📚 Oracle Novel Libraryอ่านนิยายบน Oracle · Hermes Inc.
A
ฟอนต์

บทที่ 3: บันไดยี่สิบเจ็ดขั้น

เมืองเวทใต้พิภพ · Arc 1 · ตอนที่ 3 / 120

รถกระบะของธเนศแล่นผ่านถนนเปียกฝนโดยไม่เปิดเพลง นรินทร์นั่งข้างคนขับ กระเป๋าส่งของกอดอยู่กับอกเหมือนมันยังเป็นเกราะได้ ทั้งที่ใบเรียกเก็บในกระเป๋าเสื้อหนักกว่ากล่องไม้สามใบหลังรถรวมกัน

กระจกมองหลังสะท้อนถนนว่าง แต่ชานชาลาเก่าจากเมื่อครู่ยังติดอยู่ตรงมุมกระจก คนเสื้อเทาสามคนหายไปแล้ว เหลือเหรียญกลมหนึ่งเหรียญกลิ้งวนอยู่บนพื้นซีเมนต์ที่ไม่มีอยู่จริง

ธเนศยื่นบัตรกระดาษแคบ ๆ ให้เขา บัตรคิวสีครีมชื้นปลายงอ มีเลขยี่สิบเจ็ดพิมพ์ด้วยหมึกดำ กลิ่นหมึกสดปนกลิ่นธูปเก่า

"เก็บไว้" ธเนศพูด "อย่าให้ใครแตะ"

นรินทร์พลิกบัตรดูทั้งหน้าและหลัง "ของแผ่นเดียว บอกผมหน่อยว่ามันเก็บยอดเท่าไร"

"มันไม่เก็บยอด" ธเนศตอบ "มันเก็บเหตุผล"

"เหตุผลอะไร"

"เหตุผลที่คุณจะลงไป"

นรินทร์หัวเราะแห้ง "ฟังเหมือนเอกสารราชการที่อยากขโมยสมองคน"

ธเนศไม่หัวเราะตาม มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยแน่น "ด่านรางผีไม่รับคนไร้ตรา คนที่ไม่มีตราจะเห็นทางลงแล้วลืมว่ามาหาอะไร บางคนเดินกลับไปทำงาน บางคนกลับบ้าน บางคนยืนอยู่หน้าประตูจนเช้าแล้วคิดว่ามารอรถเมล์"

"ผมเพิ่งลงทะเบียน" นรินทร์พูด "ชื่ออยู่ในบัญชีแล้ว ยังไร้ตราอีกเหรอ"

"ชื่อในบัญชีไม่ใช่ตราเดินทาง" ธเนศบอก "คุณเป็นหลักประกัน ไม่ได้เป็นคนของด่าน"

นรินทร์ก้มมองบัตรคิว เลขยี่สิบเจ็ดพองขึ้นเล็กน้อยใต้ปลายนิ้ว เขาเห็นเส้นดำอีกชั้นซ้อนอยู่บนหมึก เป็นยอดที่ดุลหนี้อ่านให้คนเดียวเห็น

ค่าผ่านทางหนึ่งครั้ง ผู้รับ ด่านรางผี ราคายังไม่ระบุ พยานยังไม่ระบุ

"ยอดยังไม่ระบุ" เขาพูด "แล้วคุณพาผมไปให้มันคิดทีหลัง"

"ผมพาไปถึงประตู" ธเนศตอบ "คุณเป็นคนเลือกว่าจะลงหรือไม่ลง"

โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสั่น รสาโทรมา นรินทร์กดรับแล้วเปิดลำโพง เสียงของเธอแทรกในรถเงียบกว่าฝนที่ติดอยู่ตามขอบกระจก

"ถึงแนวรางแล้วหรือยังคะ"

"อีกไกลไหม" นรินทร์ถาม

"ตามข้อเท็จจริง เหลือหนึ่งช่วงตึกค่ะ"

"ตามข้อเท็จจริง บัตรนี่กำลังคิดราคาผมอยู่ ผู้รับเป็นด่าน พยานว่าง ลายเซ็นก็ไม่มี ใครอนุญาตให้มันทำแบบนั้น"

