บทที่ 10: กำแพงน้ำ
ตู้ขายบัตรบนชานชาลาด่านรางผีคายกระดาษออกมาทีละนิ้ว ทั้งที่ไม่มีใครแตะปุ่ม หน้าจอของมันดำสนิท แต่ช่องรับเหรียญสั่นเหมือนมีคนกำหมัดอยู่ข้างใน นรินทร์ยืนดูแผ่นบัตรค่อย ๆ คลานมาถึงปลายช่อง แล้วหยุดตรงรองเท้าเขา พิมพ์วันที่ของเมื่อวานไว้ด้านหน้า แต่เวลาบนบัตรวิ่งถอยหลัง
เขาก้มเก็บมันขึ้นมา ใต้ตรารถไฟสีแดงซีดมีตัวเลขที่มีแต่เขาเห็น ยอดคงเหลือสามหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อย ส่วนที่ขอแลกเจ็ดร้อย ผู้รับรอตอบรับ
"ตู้มันเริ่มทำงานแล้ว" มะลิพูดจากหลังเสา เธอสวมเสื้อกันฝนตัวใหญ่กว่าตัวเอง ปลายผมเปียกติดแก้ม มือหนึ่งถือขวดหมึก อีกมือหอบแผ่นกระดาษแผนที่ที่เลอะคราบดำ "คืนนี้มันเรียกว่าตู้ปากหนี้ค่ะ รับอะไรเข้าไปแล้วชอบคายทางออกให้คนที่จ่ายไม่ครบ"
"ชื่อเล่นของเธอช่วยให้ผมหายกลัวมาก" นรินทร์พลิกบัตรดูหลังแผ่น "เจ็ดร้อยนี่แลกอะไร"
"ทางลงคลองดำหนึ่งเส้น" มะลิตอบเร็ว "ไปถึงท่าน้ำ ไม่รับประกันกลับขึ้นมา แล้วก็ไม่รับประกันว่าคนบนเรือจะยังชอบหน้าเรา"
"มาตรฐานบริการแย่มาก"
"ด่านนี้ไม่มีฝ่ายร้องเรียน" เธอยักไหล่ "มีแต่ช่องรับยอด"
เสียงรองเท้าส้นต่ำดังจากบันไดด้านบน รสาเดินลงมาพร้อมแฟ้มบางสีเทาและโคมตราเล็กในมือ แสงจากโคมทำให้รางเหล็กขึ้นเป็นเส้นสีเงิน เธอหยุดห่างจากตู้บัตรสองก้าว ไม่แตะมันก่อนอ่านตราที่ขอบช่องอย่างละเอียด นรินทร์เห็นนิ้วของเธอกดสันแฟ้มแน่นกว่าปกติ
"คุณยังไม่แลกใช่ไหมคะ" เธอถาม
"ยังครับ ผมกำลังหาคนบอกว่าราคาเท่าไหร่" เขายื่นบัตรให้ "ยอดเต็มสามหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อย ส่วนที่จะตัดเจ็ดร้อย ผู้รับคือตู้บัตรด่านรางผี ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด"
รสาไม่รับบัตรทันที "ต้องมีพยาน และต้องมีราคาที่ตู้แจ้งชัดก่อนค่ะ ตู้รับยอดได้ แต่ไม่ใช่ถังขยะให้คุณโยนหนี้เข้าไป"
"ผมก็ไม่ชอบโยนของใส่ถังขยะ" นรินทร์มองทางรถไฟมืดด้านหลังเธอ "พยานคือคุณได้ไหม"
"ฉันเป็นพยานได้เฉพาะการแลกทาง ไม่ใช่การหนีการอายัด" เสียงเธอเรียบ แต่คำว่าอายัดคมเหมือนขอบกระดาษ "และฉันต้องเห็นว่าผู้รับยอมรับยอดเอง"
มะลิยื่นขวดหมึกให้เขา "หยดลงตราค่ะ ถ้ามันรับ หมึกจะไหลเข้าช่อง ถ้าไม่รับ ก็จะไหลขึ้นนิ้วเรา เรียกว่ามือน้ำหมึก แกะยากอยู่สามวัน"
"ฟังดูเหมือนเธอลองมาแล้ว"
"ฉันตั้งชื่อของน่ากลัวเพราะไม่อยากลองซ้ำ" มะลิตอบ
