บทที่ 5: ลูกค้าที่หายไปจากบัญชี
ฝนทิ้งกลิ่นดินไว้ทั่วตลาด แม้ฟ้าจะเปิดแล้วหยดน้ำยังตกจากชายคาเป็นจังหวะ นิลใช้ผ้ากวาดน้ำออกจากทางเดินหน้าร้าน แล้วกดปลายไม้ลงในร่องพื้นเพื่อดูว่ามีน้ำซ่อนอยู่หรือไม่ ทองแดงวางตะกร้าเครื่องมือบนแผ่นไม้แห้งที่สุด เธอเห็นคราบโคลนติดรองเท้าเขา จึงยื่นผ้าผืนหนึ่งให้โดยไม่ถาม เขาเช็ดพื้นรองเท้าก่อนก้าวเข้าใกล้โต๊ะตรวจ อากาศในร้านมีกลิ่นผ้าฝ้ายใหม่กับน้ำมันสนจากเครื่องมือปนกัน นิลเปิดช่องลับตรวจสมุดซ่อม แล้วปิดกลับก่อนเสียงประตูด้านหลังจะดัง
ฝนตกตั้งแต่ก่อนฟ้าสางและหยุดตอนตลาดเปิด น้ำขังตามทางเดินไม้ ใบตองที่ใช้คลุมแผงปลิวไปติดเสาตลาด นิลเก็บสร้อยกับแผ่นหินของทองแดงไว้ในลิ้นชักเดียวกันไม่ได้ เธอแยกสร้อยไว้ห้องนอน แผ่นหินไว้ใต้ผ้าขาวบนโต๊ะตรวจ และวางสมุดซ่อมของทองแดงในช่องลับ เมื่อทองแดงมาถึง เขานำผ้าพันมือผืนใหม่มาด้
วยจริงๆ "คุณทำตามคำสั่งง่ายกว่าที่คิด" "ผมกลัวว่าอาจารย์จะคิดค่าผ้าผืนเก่าตามความลับ" "ฉันคิดอยู่" ทองแดงวางตะกร้าเครื่องมือไว้ข้างผนัง เขาไม่ถามถึงประโยคหมึกแดงบนสมุด เพราะนิลยังไม่ได้บอกว่ามันปรากฏหลังเขาออกไป "วันนี้ตรวจของอะไรครับ" "ของที่ยังไม่มา" "แปลว่าอะไรครับ" "แปลว่าคนท
ี่นำมันมาอาจไม่อยากให้เรารู้ว่ามีมันอยู่" ก่อนทองแดงจะถามต่อ ชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมขาวก็เข้าร้าน เขาถือกล่องเอกสารแนบอก ใบหน้าซีดจากการอดนอน และมีรอยหมึกติดนิ้วสามนิ้ว เขามองนิล มองทองแดง แล้วปิดประตูด้านหลังตัวเอง "ร้านนี้รับของจากคนในกรมไหมครับ" "รับจากคนที่ลงชื่อค่ะ" "ถ้าชื่อ
ผมอยู่ในบัญชีแล้วล่ะครับ" "ก็ต้องลงชื่อเพิ่มสำหรับของชิ้นใหม่" ชายคนนั้นวางกล่องบนโต๊ะ "ผมชื่อเดช เป็นเสมียนบัญชีของคลังเสาหลัก" ทองแดงขยับตัวเมื่อได้ยินคำว่าคลัง แต่ไม่พูด นิลรองกล่องด้วยถาดไม้ "ของในกล่อง" "ตราประทับของกรม" "ใบอนุญาตนำออก" เดชหยิบกระดาษยับๆ ออกมา วางคู่กับกล่อง
กระดาษมีตราหลวงสีดำตรงมุม แต่ตราถูกตัดครึ่งจนอ่านชื่อผู้ตรวจไม่ได้ นิลไม่เปิดกล่องทันที "คุณนำของราชการมาฝาก เพราะอะไร" "ผมต้องการเงิน" "เสมียนกรมมีเงินเดือน" "เงินเดือนจ่ายให้คนที่ยังอยู่ในบัญชีครับ" "คุณอยู่ในบัญชีหรือ" เดชหัวเราะเสียงแห้ง "วันนี้อยู่ พรุ่งนี้ไม่แน่" นิลเปิดกล
