บทที่ 6: ตลาดที่ขายเรื่องน่าอาย
ประตูรถไฟเปิดออกสู่กลิ่นควันธูป ปลาเค็มทอด และน้ำคลองเก่า นรินทร์ก้าวลงจากตู้ ป้ายไฟด้านหลังยังขึ้นคำเดิม ผู้ค้ำประกันมาแล้ว ผู้โดยสารทั้งตู้มองเขา แต่ไม่มีใครตามลงมา
รสาลงตามหลัง มือหนึ่งถือแฟ้ม อีกมือกดขอบกระเป๋าเสื้อสูทให้เรียบเกินจำเป็น เธอไม่ถามว่าเขาพร้อมหรือไม่ คงเห็นหน้าแล้วรู้ว่าถามไปก็เสียคำพูด
"ตลาดสนธยาอยู่ข้างหน้า" เธอบอก "ถ้าจะหาคนอ่านตรา เราต้องไปก่อนข่าวไปถึงนายหน้า"
นรินทร์มองทางเดินที่ลาดลงจากชานชาลา ร้านสองฝั่งเปิดไฟจากตะเกียงเล็ก ๆ มีทั้งพระเครื่องวางข้างหูฟังเก่า ขวดแก้วใส่ควันสีเทา และกระดาษชื่อปลอมแขวนด้วยไม้หนีบ ใบเรียกเก็บในกระเป๋าเสื้อเขาอุ่นขึ้นจนเหมือนมีไข้
"ข่าวถึงแล้วไหม" เขาถาม
ปลายถุงกระดาษใส่ขนมทอดจากแผงข้างทางขยับเอง กระดาษพับเป็นปากแคบ คายด้ายแดงเส้นหนึ่งออกมา มันเลื้อยผ่านรองเท้าคนเดินแล้วพุ่งใส่กระเป๋าเสื้อเขา ด้ายหยุดตรงรอยปักชื่อบนเสื้อแจ็กเก็ต ก่อนขาดเป็นผงดำ
รสาหันไปมองแวบเดียว "ถึงแล้วค่ะ"
นรินทร์ล้วงใบเรียกเก็บออกมา ตัวเลขสีดำคลานจากมุมกระดาษไปตามข้อมือเขา ยอดเดิมยังอยู่ แต่ใต้ยอดมีบรรทัดใหม่ ผู้ถือใบปรากฏตัวในตลาดสนธยา เขาพับกระดาษกลับทันที
"เมืองทำงานไวดี" เขาว่า "ร้านส่งของผมยังตามเงินลูกค้าไม่ทันขนาดนี้"
"เมืองไม่ทวงด้วยความสุภาพ" รสาตอบ "กรุณาอย่าให้ใครแตะเอกสาร"
คำเตือนมาช้าไปครึ่งจังหวะ ชายผิวขาวซีดสามคนยืนขวางปากตลาด คนหนึ่งอ้วนเตี้ย สวมเสื้อแพรสีม่วงและกำแหวนหินสีเขียว อีกคนผอมจนเห็นแนวกระดูกแก้ม เขาถือพัดกระดาษดำ ส่วนหญิงผมเกล้าสูงแต่งตัวเหมือนเจ้าของร้านทอง ยิ้มให้รสาก่อนมองเขา
"ผู้ถือใบตัวจริงมาเอง" หญิงคนนั้นพูด "ข้าชื่อช้อง ซื้อไหม"
"ซื้ออะไร" นรินทร์ถาม
"ใบในกระเป๋าเจ้า" ช้องยื่นถุงผ้าใบเล็กมาให้ เสียงเหรียญกระทบกันดังพอจะยั่วคนจน "หกหมื่น แล้วเจ้าเดินออกจากตลาดได้เหมือนไม่เคยลงรถไฟ"
ชายอ้วนหัวเราะ "ข้าให้แปดหมื่น ไม่ต้องเดิน ข้าหาเรือส่งถึงบ้าน"
"ชื่อกรอง" รสาพูดเรียบ ๆ "คุณยังติดบัญชีข้อหาปลอมตรารับของอยู่ กรุณาอย่าประมูลต่อหน้าเจ้าหน้าที่"
กรองยิ้มจนเห็นฟันทอง "คุณรสา ข้อหากับยอด คนละเรื่องกัน"
"ไม่ใช่สำหรับคนที่อ่านหนังสือครบค่ะ"
นรินทร์มองถุงเงินสามถุง ทุกคนมองใบเรียกเก็บเหมือนมีดที่ใช้ตัดคอคนอื่นได้