"ด่านไม่ได้เสนอขายบริการ" รสาตอบเรียบ "มันคัดคน ผู้ที่ไม่มีตราจะถูกกันออกด้วยการลืมจุดหมาย ส่วนบัตรคิวเป็นช่องทางชั่วคราว ไม่ใช่สิทธิ์ผ่าน"

"ต่างกันตรงไหน"

"สิทธิ์ผ่านมีชื่อผู้รับผิดชอบ ช่องทางชั่วคราวมีแต่ราคา"

"พูดง่ายดีนะครับ คนจ่ายไม่ใช่คุณ"

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนรสาจะตอบว่า "ฉันไม่ได้ขอให้คุณชอบมันค่ะ ฉันขอให้คุณอย่าเขียนชื่อจริงลงบนบัตร"

นรินทร์มองหมายเลขยี่สิบเจ็ดอีกครั้ง "ถ้าผมเขียนแล้ว"

"ด่านจะจำคุณได้" รสาพูด "และการที่สถานที่จำชื่อจริงได้ มักแพงกว่าการให้คนจำ"

รถเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบหลังร้านขายอะไหล่ ประตูเหล็กม้วนของร้านปิดสนิท ป้ายชื่อร้านซีดจนเหลือแต่คำว่า รับซ่อม เศษรางรถไฟฝังเฉียงอยู่ใต้แอ่งน้ำ ไม่มีสถานี ไม่มีป้ายทางลง มีเพียงตู้โทรศัพท์เก่าที่ถูกทาสีดำจนมองไม่เห็นช่องหยอดเหรียญ

ธเนศจอดรถ ดับเครื่อง แล้วหยิบซองผ้าสีเทาออกจากช่องเก็บของ เขาส่งให้นรินทร์ ข้างในมีชอล์กขาวแท่งสั้นกับผ้าพันแผลหนึ่งม้วน

"เอาไปทำไม" นรินทร์ถาม

"เผื่อจำเป็น" ธเนศตอบ

"คำตอบนี้ใช้กับทุกอย่างได้เลยนะ"

"ของที่ด่านเอาไปจากคน มักไม่คืนเป็นชิ้นเดิม"

นรินทร์เปิดประตูรถ ความชื้นข้างนอกกัดเข้ามาใต้คอเสื้อ กลิ่นน้ำมันรถไฟเก่าลอยจากพื้นปูนทั้งที่รางตรงหน้ามีเพียงเศษเหล็กสนิม กลิ่นนั้นปนกับธูปชื้นจนคอขม เขาเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ บัตรคิวในมืออุ่นขึ้น

เลขยี่สิบเจ็ดละลายเป็นเส้นหมึก แล้วคำว่า คลองดำ ปรากฏใต้หมายเลข

เขาอ่านออกเสียง "คลองดำ"

คำบนบัตรจางหายทันที

นรินทร์ยืนนิ่ง เขาจำได้ว่าตนกำลังจะไปที่ไหน แต่พอพยายามนึกเหตุผล ภาพในหัวกลับเหลือแค่ลมเย็นจากคลองและเงาเรือหางยาว เขาจำไม่ได้ว่าต้องเจอใคร ต้องถามอะไร มือที่กำบัตรคิวค่อย ๆ คลายเอง

"คุณนรินทร์" รสาเรียกจากลำโพง "ตอบฉันค่ะ"

"ผม..." เขาหันมองรถกระบะ "ผมมาทำอะไรที่นี่"

ธเนศก้าวลงจากรถเร็วกว่าเดิม เขาคว้าข้อมือนรินทร์ไว้ก่อนที่เขาจะหันกลับไปทางปากซอย มือของธเนศโดนขอบเหล็กของตู้โทรศัพท์ที่ไม่มีใครเห็น รอยแดงยาวขึ้นบนฝ่ามือทันที

"อย่าเดิน" ธเนศพูด

"ปล่อย" นรินทร์สะบัดแขน "ผมจะกลับบ้าน"

"คุณไม่ควรกลับบ้าน" รสาพูด น้ำเสียงยังเรียบ แต่เร็วขึ้น "คุณต้องไปคลองดำเพื่อขอภาคินเป็นพยานให้ยอดของคุณคงที่"

