📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

บทที่ 1: เสียงในสร้อย

ผู้หญิงร้านของเก่า · Arc 1 · ตอนที่ 1 / 100

ก่อนตลาดจะเริ่มเสียงดัง นิลเดินตรวจพื้นร้านทีละแผ่น ปลายเท้าสัมผัสไม้เย็นชื้นจากไอน้ำริมแม่น้ำ ฝุ่นละเอียดเกาะตามร่องและสะท้อนแสงสีทองจากประตูที่เปิดค้าง เธอใช้ผ้าหยาบเช็ดขอบเคาน์เตอร์ ลูบรอยขีดที่ไม่ใช่รอยของเมื่อวาน แล้ววางถาดไม้ไว้ใกล้มือเพื่อไม่ต้องจับของแปลกหน้าโดยตรง กลิ่นไม้เก่าผสมควันตะเกียงทำให้ร้านมีอากาศหนักเหมือนเก็บคืนฝนไว้ในผนัง เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าค่อยๆ เคลื่อนจากท่าน้ำเข้ามาใกล้ ขณะที่นิลจดเวลาเปิดร้านลงในสมุดด้วยลายมือที่กดปลายพู่กันแน่นกว่าปกติ

ร้านของเก่าเปิดประตูรับแสงเช้าจากตลาดริมน้ำเป็นวันแรก

นิลยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เก่า มือหนึ่งถือสมุดบัญชี อีกมือวางบนกุญแจทองเหลืองที่เธอเปลี่ยนใหม่เมื่อวาน ประตูไม้ส่งเสียงครืดตอนถูกผลักออก กลิ่นน้ำมันจากตะเกียงเมื่อคืนยังค้างอยู่ตามซอกพื้น ส่วนกลิ่นปลาเค็มจากท่าน้ำลอยเข้ามาแทนที่

สามเดือนในกรุงแก้วทำให้นิลรู้แล้วว่าเมืองนี้ตื่นก่อนคน เศษเรือสินค้าเทียบท่าตั้งแต่ฟ้ายังเทา คนหาบของเดินเรียงกันใต้ร่มผ้า พ่อค้าเปิดแผงโดยไม่ต้องมีนาฬิกา และเสียงระฆังจากศาลาตลาดบอกเวลาแทนระฆังโทรศัพท์ในโลกเดิมที่เธอไม่มีวันได้ยินอีก

ร้านนี้เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ด้านหน้าเป็นชั้นวางของจำนำ ด้านในมีโต๊ะตรวจวัตถุ ห้องนอนเล็ก และบันไดลงห้องเก็บของที่ไม่ควรมีใครรู้ว่ามีอยู่ นิลไม่ได้ซื้อร้าน เธอได้รับกุญแจจากหญิงชราที่ไม่ยอมบอกชื่อ แล้วพบว่าในสมุดบัญชีรุ่นก่อนมีชื่อเจ้าของคนเดียวซ้ำอยู่หลายสิบปี เจ้าของคนนั้นคือปราณี

ชื่อนี้ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของนิลเต็มตัว มันเป็นรอยว่างที่อยู่หลังหน้าผาก เธอจำมือของผู้หญิงคนหนึ่งได้ จำกลิ่นดอกแก้วบนผ้าห่มได้ จำเสียงเพลงก่อนนอนได้สองท่อน แต่เมื่อพยายามเรียกชื่อ ใจกลับสะดุดเหมือนเดินชนประตูที่มองไม่เห็น นิลเขียนกฎร้านไว้บนกระดานดำห้าข้อ

หนึ่ง รับของทุกชิ้นต้องลงชื่อผู้ฝาก สอง ของที่มีตราตำแหน่งต้องตรวจรอยเกินก่อนตีราคา สาม ไม่รับของที่เจ้าของไม่ยอมบอกที่มา สี่ ไม่แตะวัตถุอาคมด้วยมือเปล่าถ้าไม่จำเป็น ห้า เงินซื้อของได้ แต่ซื้อความจริงไม่ได้ เธอมองข้อสุดท้ายแล้วใช้ผ้าลบคำว่า "ไม่ได้" ออก ก่อนเขียนใหม่เป็น "ไม่เสมอ

