บทที่ 2: ชื่อที่หายจากปาก
แสงเช้าหลังฝนจับอยู่บนพื้นไม้เป็นแถบยาว นิลเปิดหน้าต่างทีละบานให้กลิ่นโคลนกับใบไม้เปียกไหลเข้าร้าน ก่อนใช้ผ้าแห้งเช็ดหยดน้ำจากกล่องสองชั้น เธอวางกุญแจสามดอกเรียงตามขนาดและตรวจรอยฟันกุญแจด้วยแว่นขยาย เสียงตลาดด้านนอกเริ่มจากล้อเกวียนครูดไม้ ตามด้วยเสียงคนลากตะกร้าและเสียงระฆังจากศาลา อากาศยังเย็นจนปลายนิ้วชา นิลจึงอุ่นมือเหนือเปลวตะเกียงครู่หนึ่งแล้วหยิบซองฝุ่นหินขึ้นมาเทียบกับคราบบนด้ายสีครามโดยไม่ให้สองหลักฐานสัมผัสกัน
นิลไม่ได้นอนเต็มตลอดคืน เธอวางสร้อยไว้ในกล่องไม้สองชั้น ล็อกด้วยกุญแจสามดอก และเขียนเวลาในสมุดทุกครึ่งชั่วโมง ตลอดคืนไม่มีใครเปิดประตู ไม่มีเสียงฝีเท้าบนหลังคา มีเพียงเสียงน้ำกระทบเสาเรือนกับเสียงตะเกียงปะทุเป็นช่วงๆ คำว่า "ตราเปล่า" ยังติดอยู่ในหัว กรุงแก้วใช้ชื่อกับตำแหน่งเป็นห
ลักของเวท นิลจึงไม่เชื่อว่ามีตราใดว่างจริง ถ้ามีแผ่นตราที่ไม่มีเจ้าของ แปลว่ามีคนกำลังเตรียมเจ้าของให้มัน เช้าขึ้น เธอตรวจหมวกของตาแสงก่อนจัดร้าน เส้นด้ายสีครามที่ติดอยู่ใต้สะพานมีฝุ่นหินละเอียดแทรกอยู่ ฝุ่นชนิดเดียวกับที่เธอพบในรอยต่อของจี้สร้อย เธอแยกใส่ซองกระดาษและเขียนว่า "ยั
งไม่สรุป" หลังหลวงวารินถูกพาออกไป นิลเก็บเศษรอยแดงจากถาดด้วยปลายมีด เธอเช็ดคมมีดกับผ้าฝ้ายแล้วพับผ้าส่วนที่เปื้อนไว้ด้านใน กลิ่นโลหะคาวติดอยู่ในอากาศและทำให้ลำคอแห้ง เธอเดินตามรอยเก้าอี้ที่ครูดพื้นไปถึงประตู ตรวจรอยรองเท้าของขุนวิจิตร และวัดระยะจากตราแดงถึงขอบไม้ด้วยเส้นด้าย เศษดินแดงใต้ส้นรองเท้าของเขายังไม่แห้งสนิท พอใช้นิ้วแตะก็แตกเป็นผงละเอียด เธอเก็บลงซองใหม่ แล้วเขียนเวลาที่กล่องถูกนำออกจากร้านแยกจากเวลาที่คนของกรมมาถึง
ประตูเปิดได้ไม่นาน ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์
เขาแต่งเสื้อผ้าดีเกินกว่าคนหาบของ แต่ไม่สวมตราที่คอหรืออกเสื้อ รองเท้าหนังมีรอยขัดใหม่ ผมถูกมัดเรียบร้อย ทว่าปลายแขนเสื้อข้างซ้ายเปื้อนดินแดง เขาถือกล่องไม้เล็กแนบอกและมองร้านเหมือนเพิ่งถูกสั่งให้จำมัน "ที่นี่รับฝากของไหมครับ" "รับค่ะ ชื่อผู้ฝาก" ชายหนุ่มอ้าปากแล้วหยุด "ผม...ชื่อ