่อง ข้างในเป็นตราประทับทองแดงขนาดเท่าฝ่ามือ ตรงกลางมีลายคลื่นสามเส้น ขอบเป็นรอยกัดเล็กๆ กลิ่นหินชื้นลอยจากใต้แท่นไม้ ทองแดงไม่แตะของ เขาใช้ปลายเหล็กคีบผ้ารองออกและเห็นผงสีเทาเกาะอยู่ใต้ฐาน "ชิ้นที่สามครับ" เดชหันขวับ "คุณเคยเห็นของแบบนี้หรือ" "ผมซ่อมชิ้นค้ำเสา ไม่ได้ซ่อมตราประทับ
" "แต่ผงมาจากที่เดียวกัน" นิลมองเดช "คุณนำสองชิ้นก่อนหน้านี้มาฝากที่ไหน" เดชกำกระดาษ "ผมไม่ได้เอามาฝาก" "กล่องนี้ไม่ใช่ชิ้นแรกที่แตะรอยคลื่น" "ผมบอกแล้วว่าผมแค่เสมียน" "เสมียนที่รู้ว่าสิ่งของไม่ควรอยู่ในคลัง และมีเงินเดือนที่จ่ายให้คนในบัญชี" เดชก้มลงชิดโต๊ะ "ผมไม่ได้อยากยุ่งกับเ
รื่องนี้ แต่หัวหน้าบอกให้ขนของออกจากห้องเก็บ เขาบอกว่าถ้าผมไม่ทำ จะเปลี่ยนชื่อผมเป็นผู้ค้างตรา" ทองแดงถามเบาๆ "ผู้ค้างตราคืออะไรครับ" เดชมองเขาเหมือนคนถามเรื่องที่คนในกรมไม่ควรถาม "คนที่มีหนี้จากตรา แต่ไม่มีตำแหน่งค้ำชื่อให้กลับเข้าบัญชี" นิลตรวจรอยนิ้วบนกล่อง "หัวหน้าคุณชื่ออะไร
" เดชหยุด "ผมลงชื่อไม่ได้" "คุณลงชื่อรับฝากได้" "ถ้าผมเขียนชื่อหัวหน้า ชื่อผมจะหายจากบัญชี" คำพูดนั้นทำให้ทองแดงกำมือ นิลหยิบกระดาษรับฝากขึ้นมา เขียนวันที่ ชื่อเดช รายละเอียดกล่อง และจำนวนเงินที่เสนอ เธอเว้นช่องผู้ตรวจต้นทางไว้ "ลงชื่อคุณตรงนี้" เดชถือพู่กัน ปลายหมึกสั่นเหมือนที่
ตาแสงเคยสั่น "ถ้าผมไม่กลับมา รับของไม่ได้ใช่ไหมครับ" "ถ้าคุณไม่กลับมา ต้องมีคนอื่นนำใบรับฝากมารับ" "ถ้าผมหายไป" "ฉันจะเขียนว่าหาย ไม่เขียนว่าตาย" เดชมองนิลนาน แล้วลงชื่อเป็นลายเส้นสั้นๆ เขาไม่ได้เขียนนามสกุล ปลายเส้นจบด้วยรอยคลื่นที่เบี้ยว ทันทีที่เขาวางพู่กัน ตราประทับในกล่องก็ส
ั่น เดชลุกขึ้น "ผมต้องไปแล้ว" "คุณยังไม่ได้รับเงิน" "ไม่ต้องแล้วครับ" "คุณมาฝากของเพื่อเงิน" "ผมจำได้ว่าต้องเอากล่องไปที่อื่น" นิลเอื้อมมือปิดฝา แต่เดชคว้าข้อมือเธอไว้ มือของเขาเย็นจัด รอยหมึกบนปลายนิ้วขยายเป็นวงดำ "ปล่อยค่ะ" เดชปล่อยมือทันที ราวกับเพิ่งรู้ว่าทำอะไรลงไป "ขอโทษครั
บ ผมไม่ได้ตั้งใจ" "คุณได้ยินเสียงหรือ" เขาหันมองประตูด้านหลัง "คนเรียกผม" "ใคร" "ไม่รู้ครับ" "คุณเดินออกทางหน้าร้านได้ แต่กล่องอยู่ที่นี่" เดชพยายามเอื้อมมือหยิบกล่อง นิลใช้คีมกดฝากล่องไว้ ทองแดงขยับเข้ามาขวางโดยถือเหล็กปลายงอในมือ "อย่าแตะครับ" เดชมองเขา "คุณรู้ว่ามันจะทำอะไร" "