ไป" หลังชายชราออกไป นิลไม่รีบเปิดลิ้นชัก เธอเดินไปปิดบานหน้าต่างด้านข้าง ตรวจกลอนทีละตัว แล้วใช้หลังนิ้วแตะพื้นตรงรอยหยดน้ำเพื่อดูว่ามีโคลนใหม่หรือไม่ ความชื้นเย็นติดผิวและทิ้งกลิ่นดินไว้บนปลายนิ้ว เธอยกเหรียญเงินขึ้นส่องกับแสงบ่าย รอยขุ่นบนขอบเหรียญไม่ใช่รอยใช้งาน แต่เป็นคราบผงสีเทาที่เกาะแบบเดียวกับสร้อย เธอแยกเหรียญใส่ซองเล็ก วางหมวกไว้ข้างสมุด และขีดเส้นใต้เวลาที่ตาแสงหายไปจากท่าน้ำ เพื่อให้วัตถุแต่ละชิ้นมีทางกลับไปหาเหตุการณ์ของตัวเอง

ประตูหน้าร้านเปิดอีกครั้งตอนแดดเริ่มพาดพื้น ชายชราร่างผอมยืนอยู่ตรงธรณี เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่น มีหมวกสานพับอยู่ในมือ และรองเท้าเปียกน้ำจนพื้นร้านมีรอยหยดเป็นทาง เขามองชั้นวางของก่อนมองนิล ราวกับกำลังตรวจว่าร้านยังอยู่ในที่เดิม "ร้านนี้รับของเก่าไหมแม่หนู" "รับค่ะ แต่ต้องลงช

ื่อและบอกที่มา" "ถ้าเจ้าของไม่อยู่ล่ะ" "ก็ยังรับได้ ถ้าคนเอามาฝากมีสิทธิ์ฝาก" ชายชรายิ้มมุมปาก "คำตอบเหมือนคนเคยตามหาของหาย" "ฉันเคยทำงานตามหาคน ไม่ได้ตามหาของ" "งานแบบนั้นต่างกันตรงไหน" "ของมักไม่โกหกเอง คนต่างหากที่ช่วยโกหกให้มัน" ชายชราหัวเราะเบาๆ แล้วเดินมาวางห่อผ้าบนโต๊ะ เขา

ไม่แนะนำตัวทันที นิลจึงไม่ถามซ้ำ เธอหยิบถาดไม้รองห่อผ้า เปิดผูกปมด้วยปลายมีดทื่อ และเห็นสร้อยทองคำเส้นหนึ่งนอนขดอยู่บนผ้าสีคราม สร้อยไม่ได้ใหม่ เนื้อทองมีรอยถลอกจากการสวมเป็นเวลานาน ข้อต่อบางจุดถูกซ่อมด้วยลวดสีเข้ม จี้เป็นแผ่นกลมเล็กที่ไม่มีอัญมณี แต่มีรอยคลื่นสามเส้นวนรอบขอบ นิล

ไม่แตะมัน เธอใช้แว่นขยายส่องตะขอและจดรายละเอียด "ชื่อผู้ฝากคะ" ชายชรามองไปทางประตู "ตาแสง" "ชื่อเต็ม" "คนในตลาดเรียกแค่นั้น" "ชื่อในบัญชีต้องใช้มากกว่านั้น" "ถ้าชื่อเต็มอยู่ในบัญชี คนที่ตามหาผมก็จะหาเจอ" "ถ้าคนตามหาเก่งพอ เขาหาเจอจากหมวกคุณได้ค่ะ" ตาแสงก้มมองหมวกสานในมือ แล้ววางม

ันลงบนตัก "เจ้าของสร้อยฝากให้เอามาให้คุณ" "เจ้าของชื่ออะไร" "ชื่อไม่ควรออกจากปากผม" "แต่ควรออกจากบัญชีของฉัน" "ถ้าผมลงชื่อเจ้าของจริง เจ้าของจะไม่ได้เห็นสร้อยอีก" นิลเงียบ เธอเคยพบคนที่เชื่อว่าการไม่เขียนชื่อจะช่วยปกป้องใคร แต่กฎร้านมีไว้เพราะความลับทำให้คนรับของเป็นจำเลยได้ง่ายก