นรินทร์เปิดฝาขวด กลิ่นไหม้ของเปลือกส้มลอยขึ้นมาจาง ๆ ทั้งที่หมึกสีดำข้นเหมือนก้นคลอง เขาหยดเพียงหยดเดียวลงบนตราวงกลม บัตรในมือร้อนวาบ ตัวเลขลอยขึ้นจากกระดาษ แล้วเรียงเป็นบรรทัดตรงหน้าเขา
ยอดที่แลก เจ็ดร้อย ผู้รับ ตู้บัตรด่านรางผี พยาน รสา วัฒนเมธา ราคา รอยค้างหนึ่งรอยบนชื่อผู้แลก จนกว่าทางจะปิด
"รอยค้างคืออะไร" เขาถาม
รสากวาดตามองข้อความเดียวกัน สีหน้าเธอไม่เปลี่ยน แต่ลมหายใจช้าลง "เมืองจะจำว่าคุณเคยแยกยอดของตัวเองผ่านด่านนี้ค่ะ ถ้าทางนี้ถูกใช้ก่อเรื่องต่อ คุณจะถูกเรียกหาเป็นคนแรก ไม่ใช่คนเดียว แต่เป็นคนแรก"
"ดี" นรินทร์พูด "อย่างน้อยคราวนี้มันเขียนบิลก่อนเก็บ"
"คุณยังถอนมือได้" รสาบอก
เขานึกถึงชื่อนนท์บนทะเบียนที่หายไป ยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ทำให้ยอดลดลง
"ผมยอมรับราคา" เขาพูด "คุณเป็นพยานแค่ว่าตู้รับเจ็ดร้อย ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีพอจะได้ทางฟรี"
รสาเงยหน้ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดึงปากกาหมึกดำออกจากแฟ้ม เธอเขียนชื่อเต็มของตนใต้ตราบนบัตร เส้นหมึกเล็กและตรง ไม่มีลายมือสวยเกินจริง พอปลายปากกายกขึ้น ตู้บัตรส่งเสียงครืด บัตรในมือนรินทร์ขาดออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งม้วนเข้าไปในช่องรับเหรียญ อีกครึ่งติดนิ้วโป้งเขาแน่นเหมือนผิวหนัง
ใต้เล็บมีรอยเส้นดำวงเล็กปรากฏขึ้น มันเย็นกว่าผิวรอบข้าง นรินทร์ถูมันด้วยนิ้วโป้งอีกข้างแล้วไม่ออก เขาเก็บครึ่งบัตรที่เหลือเข้ากระเป๋าเสื้อ รสาปิดแฟ้ม มะลิขยับไปยืนใกล้เสาค้ำรางมากขึ้นเหมือนรู้ว่าต่อจากนี้เสียงใดจะดัง
เสียงนั้นคือเสียงรองเท้าหลายคู่ลงบันไดพร้อมกัน โคมตราสีขาวสว่างขึ้นทีละดวงตามชานชาลา ทางขึ้นทั้งสองด้านมีคนสวมเสื้อคลุมกรมตราเงายืนขวาง รางฝั่งซ้ายถูกขึงด้วยด้ายเงินสามเส้น ไม่มีใครพูด แต่ลมหายใจของสถานีหายไปทีละน้อย
ธเนศเดินลงมากลางชานชาลา ซองคำสั่งอยู่ในมือ ปืนตราเหน็บเอว เขามองนรินทร์ รสา และบัตรครึ่งแผ่นในมือมะลิ
"นรินทร์ สายสิน" เขาเรียกชื่อเต็ม "วางหลักฐานกับตั๋วลงบนพื้น"
"อันไหนหลักฐาน อันไหนตั๋วครับ" นรินทร์ถาม "ของชิ้นเดียวกัน แต่ราคาคนละส่วน"
"ทั้งสองอย่างอยู่ในคำสั่งอายัด"
"ยอดอายัดเท่าไหร่ ผู้รับคือใคร แล้วลายเซ็นของใครรับราคา" เขาถามกลับทันที