"หกหมื่น แปดหมื่น" เขาพูด "ยอดจริงเท่าไหร่"
ช้องเลิกคิ้ว "อะไร"
"ผู้รับคือใคร ลายเซ็นใคร แล้วพวกคุณจะเอาไปโยนใส่หัวใคร" เขาส่งคืนถุงเงินให้เธอ "บอกมาเถอะครับ ผมจน แต่ไม่ได้โง่เป็นของแถม"
พัดของชายผอมปิดลงช้า ๆ "เด็กส่งของพูดเก่ง"
"เด็กส่งของยังรู้ว่าของถูกเกินไปต้องมีคนจ่ายส่วนต่าง" นรินทร์ว่า "คุณล่ะ รู้ไหม"
คนดูแถวแผงขายกำไลเริ่มถอยออก หลายคนทำเหมือนไม่ได้ยิน ภาคินเดินออกมาจากเงาเสาไม้ตรงท้ายตลาด เสื้อเปียกน้ำถึงข้อศอก เขาถือเชือกเรือพันมือเหมือนเพิ่งลากอะไรหนักมา
"โอ้โฮ" เขาหัวเราะเบา ๆ "น้ำเพิ่งไหลเข้าตลาดไม่กี่สาย ปลาก็มาตอดกันเต็มแล้ว"
ภาคินพยักหน้าให้รสา แล้วมองนายหน้า "เรือพี่วันนี้เต็มนะ ถ้าจะขนคนล้มไปทิ้งที่ไหน รอรอบหน้า"
"นี่ไม่ใช่เรื่องคลองดำ" กรองว่า
"น้ำทุกสายไหลถึงคลองดำ" ภาคินตอบ พลางคลายเชือกออกหนึ่งรอบ "แค่บางคนชอบทำเป็นไม่เห็นตอนน้ำเริ่มดำ"
ตรงหัวมุมตลาด แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเคาะทัพพีใส่หม้อดังปังเดียว กลิ่นโป๊ยกั๊กต้มกับกระดูกหมูทะลุกลิ่นอับของสถานีจนท้องนรินทร์บิด เขาไม่ได้กินอะไรจริงจังตั้งแต่เย็น แม่ค้าชราเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วมองพวกเขาอย่างหงุดหงิด
"จะยืนขายหน้ากันอีกนานไหม" แกถาม "เส้นจะอืด"
"คิดเงินยังไงครับ" นรินทร์ถาม เพราะเห็นป้ายไม้หน้าแผงเขียนว่า ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม เรื่องน่าอายหนึ่งเรื่อง
"พูดเรื่องที่ไม่อยากให้คนข้างตัวรู้" แม่ค้าตอบ "พูดแล้วกิน ไม่พูดก็ไปหิวที่อื่น"
รสาหันมามองเขา "เราเสียเวลามากพอแล้วค่ะ"
"คุณจะจ่ายด้วยอะไร"
"ของฉันมี" เธอตอบสั้น ๆ
พวกนายหน้ายังยืนอยู่ไกล ๆ คงไม่อยากให้คนทั้งตลาดได้ยินข้อเสนอของตน นรินทร์นั่งลงที่โต๊ะเตี้ย ภาคินนั่งฝั่งตรงข้าม รสานั่งข้างเขาโดยเว้นระยะพอดีให้แขนไม่ชนกัน แม่ค้าวางชามลง กลิ่นโป๊ยกั๊กแรงจนเขานึกถึงครัวบ้านเก่า ทั้งที่บ้านนั้นไม่เคยมีเงินพอซื้อเครื่องเทศดี ๆ
"ใครก่อน" แม่ค้าถาม
นรินทร์คีบเส้นขึ้นแล้ววางลง "ตอนนนท์อายุสิบสอง เขาขอไปค้างบ้านเพื่อน ผมแอบปล่อยลมล้อจักรยานมัน แล้วบอกว่าฝนจะตกจนไปไม่ได้"
แม่ค้าพยักหน้าเหมือนรับเหรียญหนึ่งเหรียญ "ขี้ขลาดดี กินได้"