รู้ว่ามันจะทำให้มือคุณไหม้" "ผมต้องไป" "ถ้าไปตอนนี้ คุณอาจจำทางกลับไม่ได้" เดชหอบ เขายกมือกุมขมับและทรุดลงกับเก้าอี้ นิลวางถ้วยน้ำไว้ใกล้เขา "มองฉัน นับของในร้านห้าชิ้น" "โต๊ะ...ชั้น...ตะเกียง...กล่อง...ประตู" "ดี ตอนนี้บอกชื่อคุณ" "เดช" "อายุ" "สามสิบเจ็ด" "ทำงานที่ไหน" "คลังเสา
หลัก" "จะไปไหน" เดชเงียบ รอยดำจากนิ้วเริ่มเลื้อยขึ้นหลังมือ ตราประทับใต้กล่องปล่อยเสียงครางต่ำ ทองแดงใช้ผ้าหนาเขี่ยแท่นไม้ไปยังถาดเหล็ก "คุณต้องออกจากร้านก่อนที่รอยจะถึงข้อศอก" "ผมกลับบ้านไม่ได้" "ทำไม" "ภรรยาผมจำหน้าผมไม่ได้แล้ว" คำตอบนั้นทำให้นิลหยุด "เธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไ
ร" "หลังผมนำของชิ้นแรกออกจากคลัง" "แล้วชิ้นที่สอง" "หลังผมย้ายบัญชีของคนหาย" "คนหายกี่คน" เดชกัดฟัน "สิบเอ็ด" เสียงระฆังตลาดดังจากด้านนอก คนเดินผ่านร้านมากขึ้น เสียงเท้าบนพื้นไม้ทำให้เดชหันไปทางประตูซ้ำๆ นิลหันไปมองทองแดง "ถอดฐานแท่นออกได้ไหม" "ได้ แต่ต้องใช้ตรา" "ใช้แค่พอเปิด ไม
่ต้องค้ำทั้งกล่อง" ทองแดงสูดลมหายใจ เขาพันผ้ารอบมือแล้ววางนิ้วบนขอบแท่น ตราหลวงพระสีเทาปรากฏขึ้น แสงค่อยๆ ดันรอยดำออกจากมือเดชทีละช่วง เดชร้องเมื่อเส้นดำถูกดึงออก กลิ่นไหม้ฉุนขึ้น แต่ยังไม่หมด "พอแล้วครับ" "ยังเหลืออีกเส้น" "พอ ไม่อย่างนั้นผมจะจำอะไรไม่ได้" ทองแดงถอนมือ แสงดับและ
รอยดำหยุดอยู่ที่ข้อมือ เดชลุกขึ้นช้าๆ "ผมต้องเอาของไปคืนก่อนจะสาย" นิลจับไหล่เขา "คุณจะไปไหน" "ไปตามเสียง" "เสียงอยู่ทางไหน" เดชชี้ประตูหลังร้าน นิลไม่เปิดประตูหน้า เธอให้เดชเดินออกทางช่องหลังที่เชื่อมไปยังตรอกข้างโกดัง แล้วส่งถุงผ้าเล็กให้เขา "ใส่น้ำกับผ้าไว้ ถ้ารอยดำขึ้นถึงข้อศ
อก ให้กดแผลด้วยผ้า ไม่ต้องแกะเอง" เดชรับถุง "คุณจะเก็บกล่องไว้จริงหรือครับ" "ฉันรับฝากแล้ว" "ถ้าคนของกรมมา" "ฉันจะแสดงบัญชี" "ถ้าบัญชีของคุณหาย" "ฉันจะเขียนใหม่จากความจำ" เดชเกือบยิ้ม แต่ทำได้เพียงขยับมุมปาก เขาเดินตามตรอกไปทางโกดัง นิลรอสิบลมหายใจแล้วตามออกไป ทองแดงถือค้อนเล็กกั
บเหล็กปลายงอ เขามองทางแยกสองด้าน "รอยเท้าเขาไปทางซ้ายครับ" "เสียงเรียกพาไปทางขวา" "คุณได้ยินด้วยหรือครับ" "ไม่ได้ยิน ฉันเห็นคนที่เตรียมประตูไว้" ที่พื้นทางขวามีเศษเชือกแดงผูกกับหมุดหิน ตราประทับของเดชทิ้งผงสีเทาเป็นจุดตามร่องน้ำ แต่รอยเท้าของเขาหายไปตรงทางแยก นิลก้มลงตรวจ มีรอยรอ
งเท้าสามแบบ หนึ่งของเดช สองของคนสวมรองเท้าตอกหมุด สามของใครบางคนเดินถอยหลัง ทองแดงชี้ไปยังประตูโกดังที่เปิดค้าง "เข้าไปหรือยังครับ" "เราต้องรู้ก่อนว่ามีคนรออยู่กี่คน" นิลโยนก้อนหินเข้าไป เสียงกระทบพื้นดังสองครั้งแล้วหยุด ไม่มีเสียงคน ไม่มีเสียงลม แต่กลิ่นผงหินแรงขึ้น พวกเขาเข้าไป
ช้าๆ กลางโกดังมีถังไม้เรียงกัน ตรงผนังด้านในมีรอยคลื่นสามเส้นวาดด้วยหมึกแดง ที่พื้นมีถุงผ้าของเดชตกอยู่ น้ำในถุงหกจนผ้าเปียก แต่ไม่มีตัวเขา นิลตรวจถุง รอยดำบนผ้าเป็นแนวเส้นยาว มันไม่ได้เริ่มจากมือเดช แต่มาจากเชือกที่ผูกไว้กับหมุด ทองแดงมองเพดาน "มีช่องเหนือหัว" บนคานมีฝุ่นตกใหม่
และมีรอยลากของหนักไปทางช่องลม นิลใช้เก้าอี้ปีนขึ้น ไม่พบคน แต่พบเศษกระดาษสีขาวติดกับไม้ กระดาษเป็นสำเนาใบตรวจของกรมตราเงา มุมขวาถูกตัดครึ่งเหมือนใบของเดช และมีตราสีทองคล้ำกดทับอยู่บนรอยตัด ชื่อบนตราอ่านไม่ครบ เหลือเพียงคำว่า "ทองสุข" นิลเก็บกระดาษใส่ซอง "พระยาทองสุขหรือครับ" "ยัง
ไม่สรุป" "แต่ชื่ออยู่บนตรา" "ตราบอกว่าใครแตะเอกสาร ไม่ได้บอกว่าใครสั่งงาน" เธอหันกลับไปยังพื้นโกดัง เศษผงจากแท่นตราในกล่องติดอยู่กับผงหินตรงรอยคลื่นพอดี นิลกลับร้านพร้อมกล่อง เดช และคำถามที่ไม่มีคนให้ถาม เธอรอจนบ่ายแก่ เขาไม่กลับมา เธอส่งทองแดงไปถามคนเฝ้าโกดัง ส่วนตัวเองนั่งหน้าบ
ัญชีร้าน ทุกคนที่เดินผ่านรู้จักกล่องชิ้นนั้น แต่ไม่มีใครเห็นเดชออกจากตรอก คนขายชาใกล้สะพานบอกว่าเห็นชายเสื้อขาวเดินไปทางต้นมะม่วง คนพายเรือบอกว่าเห็นเงาคนบนหลังคาโกดัง คนเฝ้าตลาดบอกว่าเดชไม่เคยมาที่นี่ นิลเปิดบัญชีร้าน บรรทัดชื่อเดชยังอยู่ เธอเขียนใต้ชื่อเขา ออกจากร้านทางหลัง เวล
าเกือบเที่ยง ไม่กลับมา สถานะ: หายตัว หมึกตัวสุดท้ายยังไม่แห้งดี เส้นคลื่นสีดำก็ปรากฏทับท้ายบรรทัด มันลากจากชื่อเดชไปยังชื่อผู้ฝากสองรายก่อนหน้า ซึ่งถูกขีดฆ่าออกจากบัญชีเก่า ทองแดงกลับมาพร้อมกระดาษยับ "ไม่มีใครเห็นเขาครับ แต่ผมเจอรอยหินใต้ต้นมะม่วง" "ฉันเจอแผนผัง" นิลนำกล่องตรา แผ
่นหิน และเศษใบตรวจวางบนโต๊ะ เธอหมุนตราประทับให้ลายคลื่นชนกันกับเส้นบนแผ่นหิน จากนั้นวางเศษใบตรวจเป็นชิ้นสุดท้าย เส้นสีดำปรากฏบนเนื้อไม้ จากร้าน ลากผ่านโกดัง เลี้ยวเข้าตลาด และหยุดใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ปลายเส้นมีคำเขียนว่า "ช่องรับผลค้าง" ทองแดงถอยหลัง "ของสามชิ้นเป็นส่วนเดียวกันครับ"