วาริน" "ชื่อเต็ม" "วารินก็พอ" "อายุ" "ไม่ทราบครับ" นิลวางพู่กันลง "เจ้าของของหรือคนที่ถูกพามาฝาก" ชายหนุ่มกำกล่องแน่นขึ้น "ผมเดินเข้ามาเอง" "ฉันยังไม่ได้ถามว่าเดินหรือถูกพามา" เขามองไปทางประตู ความระแวงขยับผ่านใบหน้าเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนที่คำตอบจะกลับมาเรียบสนิท "ผมมาฝากของครับ ข
อเงินตามราคาที่คุณเห็นสมควร แล้วผมจะไป" เขาวางกล่องบนโต๊ะ นิลใช้ถาดไม้รองก่อนเปิดฝา ข้างในเป็นตะขอเงินสองชิ้นต่อกันเป็นแผ่นเล็ก ลายคลื่นสามเส้นอยู่ตรงกลาง แต่มีรอยแดงคล้ำรอบขอบเหมือนหมึกเก่าซึมลงเนื้อโลหะ นิลมองมือของชายหนุ่ม ปลายนิ้วชี้มีรอยวงกลมจากการสวมแหวนหรือแผ่นตราเป็นเวลาน
าน กลางฝ่ามือมีรอยกดสี่เหลี่ยม ชายคนนี้เคยถือเอกสารหรือเครื่องหมายราชการ ไม่ใช่คนส่งของธรรมดา "ของชิ้นนี้ได้มาจากไหน" "ไม่ทราบครับ" "ใครให้มา" "ไม่ทราบครับ" "แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องนำมาที่ร้านนี้" ชายหนุ่มหลับตา มือที่กอดกล่องสั่นขึ้น "มีเสียงบอก" นิลไม่ได้ถามต่อ เธอใช้คีมคีบตะข
อขึ้นจากถาด ปลายตะขอเย็นจัดจนโลหะเป็นฝ้าขาว รอยคลื่นตรงกลางขยับตามแสงจากหน้าต่างเหมือนเส้นหมึกยังไม่แห้ง "คุณเคยใช้มันหรือยัง" "ผมจำไม่ได้" "ถ้าฉันไม่ให้เงิน จะเกิดอะไรขึ้น" "ผมต้องนำของไปให้คนอื่น" "ใคร" ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาเอามือแตะขมับแล้วพูดช้าลง "คนที่...มีตราทอง" คำพูดขาดกล
างอากาศ เขาก้มลงสูดลมหายใจ รอยแดงบนตะขอเงินเข้มขึ้น เส้นคลื่นสามเส้นหันปลายเข้าหากันจนเป็นวงปิด นิลใช้ช้อนเหล็กเคาะโต๊ะหนึ่งครั้ง "มองฉัน" ชายหนุ่มเงยหน้า "คุณชื่ออะไร" "วาริน" "ตำแหน่ง" เขาเม้มปาก "ผมเป็น...หลวง" เสียงนั้นออกมาเหมือนคนอื่นพูดผ่านปากเขา รอยแดงบนตะขอจางลงทันทีที่ค
ำตำแหน่งถูกกล่าว นิลถอยมือจากคีม "หลวงวาริน คุณถูกของปลอมครอบความจำ" ชายหนุ่มลุกพรวด เก้าอี้ครูดพื้น "ผมไม่ใช่ขุนนาง" "คุณเพิ่งบอกเอง" "ผมไม่เคยพูด" "ฉันจดไว้แล้ว" นิลหมุนสมุดให้เขาดู บรรทัดล่าสุดเขียนว่า ชายหนุ่มชื่อวาริน จำอายุไม่ได้ จำที่มาไม่ได้ มีรอยตำแหน่งที่มือ และตะขอเงิน
