บทที่ 9: โรงเรียนในสถานีร้าง
กลิ่นดอกมะลิสดติดเต็มมือของนรินทร์ ทั้งที่เด็กหญิงเพชรขายดาวเรืองกับพวงมาลัยอยู่ข้างแผง ไม่ได้มีดอกมะลิสักดอก เขาอุ้มเธอพาดบ่า เลือดจากจมูกเด็กไหลเป็นเส้นบางลงคอเสื้อ กระดาษห่อดอกไม้ในกำมือยังบีบแน่นจนยับ
เหรียญในกระป๋องรับเงินกลิ้งสวนทางพื้นเอียง มันวนรอบกองเลือดสามรอบ แล้วกระโดดกลับเข้ากระป๋องทีละเหรียญเหมือนมีมือเก็บให้ ใบเรียกเก็บในกระเป๋าเสื้อเขาร้อนขึ้นทุกครั้งที่เพชรหายใจสะดุด
"อย่าหลับนะ" นรินทร์พูด เขาไม่แน่ใจว่าเด็กได้ยินหรือไม่ "ถ้าจะเป็นลม ช่วยเลือกที่ไม่มีคนต้องอุ้มหน่อย"
เพชรขมวดคิ้ว ดวงตาเปิดได้แค่รอยเดียว "พี่... ดอกไม้ผม"
"ไม่หายหรอก อยู่ในมือเธอ"
"มันไม่ใช่ดอกไม้ผม" เด็กพูดเบาจนแทบเป็นลม "มันกินมือ"
นรินทร์ก้มลง เห็นเส้นแดงคล้ายรากฝอยชอนไชใต้ข้อมือเพชร มันเริ่มจากหยดเลือดบนพื้นแผง แล้วเลื้อยย้อนขึ้นมาตามนิ้วเด็ก ไม่ใช่บาดแผล ไม่ใช่ตราที่ใครกดใส่ เขาเห็นตัวเลขเล็กจิ๋วไหลอยู่ในเส้นนั้นเหมือนฝูงมดดำ
ยอดแรงค้าง แปดร้อยแปดสิบ ผู้รับ ไม่ระบุ ผู้กระทบ เพชร พยาน รสา วัฒนเมธา ต้นทาง นรินทร์ สายสิน
นรินทร์สบถในลำคอ เขาเห็นชื่อตัวเองอยู่ท้ายบรรทัดก็อยากฉีกใบเรียกเก็บทิ้งเสียตรงนั้น แต่การฉีกกระดาษไม่เคยฉีกยอดได้ เขาเพิ่งเรียนบทนั้นด้วยเลือดตัวเองเมื่อครู่
รสาเดินตามมาด้านข้าง ปลายปากกาของเธอลากแสงขาวเป็นเส้นบางไว้บนพื้นหิน แสงสั่นทุกครั้งที่เหรียญในกระป๋องกระโดด
"เด็กยังไม่ยินยอมรับยอด" เธอพูด "กรุณาอย่าแตะเส้นแดงโดยไม่มีเงื่อนไขค่ะ ถ้าคุณตัดมันตอนนี้ ยอดจะหาคนข้างแผงต่อไป"
"ผมก็ไม่ได้อยากให้มันอยู่กับเธอ"
"ฉันทราบ แต่ความอยากไม่ใช่ผู้รับ"
"งั้นบอกมาว่าผู้รับเป็นใคร"
รสาเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยน แต่ปลายปากกาขาวหักมุมจนแสงกระตุก "ตามข้อเท็จจริง เรารู้แค่ว่ายอดหลุดจากแรงจับกุมที่คุณแยกออกจากตัวเอง มันกำลังหาที่ลง"
"ที่ลงคือเด็กขายดอกไม้เนี่ยนะ"
"มันเลือกคนที่อยู่ใกล้และไม่มีตราป้องกัน ไม่ได้เลือกคนที่สมควร"
ภาคินเดินนำไปถึงปากอุโมงค์ เขาใช้ปลายรองเท้าเขี่ยรางที่เปียกดำ แล้วหัวเราะเบา ๆ เหมือนเห็นเรื่องที่ไม่อยากเห็น