รสาไม่หัวเราะ เธอเพียงใช้ตะเกียบแยกผักออกจากเส้น ก่อนพูดกับหม้อน้ำซุปแทนที่จะมองเขา "ฉันเคยแก้ตัวเลขในเอกสารให้คนหนึ่งพ้นปัญหา แล้วไม่เปิดอ่านหน้าถัดไปว่าคนรับยอดคือใคร"
ทัพพีในมือแม่ค้าหยุดนิ่งหนึ่งวินาที "เรื่องนี้แพงกว่าชามเดียว"
"ฉันจ่ายได้เท่านี้" รสาพูด
แม่ค้าเติมน้ำซุปให้เธอจนล้นขอบชาม "งั้นก็จำไว้ว่าติดส่วนต่าง"
นรินทร์อยากถามว่าคนรับยอดอยู่ที่ไหน แต่คำของรสาถูกจ่ายให้ร้านแล้ว เขาไม่ชอบมีหนี้ และไม่ชอบหนี้ที่ทำให้คนอื่นเก็บปากตัวเอง เขาจึงก้มกิน เส้นร้อนลวกปลายลิ้น พอดีกับที่เสียงภาคินดังขึ้น
"น้องริน" ภาคินพูดพลางซดน้ำซุป "คนพายเรือพี่เคยบอกว่า คนที่กลัวน้ำมาก จะจับขอบเรือแน่นจนเรือล่มเอง"
"พี่จะบอกว่าผมควรปล่อยใบเรียกเก็บ"
"พี่จะบอกว่าอย่ากำมันจนลืมดูว่าใครนั่งเรือลำเดียวกัน"
คำเปรียบของภาคินฟังเหมือนคำเตือน แต่ไม่ใช่คำสั่ง นรินทร์เกลียดตรงที่มันใช้ได้จริง
เด็กสาวคนหนึ่งลากเก้าอี้มานั่งปลายโต๊ะโดยไม่มีใครเชิญ ผมเธอรวบด้วยดินสอ ปลายนิ้วเปื้อนหมึกดำ กระเป๋าผ้าข้างตัวพองด้วยขวดแก้วเล็กหลายสิบใบ บางขวดข้างในมีแสงสีส้มเหมือนหัวบุหรี่ บางขวดมีเพียงน้ำขุ่น ๆ
"พี่คินบอกว่ามีตราป่วย" เด็กสาวว่า "ฉันมะลิ ถ้าตราตัวนั้นกัดคน ฉันคิดค่าทำแผนที่แพง"
"อ่านตราได้ไหม" นรินทร์ถาม
"ได้เท่าที่มันยอมให้เห็น" มะลิยื่นฝ่ามือมา "เอาใบมา"
รสาจับข้อมือนรินทร์ไว้ก่อน นิ้วเธอเย็นและแรงกว่าที่เขาคิด "เงื่อนไขก่อนค่ะ มะลิห้ามคัดชื่อ ห้ามถ่ายรอยเต็มใบ และต้องคืนภายในสามสิบลมหายใจ"
มะลิกลอกตา "ฉันไม่ได้ทำงานฟรีนะ"
"คุณได้รอยทาง ไม่ได้ชื่อจริง" รสาพูด "ตามข้อเท็จจริง นั่นคือของที่คุณต้องการ"
มะลิมองเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วฉีกกระดาษจากสมุดในกระเป๋าเขียนเส้นสามเส้นด้วยหมึกดำ รสาเอาปลายปากกาแตะกระดาษ แสงสีขาววิ่งตามเส้นจนกลายเป็นข้อผูกมัด มะลิยอมกดนิ้วลงตรงท้าย รสาเซ็นต่อ ภาคินพยักหน้าแทนพยานคนที่สาม
นรินทร์วางใบเรียกเก็บลงกลางโต๊ะ เขาไม่ได้ไว้ใจใครเพิ่มขึ้น แค่ไม่มีเวลาพอจะไว้ใจตัวเองคนเดียว
มะลิเปิดขวดหมึกสีเทา หยดหนึ่งตกลงบนตราแดง กระดาษสั่นเหมือนคนไข้หนัก หมึกไม่ซึมลงไป แต่วิ่งออกจากขอบใบเรียกเก็บเป็นเส้นเล็ก ๆ ลอดใต้โต๊ะ ผ่านขาเก้าอี้ แล้วเลื้อยไปหยุดที่แผงกระจกฝั่งตรงข้าม