ตอบสนองต่อคำว่าหลวง หลวงวารินอ่านบรรทัดนั้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทีละน้อย "ถ้าผมเป็นหลวง ทำไมผมถึงจำอะไรไม่ได้" "คำถามนั้นฉันกำลังคิดราคาอยู่" "คุณพูดเรื่องเงินได้อย่างไรในเวลาแบบนี้" "ถ้าความกลัวจ่ายค่าเช่าได้ ร้านคงรวยไปแล้ว" เขาหลุดหัวเราะสั้นๆ แล้วกุมขมับอีกครั้ง เสียงระฆังจา
กถนนดังขึ้น ผู้คนด้านนอกเริ่มเดินหนาแน่น นิลใช้แหนบเขี่ยผงสีแดงออกจากร่องตะขอ ผงนั้นติดปลายแหนบเป็นเส้นยาว และมีรอยอักขระเล็กมากอยู่ด้านใน เธออ่านไม่ออกทั้งหมด แต่เห็นคำว่า "ถอด" กับ "จำ" "คุณมาที่นี่เพราะตะขอพยายามกลับไปหาเจ้าของตราทองหรือ" "ผมไม่รู้" "คุณมีอาการปวดศีรษะหลังคำถา
มบางคำไหม" "มี" "ได้ยินเสียงคนสั่งไหม" หลวงวารินนิ่งไปนาน "มีเสียงบอกให้ผมอย่าพูดชื่อของตัวเอง" นิลเลื่อนถ้วยน้ำให้เขา "ดื่ม แล้วอย่าจับตะขอ" เขาดื่มน้ำสองอึก เสียงฝีเท้าหนักดังจากหน้าร้าน ก่อนชายคนหนึ่งในเสื้อคลุมสีดำจะก้าวเข้ามา เขาไม่มองชั้นของเก่า ไม่มองนิล มองเพียงตะขอเงินบน
ถาด "หลวงวาริน" ชายหนุ่มสะดุ้ง "คุณเป็นใคร" "ขุนวิจิตร ผู้คุมงานตราเงา ท่านกลับกับข้า" "ผมไม่รู้จักคุณ" ขุนวิจิตรหยิบแผ่นตราสีแดงจากชายเสื้อ วางบนฝ่ามือโดยไม่ใช้เวท ตรานั้นมีขอบคมและรอยแตกตรงมุมขวา "ท่านมีคำสั่งตรวจงานที่คลังเสาหลัก ท่านหายไปหนึ่งคืน คนของกรมตามหาท่านทั้งตลาด" นิ
ลมองตราของเขา "ตราของคุณแตก" "ของราชการไม่ใช่เรื่องให้เจ้าของร้านวิจารณ์" "ของราชการอยู่บนโต๊ะร้านฉันแล้วค่ะ" ขุนวิจิตรมองตะขอเงิน "ส่งของมา" "ต้องมีใบรับฝาก" "ของชิ้นนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของร้าน" "แต่ผู้ถือเพิ่งนำมาฝาก และฉันยังไม่ได้รับเอกสารถอนของ" "คุณกำลังขัดคำสั่งขุน" "ฉันกำลั
งทำตามกฎร้าน" หลวงวารินลุกขึ้นอีกครั้ง เขาหันไปทางขุนวิจิตรแต่หยุดตรงกลางทาง "ผมเป็นหลวงจริงหรือ" ขุนวิจิตรเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ท่านเป็นหลวงวาริน ผู้ตรวจบัญชีคลังต้นที่หนึ่ง" คำว่า "ต้นที่หนึ่ง" ทำให้ตะขอเงินสั่นบนถาด รอยแดงรอบขอบเปลี่ยนเป็นดำ นิลใช้ช้อนก
ดไว้ "ขุนวิจิตรคะ ของชิ้นนี้กำลังดึงความจำของเขาอยู่" "ท่านมีอาการป่วยจากเวท ไม่ใช่เรื่องของร้าน" "ถ้าพาเขาออกไปทั้งที่ของยังทำงานอยู่ เขาอาจลืมชื่อคุณด้วย" "ผมไม่ต้องการให้เขาจำชื่อข้า" คำตอบเร็วเกินไป นิลก้มดูฝุ่นบนรองเท้าขุนวิจิตร มีฝุ่นหินสีเดียวกับที่ติดหมวกตาแสงและมีรอยตอกต