ธเนศมองหน้าเขาเงียบอยู่หนึ่งจังหวะ "คุณไม่มีอำนาจซักคำสั่ง"
"ผมไม่มีเงินซื้อคำตอบด้วย" นรินทร์ตอบ "เลยถามก่อน"
รสาก้าวออกข้างหน้าเล็กน้อย เธอรับซองคำสั่งจากธเนศมาเปิดโดยไม่ขออนุญาต กระดาษข้างในมีตราแดงหลายดวงเรียงกัน เธออ่านผ่านบรรทัดแรกเร็วมาก แต่ช้าลงตรงช่องกลาง มือที่ถือโคมตราเริ่มนิ่งเกินไป
"ตามข้อเท็จจริง คำสั่งฉบับนี้ระบุของที่จะอายัด" รสาพูด "แต่ไม่มีผู้รับยอดค่ะ"
"ผู้รับยอดคือกรมตราเงา" ธเนศตอบ
"ถ้าเป็นกรม ต้องมีตรารับรองการรับภาระของกรม ไม่ใช่แค่ตราอนุญาตให้ยึด" รสาเงยหน้าขึ้น "บรรทัดนี้ว่าง"
"รสา วัฒนเมธา" ธเนศเรียกเต็มชื่อเธอ "ส่งเอกสารคืน"
"กรุณาระบุผู้รับให้ครบก่อนค่ะ" เธอตอบ น้ำเสียงสุภาพจนฟังเหมือนกำลังขอสำเนาเอกสาร ไม่ใช่ยืนขวางคนทั้งชานชาลา "คุณจะอายัดหลักฐานที่ยังไม่มีเจ้าของไม่ได้"
คนของกรมคนหนึ่งขยับปืนตราออกจากซอง มะลิถอยจนแผนที่ชนเสา นรินทร์เห็นด้ายเงินบนรางกระตุกตามลมหายใจคนในวงล้อม มันกำลังรัดสถานีไว้ด้วยยอดที่ยังไม่มีใครยอมรับ
"คุณเห็นไหม" เขาพูดกับรสา "กฎดีจริง คนเขียนคงไม่ปล่อยช่องว่างไว้ให้ปืนเดินผ่าน"
"ฉันเห็นค่ะ" รสาตอบสั้นกว่าเดิม "อย่าใช้ช่องว่างนั้นทำอะไรเร็วเกินไป"
ตู้บัตรด้านหลังเขาส่งเสียงดังปัง กระดาษชุดใหม่พุ่งออกมาจากช่องจนปลิวทั่วพื้นชานชาลา แผ่นหนึ่งตกคว่ำตรงรองเท้าธเนศ อีกแผ่นติดบนด้ายเงิน แล้วค่อย ๆ ดูดหมึกจากด้ายเข้าหาตัวเอง นรินทร์ก้มคว้ามันก่อนใคร รอยหมึกบนกระดาษไม่ใช่ตราตู้บัตร แต่เป็นเส้นทางสองสี สีดำไหลจากชื่อหนึ่งไปทางคลองดำ สีทองเส้นเล็กกว่านั้นเลื้อยต่อออกไปลึกใต้แผนที่จนหายตรงคำว่าแกนนคร
ชื่อบนต้นทางเขียนว่า นนท์ สายสิน
มือของนรินทร์แข็งอยู่กับที่ รอยนิ้วโป้งเล็ก ๆ ปรากฏข้างชื่อ เป็นรอยขาดตรงมุมเดียวกับนิ้วของนนท์ เด็กคนนั้นเคยเอามือไปโดนโซ่จักรยานตอนประถม แล้วชอบบอกว่ารอยแหว่งทำให้จับของลื่น แต่รอยบนกระดาษนี้ไม่ได้เป็นตรานำตัว ไม่ใช่ตราบังคับที่เขาเคยเห็นบนใบเรียกเก็บของคนตาย มันอยู่ฝั่งผู้ยอมรับ และมีลายหมึกบางคำพาดอยู่ข้างใต้
ขอฟังเอง
"นี่เป็นตราอะไร" เขาถาม ทั้งที่คอแห้งจนเสียงแทบไม่ออก
รสาเข้ามาใกล้ แต่หยุดก่อนแตะกระดาษ "ตรารับรู้ค่ะ ผู้ใช้ยอมให้เส้นทางรับชื่อของตน ไม่ใช่ตราควบคุมตัว"
"แปลว่านนท์ไปเอง"
"แปลว่าเขาเคยลงตราด้วยเจตนาที่อ่านได้" เธอตอบ "สองอย่างนี้ใกล้กัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน"
