้า พยานบางชนิดเล็กกว่าฝุ่น แต่ทำให้คำให้การทั้งศาลาสั่นได้ เมื่อเสียงจากชั้นล่างเรียกชื่อตัวเองผิด นิลรู้ว่าคนตายไม่ได้เป็นคนทำให้ทางนี้หลงทิศ
ความลึกของชั้นล่างทำให้เวลาบนพื้นตลาดไร้ความหมาย นิลเดินช้าลงเพื่อให้ตะเกียงทันบอกขอบหินทุกด้าน รากมะม่วงใหญ่แทงผ่านเพดานลงมาเป็นเส้นดำหนา บางรากพันรอบเสาหินเหมือนนิ้วมือที่กำลังรั้งสิ่งหนึ่งไม่ให้ขึ้นไปสู่แสง กลิ่นดินแห้งปนกลิ่นโลหะเก่าเกาะอยู่ในลำคอ เธอใช้ผ้าห่อเศษดินจากขั้นบันไดแยกไว้คนละซอง เพราะรอยดินแต่ละชั้นมีสีไม่เหมือนกัน ชั้นบนเป็นดินตลาด ชั้นนี้เป็นดินที่ผ่านไฟ และชั้นที่สามซึ่งยังมองไม่เห็นส่งกลิ่นเหมือนน้ำฝนที่ถูกขังไว้นานเกินไป
บนผนังขวามีรอยขีดเล็กๆ เรียงตามระดับไหล่ของผู้หญิงคนหนึ่ง รอยเหล่านั้นไม่ใช่รอยหลงทาง แต่เป็นรอยนับจังหวะหายใจ นิลแตะเพียงรอยแรกแล้วถอนมือทันที ภาพในรอยจำสั้นมาก มีเพียงเปลวไฟ ตราหลวง และปลายผ้าซิ่นสีซีดที่ลากผ่านบันไดลงไปโดยไม่มีเลือดสักหยด ความจริงแบบนี้น่ากลัวกว่าภาพการต่อสู้ เพราะมันบอกว่าคนที่เดินลงไปยังมีแรงเลือก นิลจึงหยุดกล่าวหาแม่ในใจ และเริ่มกล่าวหาคนที่ทำให้การเลือกนั้นเหลือเพียงทางเดียว
ทองแดงเดินอยู่ครึ่งก้าวด้านหลัง เสียงถุงเครื่องมือของเขากระทบสะโพกเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ เขาพยายามทำให้มันเบา แต่ความเงียบใต้เสาหลักขยายเสียงทุกอย่างจนความกลัวมีรูปทรง สมเกียรติปิดท้ายขบวน มือของเขายังจับสมุดบัญชีไว้แน่น แสงตะเกียงทำให้เงาของทั้งสามคนซ้อนกันบนผนัง นิลมองเงานั้นแล้วเห็นว่ามีเงาที่สี่เดินตามมาตั้งแต่ขั้นที่เจ็ด เงานั้นไม่มีศีรษะ มีเพียงมือที่ชี้กลับลงไปด้านล่าง
แต่แม่เลือกที่จะเดินกลับลงไปเอง!