ะปูใต้ส้น เขาอยู่ใต้สะพานเมื่อคืน หรืออยู่กับคนที่พาตาแสงไป "ตาแสงอยู่ไหนคะ" ขุนวิจิตรไม่ได้ขยับ แต่หลวงวารินหันมองนิล "คุณรู้จักชายชราคนนั้นหรือ" "คนฝากของเมื่อวาน" "ข้าไม่รู้จัก" "แต่ฝุ่นรองเท้าคุณรู้จัก" มือของขุนวิจิตรขยับไปใกล้ตราแดง "กล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐานมีโทษ"
"ฉันมีหมวกเขาอยู่ในลิ้นชัก และมีฝุ่นจากใต้สะพานบนรองเท้าคุณ ถ้าอยากได้หลักฐานเพิ่ม ช่วยยืนอยู่กับที่สักชั่วโมงค่ะ" ขุนวิจิตรจ้องนิลนานขึ้น ความสุภาพของเขาบางลงแต่ยังไม่ขาด "คุณชื่อนิล" ลมหายใจของเธอชะงัก ไม่มีลูกค้าใหม่คนใดควรรู้ชื่อนี้ เพราะเธอไม่ติดป้ายชื่อหน้าร้านและยังไม่ได้ล
งทะเบียนร้านกับกรม "คนในตลาดเรียกฉันแบบนั้น" "คนในตลาดเรียกเจ้าของร้านว่าแม่หนู" "คุณก็อาจลองเรียกตามคนในตลาด" ขุนวิจิตรไม่ตอบ เขาหันไปหาหลวงวาริน "กลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้" หลวงวารินมองตะขอเงิน จากนั้นมองนิล "ถ้าผมกลับไป ผมจะจำตัวเองได้ไหม" "ฉันยังตอบไม่ได้" "ถ้าผมไม่กลับล่ะ" "คุณจ
ะกลายเป็นคนหายอีกคน" ขุนวิจิตรคว้าข้อมือเขา รอยแดงจากตะขอเงินแล่นขึ้นตามแขนหลวงวาริน ชายหนุ่มร้องด้วยความเจ็บ นิลใช้ช้อนเหล็กตอกลงบนถาด ตะขอสะท้อนเสียงแหลมและปล่อยมือจากความคิดของเขา ขุนวิจิตรหันกลับ "อย่าใช้เวทกับของที่ไม่ใช่ของคุณ" "ช้อนเหล็กไม่ใช่ตรา" "คุณคิดว่ากฎร้านจะปกป้องค
ุณได้หรือ" "ไม่ค่ะ แต่ทำให้ฉันมีหลักฐานว่าคุณพาของออกไปโดยไม่ถอนบัญชี" ขุนวิจิตรดึงหลวงวารินออกจากร้าน ท่ามกลางสายตาของคนขายผักและคนขนปลา เขาหยุดตรงบันไดแล้วพูดโดยไม่หันกลับ "ฝากบอกเจ้าของร้านว่า ของบางชิ้นไม่ควรถูกเก็บไว้จนถึงวันที่มันเรียกเจ้าของได้" นิลไม่ตอบ เธอรอจนเสียงฝีเท้
าสองคู่หายไป แล้วเขียนข้อความลงบัญชี ผู้ฝาก: หลวงวาริน สถานะ: นำตัวออกโดยขุนวิจิตร วัตถุ: ตะขอเงินลายคลื่น ความผิดปกติ: ครอบความจำและตอบสนองต่อคำว่าต้นที่หนึ่ง ตอนบ่าย นิลเดินไปหาหัวหน้าตลาดเพื่อถามเรื่องขุนวิจิตร ชายชราผู้เก็บค่าที่บอกว่าขุนวิจิตรเป็นคนของกรมตราเงา แต่ไม่มีใครอย