"น้ำมันไม่ถามหรอกว่าใครสมควรลอย ใครสมควรจม" เขาพูด "มันเจอร่องต่ำก็ไหลลง เอ็งกำลังพาเด็กไปหาคนที่สอนอุดร่องได้บ้าง"
"ถ้าครูของพี่สอนจริง ผมจะถามว่าทำไมไม่สอนก่อนคนตกน้ำ"
"ถามเลย" ภาคินตอบ "แต่เดินให้ทันก่อน เดี๋ยวคลองแดงในมือเด็กจะขึ้นถึงหัวใจ"
นรินทร์ไม่ถามต่อ เขาขยับเพชรให้กระชับขึ้น เด็กเบากว่ากระเป๋าส่งอาหารในคืนฝนตกเสียอีก ความเบานั้นทำให้เขารำคาญ เขาไม่อยากคิดว่าถ้าหนักกว่านี้จะอุ้มทันหรือไม่
พวกเขาลงบันไดหลังแผงเครื่องราง ผ่านประตูเหล็กที่ปิดสนิท ประตูเปิดเองตอนรสาลากเส้นขาวผ่านลูกบิด ข้างในเป็นชานชาลาแคบกว่าที่ควรมี แสงจากหลอดเก่ากะพริบเหนือหัวและส่งเสียงดังหึ่ง ๆ ป้ายปลายชานชาลาเขียนชื่อสถานีไว้ด้วยสีลอกจนอ่านไม่ครบ
ตรงมุมที่เคยเป็นห้องขายตั๋ว เด็กหกคนนั่งกับพื้นปูน คนหนึ่งถือฝาขวดน้ำอัดลม คนหนึ่งถือฝาน้ำปลา เด็กพวกนั้นวางฝาบนแผ่นกระเบื้องเป็นวง แล้วใช้นิ้วลากรอยชอล์กตามขอบ เสียงชอล์กขูดกระดานดังแหลมเหมือนเบรกเหล็กของรถไฟที่ไม่มีวันเข้าจอด
"เส้นแรกไม่ใช่กำแพง" ชายชราหลังเคาน์เตอร์พูด "มันบอกว่าอะไรอยู่ข้างใน อะไรอยู่ข้างนอก ถ้าจำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งวาดเส้นที่สอง"
เด็กชายหน้าเลอะฝุ่นยกฝาขวดขึ้น "ถ้าผมวาดผิดล่ะครับ"
"ก็ลบ" ชายชราตอบ "แต่บอกก่อนว่าลบอะไร และใครจะรับรอยที่เหลือ"
ครูเมฆเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงรองเท้า เขาผอมกว่าในภาพที่ภาคินเคยให้ดู เสื้อเชิ้ตสีเทาซีดพับแขนถึงข้อศอก ข้อมือมีคราบชอล์กขาวติดเป็นวง เขามองเพชรก่อนมองนรินทร์ ราวกับเรียงลำดับปัญหาถูกแล้ว
"พาเด็กที่โดนรอยค้างมา" ครูเมฆพูด "วางตรงโต๊ะไม้ อย่าวางบนราง"
"ทำไม" นรินทร์ถาม
"รางจำชื่อคนที่ล้ม"
"โต๊ะจำอะไร"
"ค่าเล่าเรียนที่ยังไม่จ่าย" ครูเมฆยิ้มบาง "แต่วันนี้ครูยกให้ก่อน"
นรินทร์วางเพชรลงบนโต๊ะยาวที่มีรอยมีดขีดเต็มหน้าไม้ เส้นแดงใต้ข้อมือเด็กไหลช้าลง แต่ไม่หยุด มันแตกแขนงไปยังกลีบดอกดาวเรืองที่ติดชายกระโปรง กลีบเหลืองค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหมือนกำลังถูกเผาจากข้างใน
"ยอดเท่าไร" นรินทร์ถามทันที "ผู้รับใคร ลายเซ็นไหนทำให้มันเลือกเด็ก"