ว่าของทุกชิ้น "คุณเอามาฝากหรือมาขาย" "ฝากไว้สามวัน ถ้าเจ้าของไม่กลับมา ให้เก็บไว้กับคุณ" "ใครเป็นคนกำหนดว่าของจะอยู่กับฉัน" ตาแสงใช้นิ้วแตะขอบโต๊ะสามครั้ง "คนที่ไม่อยู่ในเมืองนี้แล้ว" คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยอะไร แต่ทำให้นิลหยิบกระดาษรับฝากขึ้นมา เธอเขียนชื่อ ตาแสง อายุโดยประมาณ รายละ

เอียดสร้อย และคำว่า "ยังไม่ประเมินราคา" ก่อนเลื่อนกระดาษไปให้เขาเซ็น ตาแสงจับพู่กัน แต่ปลายหมึกไม่ลงบนกระดาษ "มือสั่นหรือคะ" "ชื่อผมเขียนได้ แต่ชื่อเจ้าของสร้อยเขียนไม่ได้" "ฉันไม่ได้ขอชื่อเจ้าของ" "กระดาษขอเอง" นิลก้มมองเส้นหมึกที่ขยับเป็นรูปคลื่นเล็กๆ บนกระดาษ ทั้งที่ปลายพู่กัน

ของตาแสงยังไม่แตะพื้นกระดาษ รอยหมึกค่อยๆ แห้งลงเป็นตราคลื่นสามเส้น แล้วแตกออกตรงกลาง นิลเลื่อนถาดออกจากตัว "วางพู่กันลงค่ะ" ตาแสงทำตาม "สร้อยนี้มีตราตำแหน่งหรือ" "มีรอยของคนถือ แต่ไม่ใช่ตราของเจ้าของสร้อย" "คุณดูออกจากแค่นี้ได้อย่างไร" "รอยขูดบนตะขอเกิดจากการปลดตรา ไม่ใช่การซ่อมเ

ครื่องประดับ คนที่สวมมันเคยถูกบังคับให้ถอดของด้วยความรีบ" ตาแสงมองนิลนิ่งๆ "เจ้าของสร้อยบอกว่าคุณจะดูออก" "เจ้าของรู้จักฉันหรือ" "รู้จักก่อนที่คุณจะรู้จักตัวเอง" คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำเล่น แต่ทำให้นิลไม่แตะสร้อยมากกว่าเดิม เธอปิดฝาถาดแล้วเก็บลงลิ้นชักด้านใน "ถ้าจะฝาก ต้องวางมัดจำ

" ตาแสงหยิบเหรียญเงินสามเหรียญออกมา วางบนโต๊ะทีละเหรียญ "ถ้าเจ้าของกลับมา ให้คืนเงินกับสร้อย" "ถ้าไม่กลับมา" "ก็ให้ถือว่าเงินนั้นเป็นค่าความเงียบ" "ร้านฉันไม่ขายความเงียบ" "ร้านของเก่าทุกร้านขาย เพียงแต่บางร้านเรียกมันว่าค่าฝาก" นิลลงรายการเงิน รับเหรียญ และให้ตาแสงประทับนิ้วบนกร

ะดาษแทนลายเซ็น เขาจุ่มนิ้วลงในหมึกแล้วแตะกระดาษ ตรานิ้วที่ปรากฏมีเส้นเกินหนึ่งเส้น เป็นรอยของคนที่ถูกตราลบชื่อบางส่วน เธอจำรอยแบบนั้นได้จากตัวเอง "คุณเคยถูกถอดตราหรือคะ" ตาแสงชักนิ้วกลับ "ผมเป็นเพียงคนส่งของ" "คนส่งของไม่ควรมีรอยลบชื่อ" "คนส่งของบางคนส่งของที่ไม่ควรส่ง" เขารับกระ

ดาษคืน ไม่ขอใบสำเนา และไม่ถามราคาสร้อยอีก เมื่อเดินถึงประตู เขาหันกลับมา "อย่าวางสร้อยไว้ใกล้ตราพระยา" "ร้านฉันไม่มีของระดับนั้น" "ของระดับนั้นอาจมาหาคุณเอง" "ถ้ามันมา ฉันจะเรียกค่าตรวจเพิ่ม" คราวนี้ตาแสงยิ้มจริง แต่รอยยิ้มนั้นหายไปเมื่อได้ยินเสียงระฆังจากศาลาตลาด เขาก้าวออกจากร้

