บทที่ 5: ค่าโดยสารหนึ่งชื่อ
ชานชาลาด่านรางผีอยู่ต่ำกว่าถนนจนเสียงรถข้างบนเหลือเพียงแรงสั่นในฝ้าเพดานปูน ธเนศส่งนรินทร์มาถึงบันไดขั้นสุดท้ายแล้วหยุดอยู่ใต้หลอดไฟสีขาวซีด เสื้อดำของผู้ตรวจบัญชีแห้งสนิทราวกับฝนทั้งเมืองเลือกไม่แตะต้องเขา ด้านหน้าเป็นรางเหล็กสองเส้นพุ่งเข้าอุโมงค์มืด ป้ายสถานีไม่มีชื่อ มีเพียงเหรียญทองแดงฝังอยู่กลางแผ่นไม้เก่าแทนแผนที่
"ผมส่งคุณได้แค่นี้" ธเนศบอก "พ้นเส้นเหลืองเป็นเขตของราง ถ้าจะลงไป คุณจ่ายค่าโดยสารเอง"
นรินทร์มองเหรียญในกระเป๋ากางเกง แล้วมองชายแก่ตรงโต๊ะตรวจตั๋วอีกฝั่ง ชายคนนั้นสวมเสื้อเครื่องแบบสีเทา หมวกปีกสั้นปิดตา มือข้างหนึ่งพลิกบัตรโดยสารกระดาษทีละใบ มืออีกข้างวางอยู่บนกล่องไม้เล็กที่มีช่องหยอดเหรียญ
ผู้หญิงคนหนึ่งวางเหรียญลงในกล่อง นายตรวจเงาเลื่อนเหรียญกลับไปให้เธอ เขาแตะปลายปากกาที่บัตรของเธอ แล้วพูดชื่อเธอออกมาเบาราวกับตรวจตัวสะกด ผู้หญิงคนนั้นหน้าซีด แต่ก็ก้มตอบชื่อจริงของตัวเอง บัตรกระดาษจึงขึ้นรอยตราสีดำ และประตูเหล็กก็ดังครืดเปิดให้
เหรียญใช้ไม่ได้ ชื่อใช้ได้
ใบเรียกเก็บในกระเป๋าเสื้อนรินทร์อุ่นขึ้นจนเหมือนมีถ่านแดงวางอยู่ข้างหัวใจ เขาดึงมันออกมาเพียงนิดเดียว ตัวอักษรสีทองใต้รอยพับไหลเปลี่ยนบรรทัดเอง
ใบเรียกเก็บเริ่มทำงาน
"มันเริ่มแล้วใช่ไหม" ธเนศถาม
"ถ้าผมตอบว่าไม่ พี่จะปล่อยผมผ่านไหม"
"ไม่"
"งั้นก็เริ่มแล้วครับ"
ธเนศมองกระดาษแผ่นนั้นโดยไม่พยายามแย่ง "รถจะมาในสองนาที อย่าให้ชื่อจริงออกจากปากถ้าคุณยังไม่พร้อมรับผล"
คำเตือนฟังเหมือนประโยคธรรมดา แต่หนักกว่ากระเป๋าส่งของทั้งใบ นรินทร์กำขอบกระดาษจนรอยพับบาดนิ้ว เขาไม่รู้ว่าธเนศช่วยหรือแค่ไม่อยากเห็นยอดพังต่อหน้า ข้างหลัง เสียงลมลอดอุโมงค์ดังเหมือนขบวนรถกำลังหายใจเข้าลึก ๆ
นายตรวจเงาเงยหน้ามองเขา "ค่าโดยสาร"
นรินทร์หยิบเหรียญห้าบาทวางลงบนโต๊ะไม้
ชายแก่ไม่แตะมัน "ชื่อ"
"เหรียญแท้ครับ"
"ชื่อแท้"
"ของผมมีแค่อันเดียว จะซื้ออะไรให้มันแพงขนาดนั้น"
นายตรวจเงาเอียงศีรษะเล็กน้อย "ด่านนี้ไม่รับเงินจากคนที่มีชื่ออยู่ในบัญชี"
"แล้วรับอะไร"
"สิทธิ์เรียกชื่อ เมื่อขบวนถึงปลายทาง"