ครูเมฆหยิบกาน้ำร้อนที่บิ่นมุมมาวางข้างโต๊ะ เขาไม่ตอบคำถาม แต่เปิดฝาให้ไอน้ำลอยใส่แสงหลอด "เมื่อก่อนตั๋วรถไฟแพงกว่านี้ เด็กขึ้นรถโดยไม่จ่ายก็ไม่ใช่เพราะเด็กโกง บางทีคนเก็บค่าโดยสารเก็บจากคนผิด"
"ผมไม่ได้มาฟังเรื่องรถไฟ"
"แต่รอยค้างมาจากเรื่องเดียวกัน"
รสาก้าวเข้ามาใกล้ เธอยกปลายปากกาขึ้นระดับอก มือมั่นคงกว่าตอนอยู่ที่แผงมาก "กรุณาตอบคำถามที่เกี่ยวกับการช่วยเด็กค่ะ หากท่านรู้วิธีหยุดรอยค้าง โปรดระบุยอด ผู้รับ พยาน และราคาตามเงื่อนไข"
ครูเมฆมองเธอ "ผู้ตรวจกรมตราเงาใช้คำสุภาพดี"
"ฉันใช้คำให้ชัด เพราะคนฟังมักเลือกจำเฉพาะคำที่ช่วยตัวเอง"
"งั้นจำไว้นะ รอยค้างหยุดไม่ได้"
นรินทร์กดฝ่ามือลงบนโต๊ะจนไม้ลั่น "เมื่อกี้พี่ภาคินบอกว่าครูอุดร่องได้"
"อุดร่องกับหยุดน้ำ คนละเรื่อง" ภาคินพูดจากประตู เขาไม่เข้ามาใกล้โต๊ะ มือข้างหนึ่งกำด้ามมีดสั้น อีกข้างแตะผนังอุโมงค์ที่ชื้น "ถ้าอุดผิด น้ำก็เปลี่ยนไปกัดบ้านคนอื่น"
"ดีครับ" นรินทร์หันกลับไปหาครูเมฆ "งั้นขอวิธีที่ไม่กัดเด็กคนนี้"
ครูเมฆเอื้อมลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์ หยิบตั๋วรถเก่าใบหนึ่งออกมา กระดาษขาดครึ่งตรงกลาง เหลือรอยพิมพ์สีดำเพียงคำว่า ด่านรางผี กับรอยกดลึกเป็นวงกลมตรงมุม เขาวางมันข้างข้อมือเพชร
"ลองกับตั๋วฉีก" เขาพูด
นรินทร์มองกระดาษ แล้วมองเด็ก "ครูจะให้ผมเอาของเก่ามาเสี่ยงกับคนเจ็บ"
"ครูจะให้เธอเห็นทางของรอยก่อนตัดสินใจ วัตถุชิ้นนี้เคยผ่านด่าน เคยมีผู้โดยสาร เคยมีคนเก็บค่าโดยสาร มันจำได้ว่าหนี้เดินอย่างไร"
"ตั๋วเป็นผู้รับได้หรือ"
"ไม่ได้" รสาตอบแทนครูเมฆ "วัตถุเป็นหลักฐานหรือพยานได้ ไม่ใช่ผู้รับยอด เว้นแต่มีชื่อผู้ถือสิทธิ์ผูกอยู่กับมัน"
ครูเมฆพยักหน้า "ดี เห็นไหม ครูยังไม่ต้องสอนเรื่องแรก"
"อย่าเปลี่ยนเรื่อง" รสาพูด น้ำเสียงเรียบกว่าเดิมจนฟังแข็ง "ตั๋วใบนี้ใช้ทำอะไรได้"
"แยกรอยออกจากชื่อเด็กชั่วคราว" ครูเมฆตอบ "ไม่ลบ ไม่โอน ไม่แกล้งทำเป็นไม่มี แค่บังคับมันให้เผยว่ามาจากเส้นไหน แล้วรินต้องเลือกผู้รับเอง"
นรินทร์หัวเราะออกมาคำเดียว "สุดท้ายก็ผม"
"อาจใช่ อาจไม่ใช่" ครูเมฆดันตั๋วเข้ามาอีกนิด "เห็นยอดแล้วไม่ใช่หรือ"