ชื่อภาคินกระแทกเข้ามาในหัวเหมือนฝาปิดกระป๋อง รอยจำกลับมาทีละชิ้น ภาคินที่โทรเตือนเขา ภาคินที่อาจรับหนี้แทนหากเขาทิ้งกล่อง ภาคินที่สอนเขาขี่มอเตอร์ไซค์ตอนยังไม่มีเงินค่าน้ำมัน

นรินทร์หันกลับมามองบัตรคิว "มันกินคำว่า คลองดำไปแล้ว"

"ยังไม่ได้กิน" รสาบอก "มันกำลังขอราคาสำหรับเก็บจุดหมายของคุณไว้"

"ยอดเท่าไร"

"ฉันอ่านยอดของด่านไม่ได้ค่ะ"

"ผู้รับ"

"ด่านรางผี ตามที่คุณเห็น"

"พยาน"

"ต้องเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นและยอมรับว่าคุณเลือกเอง"

นรินทร์มองธเนศ ฝ่ามืออีกฝ่ายมีเลือดซึมเป็นเส้น ธเนศใช้ผ้าพันแผลรัดไว้ลวก ๆ โดยไม่บ่น

"คุณเป็นพยานให้ผมได้ไหม" นรินทร์ถาม

"ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจบัญชี" ธเนศตอบ "ถ้าผมเป็นพยาน ผมต้องบันทึกทุกอย่าง"

"ก็บันทึก"

"คุณจะไม่ชอบสิ่งที่ถูกบันทึก"

"ผมไม่ชอบตั้งแต่เห็นชื่อผมบนใบเรียกเก็บแล้ว"

รสาพูดผ่านลำโพง "ธเนศเป็นพยานได้ แต่เขาห้ามรับราคาแทนคุณ กรมตราเงาไม่มีสิทธิ์โยกต้นทุนของด่านมาไว้กับเจ้าหน้าที่โดยไม่มีคำสั่ง"

"ผมก็ไม่ได้ขอให้เขารับ" นรินทร์ตอบ "ผมถามว่าเขาเห็นหรือเปล่า"

ธเนศมองหน้าเขาอยู่นาน ก่อนพยักหน้าครั้งเดียว "ผมเห็น"

นรินทร์โทรหาภาคิน เสียงสัญญาณดังอยู่สามครั้ง ปลายสายรับพร้อมเสียงน้ำกระทบกราบเรือและคนตะโกนกันห่าง ๆ

"น้องริน" ภาคินพูด "น้ำไหลพาเอ็งมาถึงไหนแล้ว"

"หน้าด่านรางผี" นรินทร์ตอบ "ผมต้องผ่านไปคลองดำ แต่ด่านจะเอาเหตุผลที่ผมมาที่นี่"

ภาคินเงียบไปชั่วครู่ "บัตรคิวอยู่ในมือไหม"

"อยู่"

"อย่าเขียนชื่อบนมัน แล้วอย่าให้มันรู้ว่าเอ็งกลัวอะไร"

"พี่พูดเหมือนเคยผ่าน"

"ทุกคนคลองดำเคยผ่านน้ำที่อยากไหลย้อนทั้งนั้น" ภาคินถอนหายใจ "ฟังพี่นะ น้ำที่ไม่มีทางออกจะกัดตลิ่งก่อน มันไม่ต้องเกลียดเรา มันแค่หาที่ลง"

"พี่เป็นพยานให้ผมผ่านสายได้ไหม"

"ไม่ได้" ภาคินตอบทันที "พยานต้องเห็นราคาตอนมันถูกจ่าย ถ้าพี่รับปากจากปลายสาย แล้วด่านเอาอะไรไปจากเอ็ง พี่จะได้แต่ยินเสียงน้ำ ไม่ได้เห็นคนจมน้ำ"

"งั้นผมต้องจ่ายเอง"

"เอ็งเลือกเอง" ภาคินพูดเบาลง "อย่าโยกมันให้คนที่ยืนข้างเอ็ง แค่นั้นพอ"

นรินทร์ตัดสาย เขาไม่ชอบคำเตือนที่ฟังเหมือนไม่ใช่คำสั่ง เพราะมันบังคับให้เขาตัดสินใจเองทุกครั้ง