แผงนั้นสว่างเกินร้านอื่น ผ้ากำมะหยี่สีแดงปูเต็มโต๊ะ มีสร้อยคอ กำไล และกล่องหินอาคมเรียงเป็นระเบียบ คนขายแต่งตัวสะอาดจนเหมือนไม่เคยเหยียบโคลน ข้างหลังแผง คนงานสี่คนกำลังหามลังไม้ใหญ่ลงจากรถเข็น หน้าพวกเขาแดงจากแรงยก ไม่ใช่จากแสงตะเกียง
"แผงเรือนแก้ว" มะลิพูด "ของแพง ชอบขายคำว่าอุ่นใจ"
ใต้ฐานกระจกมีแผ่นทองแดงบางกว่าฝ่ามือ มะลิใช้เข็มหมึกสะกิด แผ่นนั้นพลิกขึ้นเอง เผยตราซ้อนอีกชั้นและเศษกระดาษชิ้นเล็กที่ถูกซ่อนด้วยกาวดำ นรินทร์เห็นลายมือบนเศษกระดาษก่อนอ่านคำ
ผู้ฝากขอเดินทางเอง ห้ามส่งกลับก่อนวันนัด
ใต้ข้อความเป็นชื่อปลอมที่เขาไม่รู้จัก แต่ข้างกันมีปมด้ายเจ็ดสี ปมเดียวกับที่นนท์เคยผูกหูจับกระเป๋านักเรียนให้เขา แถมมีรอยนิ้วหัวแม่มือกดหมึกไว้ครึ่งวง นรินทร์จำรอยแผลเล็กตรงข้อนิ้วนั้นได้ นนท์โดนมีดบาดตอนช่วยแม่หั่นฟักทอง
เขาจับขอบโต๊ะจนไม้ลั่น
"มันเขียนเอง" เขาพูด แต่เสียงไม่แน่นพอจะหลอกใคร
มะลิหันมองเศษกระดาษ "ลายมือคนเขียนเองนะ ถ้าถูกบังคับ หมึกจะตัดปลายเส้นเพราะข้อมือเกร็ง นี่ไม่ตัด"
"หมึกเก่งกว่าคนหรือไง" นรินทร์ถาม
"ไม่เก่ง" มะลิตอบ "แค่มันไม่โกหกเรื่องมือ"
เขาอยากฉีกกระดาษทิ้ง แต่ปมด้ายอยู่ตรงหน้า และมันไม่ใช่ของที่ใครนอกจากนนท์จะผูกแบบนั้น
เสียงลังไม้กระแทกพื้นดังสนั่น คนงานคนหนึ่งทรุดเข่าลง มือกุมไหล่ ตัวเลขดำพุ่งจากแผงหรูไปพันข้อเท้าพวกเขา นรินทร์เห็นยอดครบทุกเส้น หนึ่งหมื่นสองพัน แบ่งเท่ากันสี่คน คนละสามพัน
กรองตบมือช้า ๆ จากอีกฝั่งของทางเดิน "ตาดีจริง เด็กส่งของ"
ช้องยิ้มไม่ออกแล้ว "อย่ายุ่งกับยอดของแผงฉัน"
"ของแผงคุณ" นรินทร์ชี้ตัวเลขที่กัดข้อเท้าคนงาน "แล้วผู้รับทำไมเป็นคนยกของ"
"ค่าแรงก็เป็นต้นทุน" ช้องตอบ "ของคุ้มครองต้องมีคนจ่าย"
รสาเดินไปยืนข้างแผ่นทองแดง เธอไม่แตะมันตรง ๆ ใช้ปลายปากกาเขี่ยกาวดำออกทีละเส้น "ตามตราซ้อน แผงเรือนแก้วรับยอดสำรองหกพัน กรองรับค่าหาคนหนึ่งพันห้าร้อย ช้องรับค่าผ่านตราหนึ่งพันห้าร้อย ส่วนสามพันสุดท้ายระบุผู้ถือใบ"
"ก็เขาถือใบอยู่" กรองว่า "ให้เขาจ่ายสิ"
คนงานที่ทรุดลงชื่อเดช นรินทร์อ่านได้จากตราที่แขนเสื้อ เขาพยายามลุก แต่เข่าข้างหนึ่งไม่ทำงานแล้ว เลือดซึมจากฝ่ามือเพราะไม้ลังบาด ไม่มีเวทไหนลบแผลนั้นให้หายฟรี ๆ