เขาเห็น ยอดแรงค้างแปดร้อยแปดสิบสั่นอยู่เหนือเส้นแดง แต่เมื่อขอบตั๋วแตะเลือดเด็ก ตัวเลขแยกออกเป็นสองก้อน ก้อนหนึ่งยังเกาะชื่อเพชร อีกก้อนยืดยาวกลับมาที่หน้าอกเขา มีเส้นบางจากชื่อรสาไปยังเส้นนั้นด้วย ส่วนชื่อภาคินอยู่ไกลออกไปเหมือนถูกน้ำดำปิดไว้
ผู้รับที่เสนอได้ นรินทร์ สายสิน ผู้รับที่เสนอได้ รสา วัฒนเมธา ผู้รับที่เสนอได้ ภาคิน นาคบดี ผู้กระทบ เพชร พยานที่มีอยู่ รสา วัฒนเมธา ครูเมฆ นิลพงศ์
นรินทร์หันไปทางภาคิน "พี่รับได้ไหม"
ภาคินยิ้มไม่ออก "ฮะ ๆ ถ้าพี่รับ ยอดมันไม่ได้จบที่ตัวพี่ มันจะไหลลงคลองดำ คนที่ตักน้ำใช้พรุ่งนี้จะได้ส่วนแบ่งด้วย น้ำก้อนนี้ไม่ใช่ของพี่คนเดียว"
"รสา"
"ฉันจะเป็นพยาน" เธอตอบทันที "ฉันไม่รับยอดแทนคุณ"
"ทำไม"
"เพราะฉันยินยอมเป็นพยานต่อการตัดชื่อเด็กออกจากเส้นทาง ไม่ได้ยินยอมจ่ายแทนคุณ สองอย่างนี้ต่างกันมาก กรุณาอย่าเอามารวมกัน"
คำตอบชัดจนเขาหงุดหงิด แต่เถียงไม่ได้ รสาไม่ได้พูดว่าจะช่วยทุกอย่าง เธอแค่ยืนอยู่ตรงที่เธอรับได้ เขาเองต่างหากที่เพิ่งผลักแรงจับกุมออกไปโดยคิดว่ามันต้องหายไปไหนสักแห่ง
"ถ้าผมรับเอง ราคาอะไร" เขาถามครูเมฆ
ครูเมฆมองตั๋ว ไม่มองหน้าเขา "ดุลหนี้ของเธอจ่ายด้วยความทรงจำเกี่ยวกับคนที่อยากปกป้อง ยอดเล็กไม่เอาทั้งหน้า เอาแค่ส่วนหนึ่ง"
"ส่วนไหน"
"เธออ่านจำนวนได้ ไม่ได้อ่านบาดแผล"
คำนั้นกระแทกแข็งกว่าคำด่า นรินทร์มองเพชร เด็กเริ่มกัดริมฝีปากจนซีด มือเล็ก ๆ ขยุ้มกระดาษห่อดอกไม้เหมือนมันเป็นสิ่งเดียวที่ไม่หายไป เขาไม่รู้ชื่อเด็กเมื่อสิบนาทีก่อนด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ชื่อเพชรติดอยู่ในบรรทัดของเขาแล้ว
"ถ้าผมรับ ผู้กระทบออกจากเส้นใช่ไหม"
"ถ้าพยานยืนยันว่าเด็กไม่ยินยอม และถ้าตั๋วเปิดรอยให้ครบ" ครูเมฆตอบ "แต่รอยที่พักบนตั๋วจะทิ้งดอกไว้กับชื่อเธอ เมืองอาจตามเก็บทีหลัง"
"เมืองตามผมอยู่แล้ว"
"งั้นก็อย่าทำเหมือนรู้ผลทั้งหมด"
นรินทร์หยิบตั๋วฉีกขึ้นมา ขอบกระดาษบาดนิ้วจนเลือดซึม เขาวางครึ่งซ้ายบนข้อมือเพชร ครึ่งขวาบนใบเรียกเก็บในกระเป๋าเสื้อ รสาลากเส้นขาวเป็นวงรอบโต๊ะ ครูเมฆยกชอล์กขึ้นค้างไว้เหนือวงนั้น ส่วนภาคินถอยไปยืนกั้นประตู ไม่เข้าใกล้พอจะกลายเป็นพยานโดยไม่ตั้งใจ