ในโกดัง กลิ่นไม้ชื้นกับผงหินเข้มจนแสบจมูก นิลยกชายเสื้อปิดปากขณะก้าวผ่านถังไม้ เศษน้ำจากถุงของเดชไหลตามร่องพื้นเป็นเส้นดำและหายเข้าใต้ประตูหลัง เธอใช้ตะเกียบไม้คีบเชือกแดงขึ้นจากหมุด รอยผูกแน่นจนเส้นใยบาดปลายนิ้ว แสงจากช่องลมเหนือศีรษะส่องเห็นฝุ่นใหม่ร่วงจากคานเป็นละออง ทองแดงปีนขึ้นเก้าอี้อย่างระวัง นิลจับขาเก้าอี้ไว้ ตรวจเศษกระดาษที่เขาส่งลงมา และพลิกดูด้านหลังทีละมุม เธอไม่ไล่ตามเงาที่หายไป เธอก้าวถอยออกจากช่องลมโดยให้หลังชิดผนัง นิลใช้ฝ่ามือแตะผนังเพื่อรับแรงสั่นจากชั้นบน เสียงไม้ลากผ่านคานดังยาวและหยุดตรงกลางโกดัง เธอรอให้ฝุ่นตกจนหมดจึงยกกระดาษขึ้นส่องกับแสงจากช่องลม รอยหมึกทองคล้ำกินเนื้อกระดาษลึกกว่ารอยอื่นและมีเกล็ดสีดำหลุดติดมือ เธอเก็บเกล็ดไว้ในซองแห้ง ใช้ผ้ากดขอบกระดาษให้ราบ แล้วขีดเครื่องหมายบนคานว่าช่องนี้เคยถูกเปิดจากด้านใน ไม่ใช่จากหลังคา กลิ่นน้ำฝนที่ติดถุงผ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลิ่นควันแหลม ทองแดงหยุดอยู่ข้างประตูและมองไปยังทางต้นมะม่วง นิลยกมือห้ามไม่ให้เขาออกไป เธอกวาดผงใต้เท้าเข้าแผ่นกระดาษ ตรวจว่ามีรอยเท้าใหม่หรือไม่ และพบรอยสั้นเหมือนคนลากส้นถอยหลังจากช่องลมไปยังเงามืด พวกเขาจึงกลับร้านทางเดิมโดยไม่แตะประตูหน้า ไม่ยืนใต้รอยคลื่นสีแดงที่วาดไว้บนไม้ เพราะหมึกบนผนังยังเปียกและมีหยดไหลสวนทางกับความลาดของพื้น นิลใช้เชือกวัดระยะจากถุงผ้าถึงประตูโกดัง เก็บเศษเชือกแดงไว้ในซองเดียวกับหมุดหิน แล้วใช้ผ้ากดรอยดำบนถุงเพื่อดูว่าคราบย้ายตัวหรือไม่ ความเย็นจากผงหินแทรกผ่านผ้าเข้าปลายนิ้ว ทำให้เธอรู้ว่าของที่หายไปไม่ได้พาเพียงคนออกจากโกดัง แต่ลากทางเดินกลับเข้าหาต้นมะม่วงด้วย ทองแดงปีนลงจากเก้าอี้และวางกระดาษสำเนาบนฝ่ามือที่พันผ้า นิลตรวจมุมกระดาษก่อนรับ ไม่ให้รอยหมึกเปื้อนกับหลักฐานของเดช เธอสังเกตว่าตราสีทองคล้ำกดทับอยู่บนรอยตัดลึกกว่าตราหลวงทั่วไป ขอบกระดาษจึงยกขึ้นราวกับถูกกดซ้ำหลายครั้ง เศษผงจากแท่นในกล่องติดอยู่ตรงรอยนั้นพอดี นิลใส่กระดาษในซองกันชื้น ใช้ถ่านทำเครื่องหมายที่ประตูโกดัง และหันกลับไปมองทางเดินที่ไม่มีคนอยู่ เสียงไม้เหนือศีรษะลั่นหนึ่งครั้ง แล้วฝุ่นใหม่ก็ร่วงลงตรงจุดที่เธอเพิ่งยืน แต่จำทิศลมกับกลิ่นโลหะที่ค้างในช่องให้ครบ ก่อนนำสิ่งที่เหลือกลับร้าน
"ส่วนของเสาหลัก" "ส่วนของทางกรอง" นิลมองชื่อเดชที่ยังอยู่ในบัญชี แล้วมองตราสีทองคล้ำบนเศษใบตรวจ คนหนึ่งถูกพาออกจากร้าน คนหนึ่งถูกลบชื่อ คนหนึ่งถูกซ่อนไว้ใต้บัญชี และเส้นทางทั้งสามเส้นกำลังชี้ไปยังที่เดียวกัน…