าน เดินเลียบแผงผัก และหายไปหลังเรือบรรทุกข้าว นิลรอจนรอยเท้าเปียกน้ำแห้งบนพื้น เธอหยิบสร้อยออกจากลิ้นชัก ใช้ถุงมือผ้าบางคลุมปลายนิ้วแล้วแตะจี้ตรงกลาง ความเย็นพุ่งขึ้นจากนิ้วสู่ข้อศอก ภาพแรกเป็นพื้นไม้ในห้องแคบ ภาพที่สองเป็นมือหญิงคนหนึ่งวางสร้อยลงในกล่องเหล็ก มือเรียวยาว มีรอยแผล

เล็กที่นิ้วโป้ง ภาพที่สามเป็นแสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นบนผนัง เสียงเพลงกล่อมเด็กดังขึ้นเพียงสองท่อน นิลดึงมือออก ลมหายใจติดอยู่ในอก เธอจำเสียงนั้นได้มากกว่าที่ควรจำ แต่รอยจำไม่ให้ภาพใบหน้า ไม่ให้ชื่อ และไม่บอกว่าหญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน เธอเขียนลงสมุด มือหญิง ไม่เห็นหน้า กล่องเหล็ก มีรอ

ยคลื่นสามเส้น เพลงกล่อม สองท่อน ยังไม่มีหลักฐานว่าเป็นแม่ นิลขีดเส้นใต้บรรทัดสุดท้ายสองครั้ง ตอนบ่าย เธอตามหาตาแสงจากแผงขายชาไปจนถึงท่าน้ำ ร้านชาของป้าจันทร์อยู่ตรงหัวสะพาน ป้าจันทร์กำลังเทน้ำร้อนลงกาน้ำเมื่อเห็นหมวกสานในมือนิล "หมวกของตาแสงใช่ไหมคะ" "ของเขา แต่คนหายไปแล้ว" "เขาซ

ื้อชาไปหนึ่งถ้วยตอนสาย พูดว่าต้องรอเรือ" "เขารอเรือหรือรอคน" "ตาแสงไม่เคยบอกเรื่องของตัวเองกับใคร" "เขามีคนมาพบไหม" ป้าจันทร์มองไปทางสะพาน ก่อนลดเสียงลง "มีชายใส่เสื้อคลุมสีเทามายืนด้านหลัง เขาไม่ซื้อชา ไม่ถามทาง แค่ยืนดูตาแสง" "หน้าตาเป็นอย่างไร" "จำไม่ได้ค่ะ เหมือนมองแล้วตาลื่น

ไปเอง" "รองเท้า" "มีหมุดใต้ส้นค่ะ คนงานกรมชอบใส่แบบนั้น" นิลวางหมวกบนโต๊ะชา "ตาแสงเดินไปกับชายคนนั้นหรือ" "ฉันไม่เห็นตอนเขาไป" "แต่เห็นหมวกตกอยู่" ป้าจันทร์เม้มปาก "ได้ยินเสียงโลหะกระทบไม้ แล้วเสียงตาแสงพูดว่า อย่าแตะสร้อย" "เขาพูดกับใคร" "ถ้ารู้ ฉันคงไม่ขายชาอยู่ตรงนี้ต่อ" นิลมอ

งกาน้ำที่ยังมีไอน้ำ "คุณจำเสียงชายคนนั้นได้ไหม" "จำได้ว่าเขาไม่พูด" "คนเงียบก็ทิ้งร่องรอยได้" "ถ้าร่องรอยไม่ถูกลบก่อนล่ะคะ" "ฉันจะเป็นคนจดให้" ป้าจันทร์ชี้ไปยังสะพาน "ถ้าจะหา ให้ดูใต้ไม้แผ่นที่หก น้ำลดตอนบ่าย" นิลขอบคุณแล้วเดินไปตามคำบอก ใต้สะพาน เธอพบหมวกสานตกอยู่ในแอ่งน้ำและเศษ

ด้ายสีครามติดกับตะปู ไม่มีรอยต่อสู้ ไม่มีรอยเลือด และไม่มีทางลงน้ำที่ไม่ทิ้งรอยเท้า นิลนั่งยองๆ ตรวจโคลนทีละส่วน ชายพายเรือคนหนึ่งหยุดมองหมวกในมือเธอ "ของตาแสงหรือแม่หนู" "คุณเห็นเขาเมื่อคืนไหมคะ" "เห็นเงาคนสองเงาบนสะพาน" "แล้วได้ยินอะไร" "เสียงตาแสงพูดว่าอย่าแตะสร้อย กับเสียงอีก