"พูดให้ครบ" รสาบอก
นรินทร์สูดลมหายใจ กลิ่นชอล์ก กลิ่นเลือด และกลิ่นดอกมะลิผิดที่ทำให้คอแห้ง "ยอดแปดร้อยแปดสิบ ผู้รับ นรินทร์ สายสิน ผู้กระทบเพชร ศรีแสง พยานรสา วัฒนเมธา กับครูเมฆ นิลพงศ์ ราคาให้หักจากความทรงจำของผม"
"ฉันยืนยันว่าเพชรไม่ยินยอมรับยอด" รสาพูด เส้นขาวบนพื้นสว่างขึ้น "ฉันเป็นพยาน ไม่ใช่ผู้รับ"
ครูเมฆวางชอล์กแตะโต๊ะ "พยานยืนยันว่าตั๋วฉีกเปิดรอยตามจริง ไม่ซ่อนยอด"
เส้นแดงใต้ผิวเพชรสะบัดขึ้นเหมือนเชือกโดนดึง มันไม่ยอมออกง่าย ๆ รากสีดำแตกจากข้อมือเด็ก พุ่งเข้าหาตั๋วครึ่งซ้าย แล้ววกกลับหานรินทร์เพราะตั๋วไม่มีชื่อผู้รับ เขากดฝ่ามือลงบนใบเรียกเก็บ เลือดจากนิ้วซึมลงลายเซ็นตัวเอง
ตัวเลขแปดร้อยแปดสิบกระแทกผ่านข้อมือขึ้นแขน ร้อนเหมือนลวดไฟ เขากัดฟันไม่ปล่อยมือ ข้อแรกไม่มีทางหลอก สร้างยอดไม่ได้ ทำลายยอดไม่ได้ มีแต่รับมันหรือส่งให้คนที่ระบุได้ เขาเลือกตัวเองแล้ว
รากดำละจากเพชรทีละเส้น กลีบดอกดาวเรืองกลับเหลืองอยู่ครู่เดียวก่อนเหี่ยวลงครึ่งกำ เด็กสะดุ้งหายใจแรง นรินทร์เกือบถอนมือ แต่ทันใดที่ยอดเข้าชื่อเขาครบ ภาพหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว
นนท์นั่งบนพื้นห้องครัวตอนอายุยังเล็ก ฟันหน้าหลุดหนึ่งซี่ เขาหัวเราะทั้งปากจนต้องเอามือปิด แม่บ่นว่าอย่าหัวเราะใส่ข้าว ภาพนั้นเคยมีเสียง มีเสียงหัวเราะแหลมจนเพื่อนบ้านเคาะฝา ตอนนี้เหลือแค่ปากที่อ้าอยู่ในความเงียบ
นรินทร์กะพริบตาแรง ภาพยังอยู่ แต่เสียงหายไปเกลี้ยง เขาจำได้ว่านนท์หัวเราะ ไม่จำได้แล้วว่ามันดังแบบไหน
"เสร็จหรือยัง" เขาถาม เสียงตัวเองแหบ
ครูเมฆไม่ตอบทันที เขาจับข้อมือเพชรดูชีพจร เด็กหญิงลืมตาเต็มสองข้างแล้ว มองกระป๋องเหรียญที่นิ่งสนิทบนพื้น
"ดอกไม้ผมล่ะ" เธอถาม
"ไม่กินมือแล้ว" นรินทร์ตอบ
เพชรมองกลีบดาวเรืองเหี่ยวในมือ แล้วเงยหน้ามองเขา "มันตายหรือ"
เขาไม่รู้จะตอบอะไร จึงหยิบพวงมาลัยที่หล่นใต้โต๊ะขึ้นวางข้างตัวเด็ก กลีบมะลิเริ่มแห้งตรงขอบ แต่ยังขาวอยู่
รสาเก็บปลายปากกา แสงขาวบนพื้นดับไล่จากประตูเข้ามาหาโต๊ะ "มีรอยค้างติดชื่อคุณจริง" เธอพูด "และตั๋วไม่ได้เปิดแค่รอยของคืนนี้"