นรินทร์หัวเราะออกมาครั้งหนึ่ง ไม่มีความขำอยู่ในนั้น "พูดให้ชัดหน่อยครับ คุณจะเก็บยอดเท่าไหร่ ผู้รับเป็นใคร แล้วลายเซ็นใครอยู่ท้ายบัตร"
ปลายปากกาของนายตรวจเงาหยุดเหนือบัตร เขาเงียบไปชั่วลมหายใจ ก่อนเลื่อนกล่องไม้เข้ามาใกล้ นรินทร์เห็นแผ่นทองเหลืองบางเท่ากระดาษวางซ้อนกันอยู่ในช่องข้างใน แต่ละแผ่นมีรูตอกคนละตำแหน่ง บางรูดำสนิทเหมือนถูกเผา
"ยอดหนึ่งชื่อ" นายตรวจเงาตอบ "ผู้รับคือสถานี ผู้เรียกเก็บคือราง ผู้จ่ายคือคนที่ข้าม"
"พยานล่ะ"
"ไม่มี"
"งั้นมันไม่ใช่สัญญา มันคือปล้นกลางสถานี"
โทรศัพท์ดำข้างโต๊ะตรวจตั๋วดังขึ้นหนึ่งครั้ง นายตรวจเงารับสาย แต่ไม่ได้ยกหูขึ้น เสียงรสาดังออกจากกรวยทองเหลืองข้างกล่องไม้ ชัดเกินกว่าจะเป็นเพียงสายไกล
"กรุณาอย่าใช้ถ้อยคำที่ทำให้คุณเสียเปรียบค่ะ" เธอว่า "ตามข้อเท็จจริง ด่านรางผีมีสิทธิ์เก็บค่าโดยสารจากผู้ใช้ตรา แต่ไม่มีสิทธิ์ถือชื่อจริงของคุณเกินระยะทางที่กำหนด"
นรินทร์ก้มมองกรวยโทรศัพท์ "คุณอยู่ไหน"
"ในหอทะเบียนเงา"
"แล้วฟังผมอยู่ได้ยังไง"
"เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับค่าโดยสาร"
"เรื่องที่ไม่เกี่ยวมักแพงกว่าเรื่องที่เกี่ยวทุกที"
รสาไม่ตอบคำประชดนั้น เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเดิม "คุณขอให้ผู้ตรวจระบุเงื่อนไขเพิ่มได้ ขอให้เขาเปิดบัตรก่อน"
นายตรวจเงาดึงแผ่นทองเหลืองบนสุดออกมา นรินทร์เห็นตัวอักษรสีหมึกซึมจางอยู่ใต้รอยตอก ชื่อที่เขาไม่ควรเห็นทำให้ลมหายใจสะดุด
นที
ชื่อปลอมของนนท์
ตอนเด็ก นนท์ใช้ชื่อนี้เขียนลงหลังสมุดการบ้านทุกครั้งที่โดดเรียนไปนั่งตกปลาหลังตลาด เขาบอกว่าเป็นชื่อของคนที่ไม่มีพี่ชายคอยตามกลับบ้าน นรินทร์เคยหัวเราะใส่ แล้วฉีกกระดาษทิ้งต่อหน้าเขา ตอนนี้ชื่อนั้นนอนอยู่บนแผ่นทองเหลืองของสถานีที่ไม่มีอยู่บนแผนที่
รอยตอกบนแผ่นนั้นมีเจ็ดรู ห้ารูอยู่ด้านเข้า สองรูอยู่ด้านออก ไม่มีรอยไหนใหม่เกินสามเดือน แต่รูสุดท้ายยังมีฝุ่นสีแดงติดขอบเหมือนเพิ่งผ่านเสาไฟในคืนฝนตก
"เอามาจากไหน" นรินทร์ถาม
นายตรวจเงาไม่ปล่อยแผ่นทองเหลือง "หลักฐานค่าโดยสารไม่ใช่ของผู้โดยสาร"
"ชื่อนี้ใช้ผ่านกี่ครั้ง"
"คำถามนั้นมีราคา"
"ทุกคำถามของที่นี่มีราคา แล้วคำตอบเคยมีไหม"