บัตรคิวสั่นในมือ ตัวเลขสีดำลอยออกจากกระดาษ คราวนี้ดุลหนี้อ่านได้ชัด

ค่าผ่านทาง หนึ่งเศษความทรงจำของผู้ที่เจ้าของชื่อปกป้อง ผู้รับ ด่านรางผี พยาน ธเนศ จารนคร ราคาแฝงไม่ระบุ

นรินทร์กลืนน้ำลาย ภาพนนท์ลอยขึ้นมา เด็กคนนั้นยืนมัดด้ายเจ็ดสีที่กระเป๋าเขาเมื่อหลายเดือนก่อน พูดอะไรบางอย่างใต้เสียงฝน เขาจำใบหน้าได้ จำมือได้ แต่คำพูดกลับเลือนเหมือนหมึกโดนน้ำ

"ผมจะใช้ดุลหนี้" เขาบอกทั้งสองคน "ฟังให้ครบก่อน"

รสาไม่ตอบ ธเนศขยับมายืนข้างเขา ฝ่ามือพันผ้าสีขาวมีเลือดซึมออกตรงขอบ

"หนึ่ง ผมสร้างยอดหรือทำลายยอดไม่ได้ ต้องมีผู้รับระบุได้" นรินทร์ชี้บัตรคิว "ผู้รับคือด่านรางผี"

เขาหยุดหายใจแล้วพูดต่อ "สอง ถ้าผมโอนโดยคนรับไม่ยินยอม รอยค้างจะติดชื่อผม แล้วเมืองมีสิทธิ์ทวงคืน ผมไม่โยกให้ธเนศ ไม่โยกให้พี่คิน"

"สาม ถ้ายอดเกินกำลัง ผมต้องแบ่งผ่านพยานหรือรับเอง และถ้ารับเอง มันกัดความทรงจำเกี่ยวกับคนที่ผมปกป้อง" ปลายนิ้วเขาชาเมื่อแตะหมึกดำ "ธเนศเป็นพยาน ไม่ใช่ผู้รับ"

นรินทร์เงยหน้ามองตู้โทรศัพท์ดำสนิท "สี่ ผมอ่านจำนวนราคาได้ แต่ผมไม่รู้ผลทางอารมณ์ทั้งหมด ผมอาจคำนวณถูก แล้วพังเรื่องอื่นอยู่ดี"

รสาพูดช้า ๆ "ตามข้อเท็จจริง คุณอธิบายข้อจำกัดครบแล้วค่ะ คุณยังถอนตัวได้"

"ถ้าถอน ผมลืมคลองดำ แล้วกลับไปปล่อยยอดสามหมื่นเดินตามบ้านผม" นรินทร์ตอบ "ไม่เห็นมันเป็นทางเลือก"

"คำว่าราคาแฝงไม่ระบุยังอยู่" รสาท้วง

"ใช่" เขาพูด "ผมก็ยังอยู่"

ธเนศยื่นมือที่ไม่เจ็บมาข้างหน้า "ผม ธเนศ จารนคร เป็นพยานว่าคุณเลือกจ่ายค่าผ่านด้วยตัวเอง โดยไม่มีการบังคับจากผม"

หมึกบนบัตรคิวไหลมารัดข้อมือธเนศเส้นหนึ่ง เขาขมวดคิ้ว รอยเลือดใต้ผ้าพันแผลซึมเพิ่มจนแดงทั้งผืน นรินทร์เกือบดึงบัตรกลับ แต่ธเนศส่ายหน้า

"อย่าดึง" ธเนศพูด "มันกำลังรับพยาน"

นรินทร์วางนิ้วโป้งลงบนหมายเลขยี่สิบเจ็ด "ผมรับเอง"

ตู้โทรศัพท์ส่งเสียงกริ่งหนึ่งครั้ง ประตูที่ควรปิดทึบแยกออกเป็นรอยแคบ มองเห็นบันไดปูนลงไปข้างล่าง กลิ่นน้ำมันรถไฟเก่าพุ่งขึ้นมาพร้อมธูปชื้นจนแสบจมูก

มีอะไรบางอย่างหลุดออกจากหัวเขา ไม่ใช่ใบหน้านนท์ ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นประโยคสุดท้ายที่น้องเคยพูดกับเขา นรินทร์จำได้ว่าคืนนั้นนนท์ยืนอยู่ใต้กันสาด จำได้ว่าด้ายเจ็ดสีอยู่ในมือ จำได้ว่าตัวเองหงุดหงิดเพราะรีบไปรับงาน แต่คำพูดของนนท์หายไปแล้ว เหลือช่องว่างหนักกว่าประโยคใด

เลขยี่สิบเจ็ดกลับมาอยู่บนบัตรคิว รอยหมึกดำหนึ่งเส้นฝังรอบข้อมือนรินทร์เหมือนรอยด้ายรัดแน่น

"บันทึกไว้" รสาพูดจากโทรศัพท์ "ก่อนที่ความว่างจะขยาย"

"บันทึกอะไร" นรินทร์ถาม

"สิ่งที่หายไป"

"ผมจำไม่ได้ว่ามันคืออะไร"

รสาเงียบไป ไม่ใช่ความเมตตา ไม่ใช่คำขอโทษ มีเพียงลมหายใจสั้น ๆ ที่เธอปล่อยผ่านลำโพง

ธเนศพับผ้าพันแผลเพิ่มอีกชั้น "ลงไปเถอะ ก่อนด่านเปลี่ยนใจ"

บันไดแคบกว่าที่มองจากปากประตู ผนังสองข้างทำจากกระเบื้องเก่าร้าวเป็นเส้น มีคราบดำเหมือนเขม่าติดตามแนวราวเหล็ก ทุกเจ็ดขั้นจะมีหมุดทองเหลืองกลมฝังอยู่ที่ผนัง หมุดแต่ละอันเป็นรูปเสาสูงเรียว ไม่เหมือนเครื่องหมายกรมตราเงาและไม่เหมือนตราสามวงบนกล่องพัสดุ

นรินทร์นับในใจ หนึ่ง สอง สาม เขาไม่กล้าพูดออกมา เพราะประกาศจากข้างล่างเริ่มทำหน้าที่แทนเสียงของเขา

"นรินทร์ สายสิน โปรดรับบัตรคิวหมายเลขยี่สิบเจ็ดที่ชานชาลา"

เสียงผู้หญิงจากลำโพงสถานีเรียบเกินมนุษย์ พอประกาศจบ หลอดไฟเหนือบันไดกระพริบหนึ่งครั้ง แล้วชื่อของเขาปรากฏบนหมุดทองเหลืองทุกอัน

"อย่าเรียกชื่อผม" นรินทร์เงยหน้าพูดกับลำโพง

"มันไม่ได้เรียก" ธเนศตอบจากข้างหลัง "มันประกาศว่าคุณมาถึงแล้ว"

"ต่างกันตรงไหน"

"คนที่ถูกเรียก ยังเลือกไม่ไปได้ คนที่ถูกประกาศถึงแล้ว มักอยู่ในทะเบียน"

นรินทร์กำบัตรคิวแน่นกว่าเดิม เขาเดินลงต่อจนถึงขั้นที่ยี่สิบเจ็ด ราวเหล็กด้านขวาสะท้อนแสงไฟสีเหลืองหม่น มีด้ายเจ็ดสีเส้นหนึ่งพันติดอยู่ตรงรอยเชื่อมของราว ปลายด้ายขาดรุ่ยและเปื้อนเขม่าดำ

เขาหยุดทันที

ด้ายแดง เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง ขาว ถักเป็นปมเล็ก ๆ แบบเดียวกับปมที่นนท์ชอบทำบนสายกระเป๋า น้องเขาบอกว่ามันช่วยไม่ให้ของหาย แล้วหัวเราะเวลานรินทร์บอกว่าเชือกเส้นเดียวกันของหายไม่ได้หรอก

"ธเนศ" นรินทร์เรียก "อย่าแตะ"

ธเนศหยุดอยู่สองขั้นเหนือกว่า "อะไร"