"คุณชอบพูดให้เหลือทางหนี"
"ฉันชอบพูดให้เหลือข้อเท็จจริง" รสาพูด "ถ้าคุณจะตามเขา อย่าเอากระดาษแผ่นเดียวไปตัดสินชีวิตเขา"
ธเนศก้าวมาข้างหน้าเป็นครั้งแรก "หลักฐานนั้นอยู่ในคำสั่งอายัด"
"หลักฐานชี้ไปคลองดำแล้วต่อถึงแกนนคร" นรินทร์กำกระดาษแน่น "คุณรู้หรือเปล่าว่าเส้นนี้คืออะไร"
"ผมรู้ว่าคุณยังไม่ควรเดินตามมัน" ธเนศตอบ "ส่งมา"
"เพราะมันมีชื่อคนที่กรมหายไป หรือเพราะมันมีทางไปแกนนคร"
ธเนศไม่ตอบ เขายกมือขึ้นเล็กน้อย คนของกรมเริ่มขยับเข้าหา รสาหันไปมองพวกเขาเพียงครู่เดียว แล้วพับคำสั่งอายัดเก็บกลับเข้าซอง ไม่ส่งคืนให้ธเนศ
"ฉันเลือกเก็บหลักฐานก่อนค่ะ" เธอพูด "คำสั่งที่ไม่มีผู้รับยอดจะใช้ยึดหลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้"
"คุณกำลังขัดคำสั่ง" ธเนศกล่าว
"ฉันกำลังป้องกันคำสั่งจากการกลายเป็นตราปลอม" รสาตอบ "ถ้าคุณกรอกผู้รับครบ ฉันจะทำหน้าที่ของฉัน"
ธเนศมองเธอนิ่ง ปลายนิ้วรสาซีดลงบนซองกระดาษ โคมตราสั่นถี่ขึ้น
ใต้รางมีน้ำดำกระเพื่อมขึ้นมา ทั้งที่รางอยู่สูงกว่าคลองหลายช่วงตัว น้ำไหลย้อนจากปลายอุโมงค์เข้าหาชานชาลา เสียงมันไม่เหมือนน้ำไหล เหมือนใครลากผ้าหนัก ๆ ผ่านพื้นปูน กลิ่นเปลือกส้มไหม้เข้มขึ้นจนแสบจมูก นรินทร์เห็นเงาของตัวเองในผิวน้ำ แต่เงานั้นสวมเสื้อของนนท์และหันหลังให้เขา
"พี่อย่าตามเพราะกลัว" เสียงหนึ่งลอดจากใต้ราง
นรินทร์ก้าวไปข้างหน้าเองโดยไม่คิด รสาจับแขนเสื้อเขาไว้ทัน "นั่นไม่ใช่พยานค่ะ"
"ผมรู้" เขาพูด ทั้งที่ยังจ้องผิวน้ำ "แต่มันรู้ว่าจะพูดอะไร"
"ของที่รู้ชื่อคุณไม่ได้แปลว่ามันรู้ความจริง" เธอปล่อยมือช้า ๆ "กระดาษในมือคุณต่างหากที่พาไปได้"
น้ำดำหยุดกระเพื่อมทันที เหลือเพียงกลิ่นไหม้กับรอยเปียกเป็นเส้นใต้ราง มะลิขยับเข้ามาใกล้แล้วชี้ลงไปยังช่องระบายน้ำด้านปลายชานชาลา "กำแพงน้ำเปิดได้หนึ่งครั้งค่ะ ถ้าตั๋วแลกทางครบ คนฝั่งคลองส่งเรือมาแล้ว"
"ใครส่ง" นรินทร์ถาม
มะลิยิ้มแห้ง "พี่คินไม่ชอบให้ฉันพูดชื่อดัง ๆ บนราง แต่เขาบอกว่าเรือรอคนที่มีหนี้ ไม่รอคนที่มีแผน"
เหมือนยืนยันคำพูดนั้น เสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ ดังมาจากอุโมงค์ด้านคลองดำ มันไม่ควรดังในช่องระบายน้ำแคบ ๆ แต่กลับไล่ลมเย็นขึ้นมาตามราง นรินทร์เห็นตัวเลขใหม่ซ้อนบนด้ายเงินที่ขึงปิดทาง ยอดปิดรางหนึ่งพันสี่ร้อย ผู้รับ กรมตราเงา ผู้จ่ายตามตรา ธเนศ จารนคร พยาน คำสั่งอายัดและรสา วัฒนเมธา
เขาเพิ่งเข้าใจว่าด้ายสามเส้นไม่ได้ไร้ราคา ธเนศสั่งให้กรมรับยอดเพื่อปิดทางหนี แล้วใช้ตราของตนเป็นคนยืนยัน ต่างจากใบอายัดที่จงใจเว้นชื่อผู้รับไว้ ถ้าขยับยอดนี้ เขาไม่ได้สร้างทางฟรี เขาแค่ทำให้ราคาที่ถูกซ่อนไว้กลับไปหาคนที่เซ็นมัน
"รสา" เขาพูด "ยอดปิดรางหนึ่งพันสี่ร้อย ผู้จ่ายคือกรมตามตราธเนศ ผู้รับคือกรมเอง ผมจะย้ายเจ็ดร้อยไปให้กำแพงน้ำคลองดำ พยานคือคุณกับตั๋วที่แลกแล้ว"
รสาหันมามองเขาทันที "แล้วอีกเจ็ดร้อย"
"ยังอยู่กับด้ายเงิน มันจะไม่พังทั้งสถานี"
"ราคาใหม่ของคุณคืออะไร"
นรินทร์กางบัตรครึ่งแผ่นออก รอยค้างใต้เล็บเต้นเจ็บขึ้นทีละจังหวะ ตัวเลขสีดำไหลจากรอยนั้นไปที่ขอบกระดาษ เขาเห็นคำตอบก่อนใคร และเกลียดที่มันพิมพ์ชัดกว่าคนทุกคนในที่นี้
"รอยค้างบนชื่อผมจะลึกขึ้น" เขาตอบ "ถ้ากำแพงน้ำปิดก่อนผมแตะเรือ ผมเสียความทรงจำคืนหนึ่งเกี่ยวกับนนท์"
"คุณไม่รู้ว่าคืนไหน" รสาพูด
"ผมรู้ แค่ไม่รู้ว่ามันจะหายไปตรงไหน" เขามองเส้นทางชื่อของน้องชายบนกระดาษ "แต่ไม่มีผู้รับใหม่ที่เป็นคนอื่น ไม่มีใครโดนโยนยอดแทนผม"
ธเนศยกมืออีกครั้ง คราวนี้ปืนตราทุกกระบอกถูกดึงออกจากซอง แสงขาวตามปลายกระบอกทำให้ฝุ่นในสถานีเป็นสีซีด เขาไม่ได้ขึ้นเสียง "นรินทร์ สายสิน อย่าแตะตรากรม"
"ผมไม่ได้แตะตรากรม" นรินทร์ตอบ "ผมแตะบิลของมัน"
รสาหลับตาเพียงครั้งเดียว แล้วเปิดแฟ้มวางลงบนพื้น เธอฉีกกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่นจากท้ายแฟ้ม เขียนถ้อยคำสั้น ๆ ด้วยหมึกของตนเอง จากนั้นกดลายมือข้างชื่อพยาน
"ฉันรับรองการแบ่งยอดตามที่ระบุ" เธอกล่าว "เจ็ดร้อยไปกำแพงน้ำ เจ็ดร้อยคงไว้ที่ราง ผู้จ่ายเดิมไม่เปลี่ยน ผู้รับใหม่เป็นประตูน้ำคลองดำ และผู้แลกรับรอยค้างเอง"
"คุณกำลังผูกตัวเองกับคนหลบหนี" ธเนศพูด
"ฉันกำลังผูกตัวเองกับข้อความที่อ่านครบค่ะ" รสาตอบ โดยไม่มองเขา "หากนรินทร์โกงยอด ฉันรับผลตรวจสอบร่วมด้วย"
เธอวางกระดาษข้างบัตรครึ่งแผ่น นรินทร์เห็นเส้นหมึกของเธอเชื่อมกับรอยค้างใต้เล็บเขา เขาไม่เคยใช้ดุลหนี้ใกล้คนที่ตั้งใจอ่านผลขนาดนี้ มันไม่ได้ทำให้มือเบา มันทำให้รู้ว่าถ้าพลาดจะมีชื่ออีกชื่ออยู่บนบิลด้วย