เสียงประตูเหล็กท้ายชานชาลาเปิดออก ขบวนรถแล่นมาโดยไร้ไฟหน้า เสียงล้อเหล็กครูดรางยาวจนฟันนรินทร์สั่น ตู้โดยสารสีครีมซีดหยุดตรงเส้นเหลือง ประตูบานหนึ่งเลื่อนเปิด ภาคินยืนอยู่ข้างใน มือหนึ่งจับราวเหนือศีรษะ อีกมือถือถุงกระดาษยับ ๆ ที่ควันอุ่นลอยออกมา
"พี่นึกว่าเอ็งจะมาถึงตอนรางขึ้นสนิม" เขายิ้มบาง ๆ "ขึ้นมาเถอะน้อง น้ำขังอยู่ข้างล่างนาน ๆ มันก็เริ่มคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของฟ้า"
นรินทร์มองธเนศก่อน "พี่คินมาได้ยังไง"
"พี่รับของเข้าคลองทุกคืน" ภาคินตอบแทนธเนศ "คืนนี้ของที่มาส่งดันเป็นคนมีชื่อ แปลกดี"
"ผมยังไม่ขึ้น ถ้าต้องขายชื่อ"
ภาคินยกถุงกระดาษขึ้นให้ดู "พี่ยังมีลูกอมมะขามเหลืออยู่สองเม็ด แต่ไม่มีชื่อสำรองให้นะ"
คำพูดนั้นฟังเบา ทว่าแววตาเขาไม่เบาเลย ภาคินมองแผ่นทองเหลืองในมือนายตรวจเงา เห็นชื่อที่เขียนบนนั้นหรือไม่ นรินทร์ไม่แน่ใจ เขาไม่ถาม เพราะหากภาคินยังไม่รู้ การเอ่ยชื่อนนท์ตรงนี้อาจเป็นการโยนมันเข้าบัญชีอีกครั้ง
รสาพูดจากกรวยโทรศัพท์ "นายตรวจคะ โปรดบันทึกว่ามีข้อพิพาทเรื่องตัวผู้ใช้ชื่อปลอมอยู่บนบัตรใบนี้"
"บันทึกแล้ว" ชายแก่ตอบ
"และกรุณาระบุว่าผู้โดยสารนรินทร์ สายสิน ไม่ยินยอมชำระด้วยชื่อจริง"
นายตรวจเงาช้อนตาขึ้นมองนรินทร์ "ไม่ยินยอมรับทราบ แต่รถไม่รอคำปฏิเสธ"
นรินทร์มองขบวนรถที่สั่นอยู่ตรงหน้า แล้วมองแผ่นทองเหลืองที่มีรอยนนท์อยู่บนมัน เขาอยากกระชากมันมา อยากถามนายตรวจว่าคนที่ใช้ชื่อนี้ลงไปไหน ไปกับใคร และกลับขึ้นมากี่ครั้ง แต่คำตอบที่ได้จากที่นี่คงพาไปสู่ยอดใหม่อีกก้อน
ดุลหนี้ทำให้เขาเห็นยอดก่อนเห็นทางออกเสมอ และมันมีข้อจำกัดอยู่สี่ข้อเหมือนลวดหนามสี่เส้นกั้นอยู่หน้าทุกการตัดสินใจ เขาสร้างยอดขึ้นเองไม่ได้ และลบยอดที่มีอยู่ไม่ได้ ต้องมีผู้รับที่ระบุได้เท่านั้น เขาโยนค่าโดยสารไปใส่คนอื่นโดยคนคนนั้นไม่ยอมไม่ได้ เพราะรอยค้างจะติดชื่อเขา แล้วเมืองจะทวงคืนในวันที่เขาเผลอ ยอดที่เกินแรงต้องแบ่งผ่านพยานหรือรับไว้เอง และการรับเองจะกัดความทรงจำเกี่ยวกับคนที่เขาอยากปกป้องที่สุด ที่แย่คือเขาอ่านจำนวนได้ แต่ไม่เคยอ่านได้ว่าความสูญเสียชิ้นไหนจะกลายเป็นหลุมในใจหลังจ่ายเสร็จ
เขาไม่ยอมเอาค่าโดยสารไปวางบนภาคิน ไม่ยอมเอาไปใส่ผู้หญิงที่เพิ่งจ่ายชื่อข้างหน้า และไม่คิดจะใช้รสาเป็นถังรองรับเพียงเพราะเธอพูดผ่านโทรศัพท์ได้
"ผมมีข้อเสนอ" นรินทร์ว่า
นายตรวจเงามองนาฬิกาที่ไม่มีเข็ม "รถออกแล้ว"
"ยอดหนึ่งชื่อ ผมรับไว้เป็นยอดค้างบนชื่อตัวเอง ผู้รับระบุชัดคือผม ไม่โยนให้ใคร"
"คุณรับยอดอยู่แล้ว"
"ไม่เหมือนกัน ของเดิมเป็นยอดค้ำของเมือง ของนี้เป็นค่าโดยสารของด่าน แยกบรรทัดให้ชัด อย่าเอาตัวเลขมาปนแล้วบอกว่าผมเซ็นรับหมด"
ความเงียบตกลงบนชานชาลา แม้ล้อรถยังครูดรางอยู่ รสาเป็นคนตอบก่อน
"ข้อเสนอทำได้ หากมีพยานสามฝ่าย และราคาไม่ทำให้ยอดใหม่ใหญ่กว่ายอดเดิม" เธอว่า "ฉันเป็นพยานฝ่ายทะเบียน แต่ฉันไม่รับยอดแทนคุณ"
"พี่เป็นพยานฝ่ายคลอง" ภาคินพูดจากประตูรถ "น้ำจะพาคำพูดไปถึงคลองดำเอง แต่จำไว้นะน้อง เรือที่รับน้ำหนักเกินไม่ได้จมคนเดียว มันดึงคนที่เกาะขอบลงไปด้วย"
นายตรวจเงาจ้องนรินทร์อยู่นาน แล้วแตะปลายปากกาลงบนโต๊ะ "ผมเป็นพยานฝ่ายราง ราคา"
นรินทร์มองถุงลูกอมในมือภาคิน กลิ่นมะขามเปรี้ยวหวานลอยปนกลิ่นเหล็กเก่า เขานึกถึงนนท์วัยสิบขวบ แกะกระดาษลูกอมเป็นริ้วยาวแล้วเอาไปพันนิ้วแม่ เพราะบอกว่าแผลเล็ก ๆ ก็ต้องมีผ้าพัน เขานึกถึงความอุ่นของห้องครัวและเสียงน้องชายหัวเราะตอนเขาด่าว่ามันกินหวานเกินไป
เลือกความทรงจำชิ้นนั้นหรือเลือกชื่อจริง เขาไม่ต้องใช้เวลาคิดนานนัก เพราะทางเลือกที่ดีไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้น
"ราคาเป็นความจำหนึ่งชิ้นเกี่ยวกับนนท์" เขาพูด "รสลูกอมมะขามที่มันเคยยัดใส่มือผม ผู้รับยอดคือผม พยานคือคุณรสา พี่คิน และนายตรวจ ค่าโดยสารหนึ่งเที่ยว ไม่ต่อดอกก่อนถึงคลองดำ"
รสาเงียบไปหนึ่งจังหวะ "คุณแน่ใจหรือคะ"
"ผมเห็นยอด ไม่ได้เห็นว่าพอจ่ายแล้วจะเหลืออะไรอยู่ในหัว นั่นแหละข้อเสียของมัน"
"ตามข้อเท็จจริง คุณยังถอนคำได้"
"รถไม่รอครับ"
ภาคินโยนลูกอมเม็ดหนึ่งมาให้ นรินทร์รับไว้ทันก่อนมันตกลงบนราง "อมไว้ก่อน อย่าเพิ่งกลืน พี่ไม่อยากเห็นเอ็งจ่ายหมดตั้งแต่ก้าวแรก"
นายตรวจเงาพลิกบัตรโดยสารด้านหลัง เขียนชื่อของนรินทร์ลงไปด้วยหมึกดำ แล้ววางนิ้วลงบนบรรทัดราคา รสาเริ่มอ่านถ้อยคำยืนยันจากกรวยโทรศัพท์ทีละคำ ภาคินพูดชื่อคลองดำเป็นพยาน เสียงของเขาดังผ่านประตูตู้โดยสารและกลืนไปกับเสียงน้ำที่นรินทร์ไม่ได้เห็น
นรินทร์กัดปลายนิ้วให้หมึกดำแตะเลือดเพียงหยดเดียว ก่อนกดลงข้างชื่อ เขาไม่ได้สร้างค่าโดยสารขึ้นใหม่ ไม่ได้ลบมัน และไม่ได้โอนไปให้คนที่ไม่เลือกจ่าย เขาเพียงยอมให้ยอดนั้นพักอยู่บนชื่อของตัวเอง พร้อมราคาที่ระบุชัดกว่าคำขู่ของสถานี
หมึกบนบัตรไหลเข้าเส้นลายมือเหมือนมดดำหลายร้อยตัว ความเจ็บแล่นจากปลายนิ้วขึ้นข้อศอก แล้วหายไปพร้อมช่องว่างเล็ก ๆ ในหัว ช่องว่างนั้นไม่เจ็บ แต่น่ากลัวกว่าเจ็บ เพราะมันอยู่ตรงที่ควรมีเสียงหัวเราะของนนท์
นรินทร์พยายามนึกถึงเสียงนั้น เขานึกได้แค่ปากของนนท์อ้าออก เห็นฟันหน้าที่เคยบิ่น เห็นไหล่ที่สั่น แต่ไม่มีเสียงอะไรตามมาเลย ราวกับโลกตัดเสียงจากภาพเก่าออกไปแล้ว
"ขึ้นรถ" นายตรวจเงาว่า
แผ่นทองเหลืองชื่อ นที หลุดจากนิ้วชายแก่ตกลงบนพื้น นรินทร์ก้มคว้ามันพร้อมบัตรโดยสาร พอปลายนิ้วแตะกัน รอยตราสีทองที่ขอบแผ่นทองเหลืองก็สว่างขึ้น ลายเส้นนั้นวกหักตรงเดียวกับลายเซ็นบนใบเรียกเก็บอนาคตในกระเป๋าเขา เขาเห็นได้เพียงเสี้ยวเดียวก่อนตราจะดับ
แผ่นทองเหลืองแตกออกเป็นสองส่วน เสี้ยวหนึ่งปลิวไปใต้ล้อรถ อีกเสี้ยวยังค้างอยู่ในมือเขา มีชื่อนทีและรอยตอกเจ็ดรู แต่วันที่ผ่านด่านครั้งสุดท้ายหายไปพร้อมชิ้นที่หายใต้ขบวน
เด็กเก็บตั๋วที่ยืนใกล้โต๊ะร้องออกมา เศษทองเหลืองบาดหลังมือเขาจนเลือดซึมเป็นเส้นแดง นรินทร์คว้าผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ามาพันให้ เด็กคนนั้นพยายามดึงมือกลับ แต่แรงรถที่เริ่มเคลื่อนทำให้เขาเซไปชนกล่องไม้
"อย่าขยับ" นรินทร์บอก "แผลไม่ลึก"
"บัตรมันกัดคน" เด็กพูดหน้าซีด "มันไม่เคยกัดคน"
"คืนนี้มันคงหิว"
เด็กเก็บตั๋วมองชื่อบนเศษแผ่นทองเหลือง แล้วเงยหน้าขึ้น "นทีขึ้นขบวนนี้หลายครั้ง เขาไม่เคยจ่ายชื่อ เขาให้คนอื่นพูดแทน"
นายตรวจเงาตวัดสายตาใส่เด็ก "ปิดปาก"
แต่คำพูดหลุดออกมาแล้ว นรินทร์เก็บเศษทองเหลืองเข้ากระเป๋าเสื้อทันที ความจริงชิ้นเล็กพอที่จะกำมือไว้ได้ แต่คมจนบาดคนข้าง ๆ เขาไม่ขอโทษเด็ก เพราะเลือดบนผ้าพันแผลไม่ได้หยุดเพียงเพราะคำพูดดี ๆ