นรินทร์ไม่ตอบ เขาใช้ปลายนิ้วเขี่ยด้ายออกจากรอยเชื่อมอย่างระวัง ดุลหนี้ไม่เห็นยอดเงินบนมัน เห็นเพียงรอยค้างสีเทาไหลจากปมด้ายไปตามราว ลงลึกผ่านผนังกระเบื้อง เหมือนเส้นทางนั้นไม่จบที่ชานชาลา แต่ลงต่อไปใต้เมือง

รอยผ่าน คนมีชื่อในบัญชี รอยค้างผูกกับเสาหลักเจ็ดต้น

อักษรสองบรรทัดลอยแล้วดับเร็วเกินอ่านชื่อเจ้าของทัน นรินทร์กำด้ายไว้ในมือ เล็บกดจนเขม่าดำติดผิว

"ของนนท์" เขาพูด

รสาได้ยินจากลำโพง "คุณแน่ใจหรือคะ"

"ผมจำปมนี้ได้" นรินทร์ตอบ "เขามัดให้กระเป๋าผมทุกเส้น แล้วบอกว่าเลขเจ็ดไม่ใช่เลขนำโชค มันเป็นเลขที่ทำให้ทางไม่ลืมเรา"

ประโยคท้ายหลุดออกมาเอง เขาไม่รู้ว่าเคยได้ยินเมื่อไร หรือมันคือคำที่เพิ่งถูกด่านขโมยไปแล้วคืนมาเป็นเศษ

ธเนศก้มดูหมุดทองเหลืองทั้งเจ็ดที่ทอดขึ้นไปตามผนัง "ร่องรอยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่านนท์อยู่คลองดำ"

"แต่มันพิสูจน์ว่าเขาผ่านด่าน" นรินทร์สวน

"มันพิสูจน์ว่าใครคนหนึ่งใช้ด้ายของเขาผ่านด่าน" รสาพูด "กรุณาแยกหลักฐานออกจากข้อสรุปค่ะ"

นรินทร์หันกลับไปมองปากบันได ประตูตู้โทรศัพท์ปิดลงแล้ว ด้านบนกลายเป็นผนังทึบ ไม่มีรถกระบะ ไม่มีซอย ไม่มีแม้แต่เงาฝน เขายกมือกำด้ายเจ็ดสี รอยหมึกที่ข้อมือรัดแน่นขึ้นหนึ่งจังหวะ

"ผมแยกอยู่" เขาพูด "ผมแค่ไม่ปล่อยให้มันหาย"

ด้านล่างมีเสียงล้อเหล็กบดรางดังขึ้นช้า ๆ ก่อนกลิ่นน้ำมันรถไฟจะหนักจนกลบธูปชื้นทั้งหมด ธเนศยืนข้างเขาแล้วหยิบผ้าพันแผลส่วนที่เหลือมาพันมือของตัวเองแน่นขึ้น เลือดยังซึมผ่านผ้าสีขาวเป็นจุดเล็ก ๆ

ชานชาลาอยู่ตรงหน้า ยาวและมืด ป้ายสถานีไม่มีชื่อ มีเพียงบัตรคิวหมายเลขยี่สิบเจ็ดแขวนอยู่เหนือราง หลอดไฟบนเพดานติดทีละดวงตามเสียงรถไฟที่ใกล้เข้ามา

"นี่รถไปคลองดำไหม" นรินทร์ถาม

ธเนศมองรางที่สั่น "ถ้ามันจอด คุณค่อยถาม"

รถไฟขบวนสั้นแล่นเข้ามาโดยไม่มีคนขับ กระจกหน้ามืดสนิท ประตูทุกบานปิดอยู่จนมันเทียบชานชาลาพอดี

ประตูบานกลางเปิดออก และศพผู้ส่งพัสดุในเสื้อกันฝนของไรเดอร์ก็ล้มคว่ำลงมาที่ปลายรองเท้าเขา

<!-- ## Cross-references --> <!-- meta {"words": 1540, "pov": "นรินทร์", "time_marker": "คืนวันศุกร์ หลังเที่ยงคืน", "scenes": [4]} --> <!-- hook seven-pillars-hidden-function: ร่องรอยรูปธรรมของเสาหลักเจ็ดต้นผ่านหมุดบนบันไดและด้ายเจ็ดสี -->