เขากดนิ้วโป้งลงบนบัตร หมึกดำจากตราตู้บัตรวิ่งออกมาพร้อมกัน ด้ายเงินเส้นกลางบนรางกระตุกเหมือนโดนดึงจากอีกฝั่ง ตัวเลขหนึ่งพันสี่ร้อยแตกเป็นสองก้อน ก้อนหนึ่งยังเกาะอยู่กับราง อีกก้อนมุดลงไปในช่องระบายน้ำ เสียงเครื่องยนต์จากคลองดำคำรามดังขึ้น กำแพงน้ำที่ซ่อนอยู่ปลายอุโมงค์ยกตัวเป็นแผ่นดำสูงกว่าหัวคน แล้วปริออกกลางแนว
แรงสะท้อนกระแทกชานชาลาจนโคมตราสามดวงแตก คนของกรมสองคนล้มลง คนหนึ่งเอามือกุมข้อมือที่โดนด้ายเงินบาดเป็นรอยแดงยาว ไม่มีเลือดมาก แต่ปืนตราหลุดจากมือกระแทกพื้นแล้วมอดแสง มะลิถูกลมจากอุโมงค์ซัดจนแผนที่หลุดมือ กระดาษแผ่นนั้นปลิวลงน้ำดำและหายไปก่อนใครคว้าได้
นรินทร์ก้มดูรอยค้างใต้เล็บ มันขยายเป็นวงแหวนดำถึงข้อนิ้ว ความเจ็บแล่นขึ้นถึงข้อมือ แล้วภาพหนึ่งในหัวเขาหายไปวูบเดียว เขาจำไม่ได้แล้วว่าเย็นวันไหนที่นนท์เอาเปลือกส้มมาเผาเล่นหลังบ้าน เหลือเพียงกลิ่นไหม้ติดจมูกกับรอยนิ้วแหว่งบนกระดาษ เขากำมันแน่นกว่าเดิม
"ไป" รสาพูด เธอเก็บแฟ้มที่ขาดมุมขึ้นมา โคมตราของเธอร้าวเป็นเส้นจากด้ามถึงขอบ "ฉันคุมช่องว่างให้ได้ไม่นาน"
"คุณจะโดนอะไร" นรินทร์ถาม
"ตรวจสอบก่อนค่ะ แล้วค่อยโดน" เธอตอบ "กรุณาอย่าทำให้ฉันต้องอธิบายว่าทำไมเรือถึงเข้ามาในสถานี"
เสียงเครื่องยนต์พุ่งใกล้ขึ้น น้ำดำสาดผ่านรอยแยกของกำแพงเป็นฝอยเย็น เรือหางยาวลำหนึ่งพุ่งทะลุออกมาจากอุโมงค์ หัวเรือไถกับขอบปูนจนเกิดประกายสีส้ม ภาคินยืนจับท้ายเรือ เสื้อเปียกแนบตัว เขาหัวเราะสั้น ๆ เหมือนเพิ่งจอดเรือรับของหน้าตลาด ไม่ใช่พังประตูด่านของกรมตราเงา
"น้ำมันเจอทางต่ำแล้วน้อง" ภาคินตะโกน "ขึ้นมา เดี๋ยวทางมันคิดค่าจอด"
นรินทร์วิ่งผ่านบัตรกระดาษที่กระจัดกระจาย รสาเบี่ยงตัวขวางคนของกรมที่พยายามลุก ธเนศยืนอยู่เดิม แต่ปืนตราในมือเขาถูกยกขึ้นช้า ๆ ปลายกระบอกหันผ่านไหล่นรินทร์ไปยังเรือ
เรือหางยาวพุ่งทะลุกำแพงน้ำจนละอองดำสาดเต็มชานชาลา ภาคินยื่นมือออกมาจากหัวเรือ
ปืนตราของกรมลั่น
<!-- ข้อมูลปิดบท: มุมมองจำกัดนรินทร์ น้ำหนักฉากนรินทร์หกสิบห้า รสายี่สิบ ภาคินสิบ คนอื่นห้า เวลาใต้ด่านรางผี ฉากหก --> <!-- เมล็ดปม: นนท์ลงเมืองด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกลักพา ร่องรอยคือรอยรับรู้และลายพิมพ์นิ้วของเขา --> <!-- รอยค้าง: นรินทร์แลกยอดเจ็ดร้อยเพื่อทางลงคลองดำ รสาเป็นพยาน แผนที่มะลิสูญหายในน้ำ คนของกรมบาดเจ็บ และความทรงจำคืนหนึ่งเริ่มหาย --> <!-- ปลายบท: เรือหางยาวพุ่งผ่านกำแพงน้ำ ภาคินยื่นมือ ปืนตราของกรมลั่น -->