บทที่ 15: ของปลอมชิ้นที่สี่
เครื่องรางชิ้นที่สี่มาถึงร้านก่อนเสียงระฆังตลาด มันถูกห่อด้วยกระดาษลงตราขุนวิจิตร แต่เชือกที่มัดกลับใช้ปมของช่างทำศพ นิลวางห่อบนโต๊ะกลางร้านและถอยออกมาครึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะของปลอมที่ทำประณีตเกินไปมักซ่อนมือจริงไว้ใกล้กว่าเดิม
"ขุนวิจิตรส่งเครื่องรางปลอมชิ้นใหม่เข้ามาบีบให้นิลยอมสยบ" ทองแดงขยับเข้ามาใกล้ แสงตะเกียงน้ำมันขะมุกขะมอมสะท้อนเสี้ยวหน้าเข้มขรึมของชายหนุ่มช่างซ่อมเสาหลัก "รอยสลักใต้พื้นร้านที่ผมทำไว้ เริ่มมีน้ำมันสีเข้มซึมขึ้นมาแล้วครับพี่นิล... เหมือนมีแรงดันจากข้างล่างบีบเข้ามา"
นิลพยักหน้ารับเบาๆ เธอหยิบแหนบโลหะคีบแผ่นตราเปล่าขึ้นมาพิศดู เส้นหมึกสีทองคล้ำใต้ชื่อของเธอเริ่มถักทอเป็นแผนผังอย่างสลับซับซ้อน มันไม่ใช่แผนที่เดินทางธรรมดา แต่เป็นร่องทางเดินของหนี้สินและตราครอบจิตที่สั่งสมมาหลายสิบปีในกรมตราเงา
"หลวงสมเกียรติเตือนไว้ไม่ผิด..." นิลเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงนิ่งสนิทตามแบบฉบับเจ้าของร้านผู้ผ่านความลี้ลับมานับไม่ถ้วน "คนมีตราไม่ได้ต้องการแค่ให้เราเปิดประตู แต่พวกเขาต้องการย้ายหนี้ตราทั้งหมดมาลงที่ชื่อของฉัน" "แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับ" ทองแดงถามพลางขยับเชือกม้วนใหญ่ในมือ "ถ้าเราไม่รับตราปลอม ประตูก็จะไม่ยอมรับสิทธิ์ในการลงไปใต้ต้นมะม่วงใหญ่" "เราไม่จำเป็นต้องรับตราปลอม" นิลตอบพลางส่งสัญลักษณ์ให้ทองแดง "เพราะเรามีบันทึกของแม่...
ปราณีเคยเป็นผู้ตรวจทะเบียนเกราะ เธอทิ้งรอยแก้ทางไว้ในสมุดดีบุกแล้ว" เพียงชั่วครู่ เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นดังขึ้นจากประตูหน้าร้าน หลวงสมเกียรติในชุดเครื่องแบบกรมตราเงาสีคล้ำก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เสื้อคลุมของเขาสาดไอฝนปนกลิ่นกำยานประจำตระกูลขุนนางเก่า "ข่าวจากฝ่ายในไม่ค่อยดีนัก" สมเกียรติกล่าวเสียงต่ำพลางดึงหมวกกว้างออกจากศีรษะ "ขุนวิจิตรเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว...
บัญชีของเสมียนเดชถูกสับเปลี่ยน และชื่อของปราณีถูกดึงเข้าสู่ระบบเกราะแก้วอย่างเต็มตัว" "หมายความว่าแม่ถูกบีบให้เป็นผู้รับหนี้เสาหลักรึ" นิลถาม สายตาทอดมองเสมียนกรมตราเงาอย่างท้าทาย "ยิ่งกว่านั้น" สมเกียรติเลื่อนกระดาษสำเนารายนามผู้ค้างตรามาวางตรงหน้า "ชื่อของปราณีถูกสลักทับด้วยตราพระยา...
ใครก็ตามที่พยายามเข้าไปช่วยเธอ จะต้องรับภาระหนี้ตราทั้งหมดของกรมเงาแทน!" บรรยากาศภายในร้านขายของเก่าตกอยู่ในความเงียบสะกด มีเพียงเสียงหยดน้ำและเสียงไฟกะพริบจากตะเกียง นิลหลับตาลงนึกถึงรอยจำในสร้อยเงินและความทรงจำของแม่ที่ฝังอยู่ในวัตถุโบราณทุกชิ้น "ฉันไม่สนใจว่าใครจะเขียนหนี้ไว้เท่าไร" นิลลืมตาขึ้น ดวงตามุ่งมั่นไร้ความหวาดหวั่น "ถ้าเกราะแก้วถูกสร้างขึ้นมาด้วยบัญชีปลอม...
ฉันก็จะลบมันออกด้วยความจริงของปราณี!" สมเกียรติและทองแดงมองหน้ากันอย่างยอมรับในความเด็ดเดี่ยว ทั้งสามร่วมกันวางแผนผังร่องทางเดินใต้ดินและตรวจสอบเครื่องรางโบราณทุกชิ้นที่เตรียมไว้ การเดินทางสู่เบื้องลึกกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า นิลก้าวเดินไปที่หน้าต่างร้าน มองออกไปใต้ต้นมะม่วงใหญ่กลางแสงฝนพร่ามัว แสงสีเทาลึกลับเริ่มถักทอเป็นรูปประตูเหล็กโบราณใต้รากไม้ใหญ่ ลมหนาวพัดเอาไอชื้นละอองน้ำประทะใบหน้า
เครื่องรางชิ้นที่สี่สว่างวาบ... แล้วเสียงของขุนวิจิตรก็ดังขึ้นจากข้างในห้อง!
นิลเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานไม้สักทองกลางร้าน ลมฝนภายนอกพัดกระพือม่านผ้าป่านจนแกว่งไกว เกิดเป็นรอยเงาทอดทับลงบนตู้กระจกโบราณ ภายในตู้จัดแสดงนั้น วัตถุโบราณนับสิบชิ้นวางสงบนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีเลือดหมู ทั้งปืนฟลินต์ล็อกลงรักปิดทอง ตะขอเงินสลักยันต์โบราณ ขวดยาโอสถคริสตัลสมัยรัชกาลก่อน และชุดเกราะทองลงรักลงยา วัตถุทุกชิ้นต่างซ่อนความทรงจำและความแค้นของผู้ครอบครองคนเดิมไว้เงียบๆ "พี่นิลครับ" ทองแดงเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ขอบไม้แกะสลักรูปพญานาค "กระจกบานนี้...
เมื่อครู่ผิวกระจกมันพร่ามัวไปวูบหนึ่ง เหมือนมีใครบางคนกำลังมองพวกเราจากข้างในร้านขายของเก่าแห่งนี้"
นิลเดินเข้าไปหยุดยืนหน้ากระจกเงาบานนั้น เธอค่อยๆ ยื่นมือขวาที่สวมแหวนนพเก้าเรียบๆ ไปสัมผัสแผ่นกระจกเย็นเยือก ไอเย็นคล้ายสายน้ำพุ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ นิลเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก...
แต่ทว่าเงาสะท้อนนั้นกลับไม่ได้สวมชุดป่านธรรมดาแบบเธอ หากแต่สวมชุดเกราะทองลงรักของขุนนางชั้นสูงในอดีต "รอยจำของเสาหลักต้นที่หนึ่ง..." นิลพึมพำกับตัวเอง "ผู้ตรวจทะเบียนเกราะในอดีตไม่ได้มีแค่แม่ของฉัน... แต่ตระกูลของเราผูกพันกับเกราะแก้วและเสาหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม"
หลวงสมเกียรติเดินเข้ามาเคียงข้าง สีหน้าของขุนนางกรมตราเงาเต็มไปด้วยความตกตะลึง "เป็นไปได้อย่างไร... ตราสัญลักษณ์นาคคู่บนขอบกระจก นั่นคือตราประจำตำแหน่งผู้ตรวจการฝ่ายในยุคอยุธยา! หมายความว่าตระกูลของคุณถือครองตราพระยามาตั้งแต่สมัยโน้นรึ"
"ตราไม่ใช่สิ่งสำคัญ" นิลตอบเสียงเรียบพลางดึงมือกลับ "สิ่งที่สำคัญคือสัญญาที่บรรพบุรุษทำไว้กับเมืองต่างหาก ถ้าหนี้ตรานี้ไม่ถูกชำระ ร้านขายของเก่าของฉันก็จะเป็นจุดสุดท้ายที่เมืองดึงเข้าสู่ความมืด และผู้ค้างตราทุกคนรวมถึงแม่ก็จะไม่มีวันได้คืนชื่อกลับมา" ทองแดงขยับถุงเครื่องมือเข้าประชิดตัว "ผมพร้อมแล้วครับพี่นิล ไม่ว่าข้างล่างเสาหลักต้นที่หนึ่งใต้ต้นมะม่วงใหญ่จะมีอะไรรออยู่ ผมจะใช้ทักษะช่างซ่อมเสาหลักของพี่ชาย เปิดทางให้พี่นิลเข้าไปถึงตัวแม่ให้ได้"
นิลมองชายหนุ่มทั้งสองคนด้วยสายตาลึกซึ้ง ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพันธมิตรร่วมชะตากรรมก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เธอรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้อาจไม่มีวันได้กลับคืนสู่แสงสว่างข้างบนอีกเลย แต่ความจริงของปราณีและอิสรภาพของคนค้างตราทุกคนกำลังรอเธออยู่ใต้พื้นดินนั้น
นิลเลื่อนเปิดสมุดบัญชีร้านขายของเก่า จุ่มหมึกจีนสีดำเข้มแล้วเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษสาผืนหนา ลายมือของเธอเรียบตรงและเด็ดเดี่ยว รายการของโบราณทุกชิ้นถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ตั้งแต่ตะขอเงินกล่องของเดช ไปจนถึงตราเปล่าที่มีชื่อของเธอปรากฏอยู่ตรงกลาง ทุกอักขระเป็นพยานถึงความจริงที่ไม่เคยถูกบิดเบือนโดยกรมตราเงา
"สมเกียรติ..." นิลหันไปมองขุนนางฝ่ายใน "ถ้าพรุ่งนี้เช้าประตูใต้ต้นมะม่วงใหญ่ปิดลง แล้วพวกเรายังไม่ได้กลับออกมา จงนำสมุดเล่มนี้ไปวางไว้ที่สภากลาโหม ให้ผู้ค้างตราทุกคนรู้ว่าหนี้ตราของพวกเขาถูกล้างหมดแล้ว" สมเกียรติรับสมุดบัญชีไปด้วยมืออันสั่นเทา "ผมสัญญา...
ห่อกระดาษบนโต๊ะไม่ขยับ แต่ฝุ่นรอบมันถอยออกเป็นวง นิลใช้ปลายมีดตัดเชือกทีละชั้น ปมศพคลายตัวโดยไม่ต้องออกแรงมากเกินไป นั่นทำให้เธอมั่นใจว่าคนส่งต้องการให้เปิด ไม่ใช่ต้องการให้ปิดตาย เครื่องรางด้านในมีผิวเงาเหมือนของใหม่ แต่ฐานโลหะมีรอยกร่อนแบบของที่เคยนอนในน้ำครำมาหลายปี ทองแดงก้มดูรอยเชื่อมแล้วทำหน้าเหมือนอยากด่าเครื่องมือมากกว่าคนทำ สมเกียรติอ่านตราขุนวิจิตรบนกระดาษรองโดยไม่แตะมัน นิลมองทั้งสองคนแล้ววางเครื่องรางไว้กลางเส้นแสง เพื่อให้ของปลอมเลือกเองว่าจะโกหกต่อหน้าใครก่อน
ด้วยนามของกรมตราเงาฝ่ายใน จะไม่มีใครแก้ลายมือของคุณในสมุดเล่มนี้ได้อีก!" "เครื่องรางชิ้นที่สี่สว่างวาบ... แล้วเสียงของขุนวิจิตรก็ดังขึ้นจากข้างในห้อง!"
เครื่องรางชิ้นที่สี่หมุนกลับด้าน และชื่อคนส่งไม่ใช่ขุนวิจิตร...