ากพูดเรื่องคลังต้นที่หนึ่ง พ่อค้าหลายคนทำท่าจะตอบแล้วกลืนคำกลับลงคอ คนหนึ่งยื่นกระดาษให้เธอ เป็นใบเรียกเก็บค่าที่ร้านซึ่งไม่มีกำหนดวันและไม่มีตรารับรอง บนกระดาษมีอักขระสีแดงตรงมุม นิลฉีกกระดาษเป็นสี่ชิ้น "ถ้าอยากเก็บเงิน ช่วยเขียนชื่อคนเรียกเก็บให้ครบก่อนค่ะ" พ่อค้าคนนั้นไม่กล้าร
ับคำตอบ เขาเก็บกระดาษชิ้นหนึ่งลงใต้แผงแล้วหลบตา ค่ำลง นิลกลับร้าน ปิดบัญชีของวัน และวางตะขอเงินไว้ในกล่องเหล็ก ตะขอไม่ตอบสนองต่อมือเธอ แต่รอยแดงไม่จาง
เธอหยิบสร้อยทองคำจากลิ้นชักที่สองมาวางห่างออกไปหนึ่งช่วงแขน ลายคลื่นบนจี้กับตะขอเงินไม่เหมือนกันเสียทีเดียว จี้ของแม่เป็นคลื่นเปิด ส่วนตะขอเป็นคลื่นที่ปิดวง เหมือนของชิ้นหนึ่งบอกทางเข้า และอีกชิ้นบอกทางออกที่ไม่มีใครควรใช้ เสียงม้าเท้าดังบนถนนหน้าร้าน หนึ่งคู่ สองคู่ สามคู่ สี่คู
่ นิลดับตะเกียงหน้าร้าน แต่ไม่ดับตะเกียงด้านใน เธอหยิบมีดสั้นจากใต้โต๊ะและยืนชิดผนัง ขุนวิจิตรพูดจากนอกประตู "เปิดร้าน" "ร้านปิดแล้ว" "ข้ามารับของ" "พรุ่งนี้ค่อยมา" "ท่านขุนไม่ควรรอ" "ฉันไม่รับคำสั่งหลังเวลาปิด" เสียงโลหะกระทบไม้ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ตราแดงถูกวางบนบานประตู ไม้รอบตราเ
ริ่มมีรอยร้าวบางๆ นิลขยับเข้าใกล้ช่องหน้าต่าง เธอเห็นขุนวิจิตรยืนอยู่กลางถนน และเห็นชายถือดาบสี่คนกระจายปิดทางเข้าตลาด ขุนวิจิตรเงยหน้ามองช่องหน้าต่าง "เมื่อคืนคุณถามหาตาแสง วันนี้คุณถามหาคลังต้นที่หนึ่ง พรุ่งนี้คุณอาจถามหาแม่ของตัวเอง" นิลกำมีดแน่นขึ้น "ถ้าคุณรู้ว่าแม่ฉันอยู่ไหน
ค่ำลงช้ากว่าปกติ เพราะคนในตลาดยังยืนมองประตูร้านจากระยะไกล นิลดับตะเกียงด้านหน้าให้เหลือเพียงแสงส้มจากห้องตรวจ เงาชั้นวางทอดยาวบนพื้นเหมือนซี่กรง เธอวางสร้อยทองกับตะขอเงินห่างกันหนึ่งช่วงแขน ใช้ชอล์กขีดเส้นแบ่งเขต และนั่งฟังเสียงม้าบนถนนโดยไม่ขยับตัว เสียงกีบแรกดังไกล เสียงถัดมาหยุดใกล้หน้าร้าน ฝุ่นจากบานประตูร่วงลงเป็นเม็ดเล็กๆ เมื่อมีแรงกดจากด้านนอก นิลกำมีดไว้ต่ำกว่าขอบโต๊ะ เธอใช้ผ้าหนาอุดช่องลมใต้ประตูเพื่อให้กลิ่นจากถนนไม่กลบกลิ่นโลหะที่ติดอยู่กับไม้ พื้นตรงหน้ากลอนเย็นกว่าส่วนอื่นและมีหยดน้ำเกาะเป็นเม็ดกลมทั้งที่ฝนหยุดไปแล้ว นิลใช้ปลายแหนบแตะหยดแรกลงบนกระดาษซับ รอยเปลี่ยนเป็นสีเทาและลากเส้นเข้าหาตราแดง เธอจึงเลื่อนกระดาษออกห่าง วางกุญแจไว้บนผ้าฝ้าย และกดฝ่ามือลงบนโต๊ะเพื่อฟังแรงสั่นจากถนน เสียงม้ากระทืบพื้นอยู่ไกลออกไป แต่เสียงโลหะขูดบานประตูยังชัด นิลเปิดช่องใต้พื้นเพียงพอให้เห็นร่องน้ำ แล้ววางตะเกียงไว้ด้านข้างเพื่อส่องเงาของคนภายนอก เงาแรกสูง เงาที่สองต่ำกว่า และเงาที่สามไม่แตะพื้น เธอไม่เปิดประตูและไม่เรียกชื่อใคร เพียงบันทึกจำนวนเงาลงในบัญชีร้านก่อนเก็บมีดกลับใต้โต๊ะ เปิดสมุดหน้าบัญชี และปล่อยให้ความเงียบบอกจำนวนคนที่ยืนรออยู่ข้างนอก เธอไม่ลุกไปดูทันที เพราะการมองผ่านช่องหน้าต่างทำให้เงาของคนข้างในตกลงบนถนนได้ง่าย นิลใช้ปลายเท้าเลื่อนเก้าอี้มาบังช่องแสง แล้วคลำขอบโต๊ะหาเศษไม้ที่ขุนวิจิตรเคยกดตราไว้ ผิวไม้ตรงนั้นยังอุ่นกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย คราบแดงแทรกอยู่ในร่องเป็นเส้นบาง เมื่อใช้ผ้าชุบน้ำแตะ คราบไม่ละลาย แต่กลิ่นหินไหม้ชัดขึ้น เธอจึงพับผ้าส่วนที่เปื้อนแยกออกจากหลักฐานอื่นและเขียนเวลาไว้บนซอง เสียงรองเท้าด้านนอกขยับจากหน้าประตูไปทางซ้าย แล้วหยุดใต้ชายคา หยดน้ำจากหลังคาตกใส่แผ่นตราแดงเป็นจังหวะ แต่ตรายังคงส่องแสงโดยไม่สะท้อนน้ำ นิลวางมีดลงชั่วครู่ หยิบพู่กันขึ้นมาขีดเส้นใต้สถานะของหลวงวารินอีกครั้ง และเว้นช่องสำหรับชื่อคนที่อาจถูกพาเข้ามาแทนเขา เธอไม่เขียนคำว่าเหยื่อ ไม่เขียนคำว่าผู้ต้องหา เขียนเพียงว่าผู้ถือของที่ยังไม่ถอนบัญชี เพราะถ้อยคำในร้านต้องรอหลักฐานมากกว่าความกลัว กระแสลมลอดใต้ประตูพากลิ่นโคลนกับน้ำมันม้าเข้ามา เสียงคนห้าคู่เคลื่อนห่างออกไปทีละคู่ แต่เสียงโลหะขูดไม้ยังค้างอยู่ตรงบานประตู นิลเก็บกุญแจสามดอกไว้ในฝ่ามือ เปิดช่องลับเตรียมทางลง และวางตะขอเงินไว้ใกล้คีมโดยไม่ให้ลายคลื่นหันเข้าหาสร้อย
ก็บอกมาเลยค่ะ" ขุนวิจิตรยิ้มโดยไม่เห็นฟัน "คนที่จำชื่อแม่ไม่ได้ ไม่ควรถามหานาง" ตราแดงบนประตูส่องแสง เสียงไม้ลั่นดังรอบร้าน ขุนวิจิตรกับทหารรับจ้างสี่คนยืนปิดถนนไว้ครบทุกด้าน คืนนี้ร้านของเก่ามีลูกค้าไม่พึงประสงค์ห้าคน และไม่มีทางออกที่เปิดอยู่…