เสียงรสากลับมาจากกรวยโทรศัพท์ "ฉันจะยังไม่ส่งบันทึกพยานเข้าทะเบียนหลักจนกว่าคุณถึงคลองดำ"
นรินทร์ก้าวขึ้นบันไดรถแล้วหันกลับ "คุณกำลังปิดข้อมูลจากกรมตัวเอง"
"ฉันกำลังชะลอการยึดหลักฐานค่ะ อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นของขวัญ"
"ผมไม่รับของฟรีอยู่แล้ว"
"ดีค่ะ เพราะสิ่งที่คุณรับไปมีดอกแน่นอน"
ประตูรถเลื่อนปิดระหว่างคำสุดท้าย ภาคินดึงแขนนรินทร์ให้พ้นช่องประตู แล้วพาเขาไปนั่งริมหน้าต่าง ตู้โดยสารเก่ามีกลิ่นผ้าเปียก กลิ่นควันธูป และกลิ่นน้ำคลองที่ติดมากับรองเท้าผู้โดยสาร ทุกคนก้มหน้าเงียบเกินปกติ ราวกับไม่มีใครอยากให้ชื่อของตัวเองสะท้อนในกระจก
ภาคินยื่นลูกอมอีกเม็ดให้ "เม็ดเมื่อกี้ยังอยู่ไหม"
นรินทร์พบว่าตัวเองยังคาบมันไว้ เขาขบฟันเบา ๆ เปลือกลูกอมแตก รสเปรี้ยวที่ควรตามมาไม่มา มีเพียงผงแห้งละเอียดแตกกระจายบนลิ้น เขาคายมันลงบนฝ่ามือ เถ้าสีเทาปลิวออกจากปากเหมือนเถ้ากระดาษเผา
รถไฟลอดใต้เสาหลักต้นหนึ่งพอดี เสียงทั้งตู้หายไปชั่วขณะ ไฟเหนือหน้าต่างดับแล้วติดใหม่ นรินทร์มองเถ้าในมือ พยายามเรียกชื่อรสชาติที่เสียไป เขาจำได้เพียงว่านนท์เคยยิ้มตอนยัดลูกอมให้ ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีคำแซว ไม่มีแม้แต่ความเปรี้ยวติดปลายลิ้น
ภาคินเห็นเถ้านั้นแล้วไม่ถาม เขาเพียงเอาขวดน้ำออกจากกระเป๋า วางไว้ข้างเขา "น้ำล้างคอได้ แต่ล้างรอยค้างไม่ได้นะ"
นรินทร์กำเศษแผ่นทองเหลืองแน่นจนขอบมันกดฝ่ามือ "นทีผ่านด่านเจ็ดครั้ง มีคนอื่นพูดชื่อแทนทุกครั้ง แล้วตราทองบนมันเหมือนลายเซ็นผม"
"อือ" ภาคินตอบ "คลองมีคนใช้ชื่อปลอมเยอะ ชื่อปลอมก็เหมือนเรือกระดาษ ลอยได้ไกลกว่าที่คิด แต่พออุ้มน้ำมากเข้า มันจะมีคนถามว่าใครพับมัน"
"พี่รู้เรื่องนนท์ไหม"
ภาคินหันมามอง เขาไม่ตอบทันที ความเงียบของเขาไม่ได้ให้คำยืนยัน แต่ก็ไม่ใช่คำปฏิเสธ ตรงปลายตู้ เด็กเก็บตั๋วที่มือพันผ้านั่งกอดกล่องไม้ไว้ เลือดซึมผ่านผ้าจนเป็นจุดดำเล็ก ๆ
ขบวนรถส่ายแรงกว่าปกติ ขวดน้ำกลิ้งตกพื้น เศษทองเหลืองในมือของนรินทร์สั่นตามรอยตอกเจ็ดรู แล้วผู้โดยสารคนหนึ่งเงยหน้าขึ้น
ตามด้วยอีกคน
แล้วทั้งตู้หันมาพร้อมกัน
ป้ายไฟเหนือประตูเปลี่ยนตัวอักษรทีละตัว
ผู้ค้ำประกันมาแล้ว