คนถามว่าร้านเปิดแล้วหรือยัง" "คุณจำหน้าอีกคนได้ไหม" "จำไม่ได้ แต่รองเท้าตอกหมุดเดินหนักกว่าคนทั่วไป" "เขาเดินลงน้ำหรือเปล่า" "ไม่ลง น้ำเมื่อคืนตื้น ถ้ามีคนลงต้องทิ้งรอย" "ถ้าไม่มีรอย คนคนนั้นไปทางไหน" ชายพายเรือชี้ปลายสะพาน "มีทางแยกไปโกดัง แต่คนแถวนั้นไม่พูดถึง" "ขอบคุณค่ะ" "จะต

ามต่อหรือ" "ฉันตามเท่าที่หลักฐานพาไป" "ถ้าหลักฐานพาไปที่ที่คนไม่กลับล่ะ" นิลเก็บหมวกขึ้นจากน้ำ "ฉันจะจำทางกลับไว้ก่อน" ชายพายเรือส่ายหน้าแล้วพายออกไป นิลมองรอยเท้าที่เดินมาถึงหัวสะพานแล้วหายไป รอยของคนอีกคนซ้อนทับอยู่ด้านข้าง หนักกว่า และมีรอยตอกตะปูเล็กๆ ใต้ส้นรองเท้า นิลไม่ตามร

อยนั้นต่อ เธอเก็บหมวกไว้เป็นหลักฐานและกลับร้านก่อนตลาดปิด ยามค่ำ เธอปิดประตูสองชั้น จุดตะเกียงบนโต๊ะตรวจ และนำสร้อยออกมาวางบนผ้าขาว กฎข้อสี่บอกไม่ให้แตะวัตถุอาคมด้วยมือเปล่า แต่กฎข้อหนึ่งของการสืบสวนคืออย่าเชื่อคำเตือนที่ยังไม่ตรวจ นิลถอดถุงมือ ปลายนิ้วแตะจี้ ภาพห้องเดิมกลับมา คร

าวนี้มีเสียงประตูปิดดังจากด้านนอก มือหญิงวางสร้อยลงในกล่อง แล้วชักกลับเหมือนมีใครเรียกอยู่หลังประตู เสียงเพลงหยุดกะทันหัน ความมืดเข้ามาแทนที่ภาพ จากปลายความมืด มีเสียงเด็กผู้หญิงเรียกชื่อเล่นที่ไม่มีใครในกรุงแก้วรู้ "นิล..." นิลดึงมือกลับ เก้าอี้ล้มกระแทกพื้น ตะเกียงสั่นจนเปลวไฟห

เมื่อความมืดคลุมหลังคาตลาด นิลกวาดเศษด้ายออกจากพื้นแล้วหยุดฟังเสียงรอบร้าน ไม้กระดานลั่นเป็นช่วงตามอุณหภูมิที่ลดลง น้ำในคลองกระทบเสาเรือนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ใต้เสียงนั้นมีโลหะกระทบกันเบามากจากลิ้นชัก เธอจุดตะเกียงอีกดวง วางมีดไว้ข้างผ้าขาว และเปิดสมุดตรงหน้าที่เขียนคำว่าปราณีโดยไม่เติมคำอธิบาย เธอเตรียมถ้วยน้ำกับผ้าสะอาดไว้ใกล้มือ ราวกับรู้ว่าสิ่งที่จะเห็นอาจทำให้ต้องถอย แต่ยังไม่รู้ว่าต้องถอยจากสร้อยหรือจากชื่อของตัวเอง

ดตัว เสียงในสร้อยพูดต่อเพียงประโยคเดียว "อย่าให้เขาเห็นตราเปล่า" ใต้ผ้าขาว แผ่นจี้อุ่นขึ้นเหมือนมีลมหายใจอยู่ข้างใน นิลมองประตูร้านที่ล็อกอยู่ แล้วมองรอยคลื่นบนสร้อย ชื่อของเธอถูกเรียกจากความทรงจำของคนที่หายไปแล้ว…