นรินทร์ก้มมองตัวเลข เขาไม่สร้างยอดใหม่ ไม่ลบยอดเก่าทิ้ง เขาทำได้แค่ชี้ว่าควรตกใส่ใคร และถ้าชี้มั่ว เมืองจะจำชื่อเขาไว้ทวงทีหลัง
"ยอดหนึ่งหมื่นสองพัน" เขาพูดดังพอให้ทุกคนได้ยิน "ผู้รับเก่าคือเดชกับคนยกของอีกสามคน คนละสามพัน ไม่มีใครในสี่คนลงตรายอมรับ"
เขาหันไปหารสา "ผู้รับตามตราเดิมคือแผงหกพัน กรองหนึ่งพันห้าร้อย ช้องหนึ่งพันห้าร้อย ผู้ถือใบสามพัน ถูกไหม"
"ถูกค่ะ" รสาตอบ "แต่กรุณาเข้าใจว่า การโอนโดยคนที่ไม่มีสิทธิ์ จะทิ้งรอยค้างไว้บนชื่อคุณ"
"สิทธิ์ผมมีแค่ไหน"
"พอให้แบ่งยอดตามตราที่มีอยู่ ไม่พอให้ลบความเสียหายของคนงาน" เธอพูดเรียบ "และคุณต้องมีพยานสามคน"
ภาคินขยับมาใกล้ เชือกเรือในมือเขาขยับเหมือนงูตื่น "พี่เห็นน้ำไหลจากแผงไปกัดข้อเท้าคน พี่เป็นพยานได้ แต่พี่ไม่รับแทนใคร"
"ฉันเห็นรอยหมึก" มะลิว่า "เป็นพยานได้เหมือนกัน แต่ถ้ามันระเบิด อย่ามาเรียกฉันว่าคนทำแผนที่นะ เรียกฉันว่าคนซวย"
รสาเงยหน้ามองนรินทร์ "ฉันยืนยันตราและเงื่อนไขของมันค่ะ"
สามคน มะลิ ภาคิน รสา พยานพอแล้ว แต่ยอดสามพันสุดท้ายยังรอผู้ถือใบอยู่ นรินทร์รู้ว่าถ้าส่งให้ช้องกับกรองเพิ่มโดยพวกนั้นไม่ยอม รอยค้างจะเกาะเขา เขายังไม่รู้ด้วยว่าคนสองคนนี้เคยอ่านข้อตกลงครบหรือแค่เซ็นเพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเอกสาร
ตัวเลขบอกได้ว่าพวกเขารับเงินเท่าไร มันไม่บอกว่าความกลัวตอนต้องจ่ายคืนจะทำให้ใครเผาคนงานเพิ่มอีกกี่คน
"ส่วนสามพัน ผมรับเอง" เขาว่า
รสาเงียบไปนิดหนึ่ง "การรับเองจะกินความทรงจำที่คุณผูกไว้กับคนที่ต้องการปกป้อง"
"รู้"
"คุณไม่รู้ว่าจะหายอะไร"
"ก็เหมือนยอดนี่แหละ" นรินทร์ตอบ "รู้จำนวน ไม่รู้หน้าคนที่โดน"
เขาวางนิ้วบนตราแดง เลือดจากรอยบาดเล็ก ๆ ที่ข้อนิ้วหยดลงบนกระดาษ หมึกดำวิ่งเข้าหาแผ่นทองแดง รสาอ่านคำผูกมัดทีละคำ ภาคินขึงเชือกเรือเป็นวงกั้นไม่ให้ใครข้าม มะลิกดเข็มหมึกค้างตรงรอยตรา มือเธอสั่นแต่ไม่ถอย
"ยอดหนึ่งหมื่นสองพัน" นรินทร์พูด "หกพันกลับแผงเรือนแก้ว ตามตรารับยอดสำรอง หนึ่งพันห้าร้อยกลับกรอง ตามลายนิ้วมือ หนึ่งพันห้าร้อยกลับช้อง ตามลายมือ และสามพันลงชื่อผม ผู้ถือใบ นรินทร์ สายสิน พยาน รสา วัฒนเมธา ภาคิน นาคบดี มะลิ ศรีแสง"
ตราแดงลุกขึ้นจากกระดาษ ไม่ได้สวยเหมือนแสงในละคร มันเหมือนน้ำมันติดไฟ กลิ่นไหม้ตีขึ้นจมูก เส้นดำกระชากออกจากข้อเท้าคนงานทีละเส้น แล้วตวัดเข้าหาแผงกระจก กรองกับช้องร้องพร้อมกัน แหวนของกรองร้าวกลางวง กระจกหน้าแผงแตกเป็นใยแมงมุม แต่ไม่แตกทั้งบาน
สามพันเส้นสุดท้ายพุ่งใส่อกนรินทร์ ความเย็นวิ่งเข้ากระดูก ภาพหนึ่งแวบขึ้นในหัว นนท์นั่งพับด้ายเจ็ดสีบนพื้นบ้าน กำลังหัวเราะเพราะเขาผูกปมผิด แล้วภาพนั้นถูกใครเอาผ้าชุบน้ำมาลูบจนสีละลาย เหลือเพียงเงาเด็กคนหนึ่งกับเสียงที่เขาจำจังหวะไม่ได้
นรินทร์เซไปชนโต๊ะก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าด่าลั่นเพราะน้ำซุปหกลงพื้น ภาคินคว้าแขนเขาไว้ก่อนหัวฟาดเสา รสาเดินมาดูรอยหมึกที่ไหลบนข้อมือเขา เส้นดำค้างเป็นคราบใต้ลายเซ็น
"รอยค้าง" เธอบอก "ลายมือของช้องมีรอยขูด เธออาจไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด เมืองจะย้อนมาถามคุณอีก"
ช้องจับข้อมือตัวเอง หน้าเธอขาวกว่าตอนยื่นเงิน "ฉันไม่เซ็นบรรทัดนั้น"
"คุณเซ็นตรา" รสาตอบ "ตามข้อเท็จจริง คุณต้องพิสูจน์ว่ามีใครเติมบรรทัดหลังจากนั้น"
กรองถอยไปหลังคนดู แหวนหินแตกคามือ เขามองนรินทร์เหมือนมองหลุมที่ตัวเองตกลงไป เดชยังนั่งบนพื้น เพื่อนคนงานช่วยพยุงเขา ฝ่ามือเขาเลือดไหลไม่หยุด แต่ตัวเลขที่ข้อเท้าหายแล้ว ไม่มีใครพูดขอบคุณ เพราะไม่มีอะไรให้ขอบคุณง่าย ๆ
มะลิก้มเก็บเศษกระดาษของนนท์ แล้วชะงัก เธอชี้ไปที่ขวดเล็กบนแผงของตัวเอง ขวดนั้นถูกด้ายเจ็ดสีพันคอไว้ ข้างในมีควันขาวขดตัวช้า ๆ เหมือนกำลังฟังคนคุย
"นี่อยู่ในช่องใต้แผงเรือนแก้ว" เธอว่า "ขวดความทรงจำของใครไม่รู้ แต่ด้ายเป็นของน้องพี่ใช่ไหม"
ก่อนนรินทร์จะตอบ ชายผอมที่ถือพัดดำพุ่งผ่านวงเชือก ภาคินเหวี่ยงเชือกขวางขาเขาไม่ทัน ชายคนนั้นล้มชนแผงมะลิ ขวดความทรงจำกระเด็นลงพื้นแตก ปล่อยเสียงนนท์พูดว่า "อย่าตามมา"
<!-- ข้อมูลปิดบท: มุมมองนรินทร์เป็นหลัก เวลาใกล้รุ่ง ฉากหก --> <!-- สัดส่วนตัวละคร นรินทร์หกสิบห้า รสายี่สิบ ภาคินสิบ มะลิและคนอื่นห้า --> <!-- เมล็ดปริศนา นนท์ลงเมืองด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกลักพาตัว ผ่านใบฝากขวด ลายมือ และรอยนิ้วมือ --> <!-- อ้างอิงขีดจำกัด ดุลหนี้ระบุยอด ผู้รับ พยาน และราคาจากความทรงจำโดยไม่มีเวทฟรี -->