ครูเมฆหยิบตั๋วฉีกทั้งสองครึ่งขึ้นมา ด้านหน้าที่เคยมีรอยพิมพ์ด่านรางผี ตอนนี้มีเส้นดำเพิ่มขึ้นหลายชั้น มันโยงจากชื่อเพชรไปยังชื่อเขา แล้ววกออกไปทางขอบกระดาษในลายที่ไม่ใช่ตราจับกุมของธเนศ
นรินทร์เพ่งดู "ลายอะไร"
รสาขยับเข้ามาใกล้จนไหล่เกือบชนเขา เธอไม่แตะตั๋ว แต่สายตากวาดตามเส้นดำเร็วมาก "ลายโยกหนี้รุ่นเก่า" เธอพูด "ตามข้อเท็จจริง มันถูกเลิกใช้ก่อนฉันเข้ากรม เพราะไม่ต้องระบุผู้รับตั้งแต่ต้น ยอดจะไหลไปหาผู้ที่อยู่ใกล้เงื่อนไขที่สุด"
"เหมือนเด็กที่แผง" นรินทร์พูด
"ใช่ค่ะ และเหมือนคุณในคืนที่รับกล่อง" รสาตอบ "ใบเรียกเก็บของคุณไม่ได้แค่ผูกชื่อ มันใช้กลไกเก่าตามหาคนจ่ายแทน"
ภาคินเดินเข้ามาจากประตูช้า ๆ เขาไม่หัวเราะแล้ว "คลองที่ขุดไว้ให้ไหลหาเหยื่อเอง" เขาพูด "คนขุดคงไม่ต้องยืนดูน้ำท่วมบ้านใคร"
นรินทร์มองครูเมฆ "ใครขุด"
ครูเมฆใช้เล็บขูดคราบเลือดแห้งที่ขอบตั๋ว เขาไม่ตอบทันที เด็ก ๆ ที่ฝึกตราด้วยฝาขวดเงียบลง คนหนึ่งคว่ำฝาน้ำปลาไว้ใต้ฝ่ามือเหมือนกลัวมันจะพูด
"ผมถามยอด ผู้รับ ลายเซ็นมาตั้งแต่เข้ามา" นรินทร์พูด "ครูตอบเรื่องค่าโดยสาร ถ้ารู้ก็พูด"
"ครูรู้บางส่วน" ชายชราตอบ "ส่วนที่เหลือ ครูเป็นคนทำให้มันหายไปจากทะเบียนเอง"
รสาหันขวับ "ท่านลบหลักฐาน"
"ครูคิดว่าทำลายแบบจะหยุดมัน" ครูเมฆพูด พลางมองเพชรที่กำพวงมาลัยไว้กับอก "คนทำงานชอบคิดว่าถ้าถอดชิ้นส่วนออก เครื่องจะเลิกเดิน"
"แล้วมันไม่เลิก" นรินทร์บอก
"ไม่เลิก"
เขายื่นตั๋วมาใกล้แสงหลอด เส้นดำบนหน้ากระดาษขยับช้า ๆ เหมือนรากกำลังหาน้ำ รสาเห็นบางอย่างก่อนนรินทร์จะทันถาม นิ้วที่ถือปากกาของเธอกำแน่นจนข้อนิ้วขาว
"ลายนี้ไม่มีในทะเบียนแล้ว" เธอพูด
ครูเมฆพลิกตั๋วฉีกให้ดูด้านหลัง ตราวงกลมซ้อนสามชั้นนั้นเป็นตราที่เขาเป็นคนออกแบบเมื่อยี่สิบปีก่อน
<!-- ข้อมูลปิดบท: คำประมาณหนึ่งพันสี่ร้อย มุมมองนรินทร์ เวลา คืนวันศุกร์ใต้ชานชาลา ฉากห้า --> <!-- เมล็ดปริศนา: ครูเมฆเคยช่วยออกแบบกลไกโยกหนี้อัตโนมัติ ผ่านตราบนตั๋วรถฉีก --> <!-- ราคาที่จ่าย: นรินทร์รับยอดแรงค้างไว้เองและสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับเสียงหัวเราะของนนท์ -->