📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 78 จาก 135

ตอนที่ 78: ประสานปราณต้านคลื่นแทรกซึม

คลื่นพลังมืดสะท้านฟ้ายังคงแผ่ไอพิษเข้ามากดดันรอบถ้ำลับ...

วามมืดในถ้ำลับป่าบรรพกาลมิได้เป็นเพียงความมืดของราตรี หากเป็นความมืดที่หายใจได้ มันคืบจากปากถ้ำด้านนอกเข้ามาตามรอยแยกของหินโบราณ เย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ถูกบดจนเป็นฝุ่น แล้วซึมผ่านรูขุมขนของอากาศจนทุกอณูในโพรงหินนี้สั่นพลิ้ว หยดน้ำที่เคยหยดเป็นจังหวะสม่ำเสมอบนยอดหินงอก บัดนี้แข็งตัวค้างกลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะร่วงลงกระทบแอ่งน้ำด้วยเสียงเบาประหนึ่งใครคนหนึ่งกำลังนับลมหายใจของพวกเรา

ฉันนั่งชิดผนังหินชื้น แขนซ้ายกอดห่อผ้าแนบอก ผ้าหลายชั้นยังอุ่นจากไอตัวของฉัน แต่ขอบผ้าเริ่มเย็นลงทุกขณะที่คลื่นมืดเลียเข้ามา แหวนที่นิ้วกลางขวาร้อนจัดผิดธรรมดา แกนเมฆาครามที่ถูกเก็บไว้ภายในส่งแรงกระเพื่อมขอเปิดผนึก ราวกับอยากพุ่งออกไปปะทะกับสิ่งที่คืบคลานอยู่ภายนอก ฉันกดปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ลงที่วงแหวนทันที ปิดปากทางออกของแกนไว้ ไม่ยอมให้แม้แต่ไอร้อนเส้นเดียวรั่วสู่ลมถ้ำ

“อย่าขยับปากถ้ำ” ฉันเอ่ยต่ำ จนเสียงแทบกลืนไปกับเสียงหยดน้ำ “คลื่นมันมาตามร่องหินแล้ว ไม่ใช่ลมธรรมดา”

โขมซึ่งนั่งเฝ้าทางโค้งด้านซ้ายของโพรงยกสองนิ้วขึ้นแตะอากาศ ปราณนางบางเหมือนละออง แต่แน่นเหมือนใยแมงมุมที่เปียกน้ำค้าง นางกระซิบตอบโดยไม่หันหน้ามา

“ข้ารู้ มันเลียผนังมาสามชั้นแล้ว ชั้นนอกสุดเย็นที่สุด ชั้นในสุดแหลมเหมือนเข็ม ถ้าข้าไม่กั้นตอนนี้ มันจะชิมกลิ่นปราณพวกเราหมด”

“ร่ายได้เลย” ฉันว่า “แต่ห้ามดันหมอกออกไปนอกถ้ำ กันไว้แค่ในโพรงนี้ พอให้ประสาทสัมผัสมันมัว อย่าให้มันรู้ว่าเราตอบโต้”

โขมพยักหน้าครั้งเดียว แล้วนางก็ร่ายวิชาเมฆหมอกอย่างเงียบกริบ นิ้วทั้งสิบวาดวงกลมช้า ๆ เหนือพื้นหิน ไอขาวจาง ๆ ผุดขึ้นจากรอยแตก มิใช่ควันไฟ หากเป็นหมอกที่เกิดจากความชื้นในลมปราณของนางเอง มันลอยต่ำติดดินก่อน แล้วค่อย ๆ ปีนผนัง ปิดร่องหินทีละเส้น กลิ่นสมุนไพรจากกล่องของอันที่วางอยู่ใกล้ ๆ ถูกหมอกอุ้มไว้ ทำให้ภายในถ้ำหอมจาง ๆ ปนกลิ่นกำยานเก่าที่ยังติดอยู่ในซอกหินมาเนิ่นนาน

จินยีนั่งชิดเข่าฉัน โคมวิญญาณในมือนางยังไม่ถูกจุดเต็มที่ เพียงมีแสงรักษาสีขาวนวลสั่นอยู่ที่ไส้โคมเหมือนหิ่งห้อยที่กลัวลม นางเงยหน้ามองฉัน เสียงเบาแต่ชัด

“พี่จินคะ หนูรู้สึกเย็นที่ปลายนิ้ว แสงในโคมมันหดเอง หนูยังไม่สั่งให้มันหดเลยค่ะ”

“ยังไม่ต้องเร่งแสง” ฉันตอบ พลางเลื่อนห่อผ้าจากแนบอกลงมาวางบนตักอย่างทะนุถนอม ผ้าไม่ถูกคลี่ แม้แต่ชายผ้าก็ไม่ถูกแง้ม ฉันเพียงใช้ฝ่ามือประกบไว้ให้ความอบอุ่นของกายฉันไม่ขาดช่วง “ถ้าจุดแรงตอนนี้ แสงจะเป็นเหมือนคบไฟบอกทาง ให้มันเห็นก่อนที่เราจะพร้อม”

ลิลี่นั่งตรงข้าม กระบี่วิญญาณวางราบเหนือเข่าทั้งสอง คมกระบี่ยังไม่ถูกชัก แต่ไอเย็นบาง ๆ ไหลไปตามสันฝักเหมือนสายน้ำที่ถูกกักไว้ นางมองปากทางโค้งที่หมอกของโขมกำลังปิด แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่ง

“ข้าได้กลิ่นเหล็กในลมนั้น ไม่ใช่เหล็กอาวุธ หากเป็นเหล็กของเจตนา มันกวาดมาเป็นชั้น ๆ เหมือนคนตาบอดใช้ฝ่ามือคลำกำแพง ยังไม่ใช่ตัวคน ข้าจึงไม่ชักกระบี่ แต่ถ้ามันแตะถูกวงปราณข้า ข้าจะตัดเฉพาะเส้นที่ล้ำเข้ามา”

“ตัดได้” ฉันว่า “แต่ห้ามไล่ตามออกไปนอกหมอก เราไม่สู้แตกหักกับเงาที่ยังไม่มีร่าง”

อันเปิดฝากล่องศิลาโอสถเพียงเสี้ยวเดียว กลิ่นรากไม้ขมและดอกไม้แห้งลอยออกมา นางโรยผงกลบกลิ่นเป็นเส้นบาง ๆ ตามแนวที่หมอกของโขมเพิ่งผ่าน ผงนั้นไม่ฟุ้ง มันตกลงสู่หินแล้วจางหาย ราวกับหินดูดมันเข้าไป

“ข้าโรยไว้สามแนว” อันกล่าวต่ำ “แนวแรกกลบกลิ่นเลือดและเหงื่อ แนวที่สองกลบกลิ่นกำยานเก่าที่ติดผ้าพวกเรา แนวที่สามกลบไออุ่นจากห่อผ้าบนตักเจ้า ไออุ่นนั้นบริสุทธิ์เกินไป ถ้าคลื่นมืดได้ชิม มันจะจำได้แน่”

มินหลับตาอยู่ที่ตำแหน่งด้านขวาของวง นางมิได้ถืออาวุธ หากใช้เนตรพิกัดฟังคลื่นลมผ่านปลายเส้นผมที่ถักไว้ต่ำ ชั่วครู่หนึ่งนางก็ผุดลืมตา สีหน้าเข้มกว่าทุกครั้งที่ฉันเคยเห็น

“หยุดก่อน” มินเอ่ย “อย่าให้ใครยื่นมือออกไปนอกหมอกแม้แต่นิ้วเดียว”

“เจออะไร?” ฉันถามทันที

“คลื่นที่คืบเข้ามานี้ไม่ใช่แค่ความเย็น” นางตอบช้า เพื่อให้ทุกคำตกถึงก้นโพรง “มันเป็นเส้นใยวิญญาณ บางกว่าเส้นผม แหลมกว่าเข็มเย็บผ้า มันคลานตามร่องหินราวกับรากไม้ที่มองไม่เห็น ถ้าเส้นใยแม้แต่เส้นเดียวสัมผัสถูกตัว ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ชายเสื้อ หรือแม้แต่เงาปราณที่รั่วออกมา มันจะผูกพิกัดของเราไว้กับคลื่นใหญ่ด้านนอกทันที จากนั้นเงาระดับสี่ที่กวาดตรวจตราอยู่หน้ารั้วป่าจะรู้ตำแหน่งถ้ำนี้โดยไม่ต้องก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าว”

จินยีกำขอบโคมแน่นขึ้น เสียงนางสั่นเพียงนิดแล้วก็ตั้งกลับมา

“งั้นหนูจะไม่ยื่นโคมออกไปค่ะ หนูจะกักแสงรักษาไว้ในวงพวกเราเท่านั้น”

“ดี” ฉันว่า แล้วหันไปทางทุกคน “ฟังฉันให้จบ เราจะไม่หนี และจะไม่พุ่งออกไปฟาดกับเงาที่ยังเป็นเพียงคลื่น ฉันจะให้พวกเรานั่งเป็นวงกลมหกคน หลังชนหลังในเชิงปราณ แม้กายจะหันคนละทาง แต่ลมหายใจต้องเป็นจังหวะเดียวกัน ปราณระดับสามของฉันจะเป็นแกนใน ปราณกระบี่ของลิลี่จะเป็นคมวงนอก แสงโคมของจินยีจะเป็นเยื่อบางคั่นกลาง ส่วนโขมปิดประสาทสัมผัส อันกลบกลิ่น มินจับทิศของเส้นใย ใครขาดจังหวะ วงนี้จะรั่ว”

ลิลี่เลื่อนตัวเข้ามาอีกคืบ กระบี่ยังวางราบ

“ข้าเข้าวงได้ แต่กระบี่วิญญาณของข้าไม่ยอมถูกใช้เป็นโล่ทื่อ ๆ มันต้องการทิศ เจ้าจะให้คมมันชี้ไปทางไหน”

“ชี้ลง” ฉันตอบ “ไม่ชี้ออกปากถ้ำ ให้คมปราณปักลงในหินใต้ฝ่าเท้าพวกเรา เหมือนหลักสมอ ถ้าเส้นใยวิญญาณพยายามดึงพิกัดขึ้นสู่ฟ้า หลักนี้จะตรึงเราไว้กับถ้ำ ไม่ให้ชื่อของเราลอยออกไปกับคลื่น”

โขมหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่ตานางไม่ยิ้ม

“เจ้าคิดละเอียดเหมือนคนที่เคยถูกตามล่ามาทั้งชีวิต ข้ายินดีลงหมอกเป็นชั้นที่สอง ชั้นแรกปิดตาคลื่น ชั้นที่สองปิดหูคลื่น ถ้ามันยังดมกลิ่นได้ อันต้องรับช่วง”

“ข้ารับอยู่แล้ว” อันว่าพลางปิดฝากล่องศิลา “แต่ผงข้ามีจำกัด อย่าให้ใครเสียเลือด กลิ่นเลือดใหม่จะฉีกแนวกลบทั้งสามในพริบตา”

มินวางฝ่ามือลงบนพื้นหินเย็น

“ข้าจะนับจังหวะเส้นใยให้ มันกวาดเป็นชุด ชุดละเก้าเส้น พักครู่หนึ่งแล้วกวาดใหม่ ช่วงพักสั้นมาก ถ้าจะเชื่อมปราณ ต้องเชื่อมในช่องพักนั้น ไม่งั้นเส้นใยจะเกาะรอยเชื่อมแล้วไต่เข้ามาในวง”

[ระบบ] ตรวจพบเส้นใยวิญญาณในคลื่นแทรกซึม หากสัมผัสกายหรือเงาปราณจะเปิดเผยพิกัดทันที แนะนำให้คงวงปิดและห้ามรั่วไหล

ตัวอักษรจาง ๆ กะพริบที่ขอบสายตาฉันเพียงครู่เดียวแล้วมลาย ฉันไม่ได้อ่านออกเสียงทั้งหมด แต่ความหมายมันตรงกับที่มินเพิ่งเอ่ย ฉันสูดลมหายใจช้า ๆ จนปราณระดับสามในตันเถียนนิ่งสนิท แล้วค่อยผ่อนออกเป็นเส้นบาง

“เข้าที่” ฉันสั่ง “จินยีอยู่ซ้ายฉัน ลิลี่อยู่ขวา อันอยู่หน้าเข่าแต่หันหลังให้ปากถ้ำทางอ้อม โขมเฝ้าโค้งหิน มินอยู่กึ่งกลางวงในเชิงลม ทุกคนวางฝ่ามือลงหินก้อนเดียวกันนี้ อย่าให้ปลายนิ้วชนกันโดยตรง ให้ปราณเดินผ่านหิน จะได้ไม่เกิดประกาย”

พวกนางขยับเข้ามาอย่างเงียบ ผ้าเสื้อครูดหินแผ่ว ๆ โคมของจินยีถูกวางบนผ้าพับระหว่างเข่านางกับเข่าฉัน แสงรักษายังเป็นเพียงดวงเล็ก กระบี่ของลิลี่ปักปลายฝักลงดินโดยไม่ชักคม หมอกของโขมยุบต่ำลงจนมองเห็นกันได้ในระยะคืบ ผงของอันจางจนแทบไม่มีสี มินกระดิกนิ้วเป็นจังหวะเหมือนคนฟังระฆังไกล

“ชุดแรกผ่านแล้ว” มินกระซิบ “อีกแปดจังหวะจะถึงช่องพัก หนึ่ง… หินซ้ายสั่น สอง… เพดานเย็นลง สาม… อย่ากลั้นหายใจ สี่…”

ฉันกอดความรู้สึกของห่อผ้าบนตักไว้ในใจ โดยไม่คลี่ ไม่ส่อง ไม่เรียกชื่อสิ่งที่อยู่ภายใน ผ้าขยับไหวเบา ๆ ครั้งหนึ่ง มิใช่แรงจากมือฉัน หากเป็นแรงจากภายในห่อเอง แผ่วเหมือนผีเสื้อกระพือปีกใต้ผ้าห่ม ไออุ่นบริสุทธิ์ผุดขึ้นจากรอยพับ มิได้ร้อนจัดเหมือนแกนในแหวน หากอุ่นเหมือนมือคนที่วางลงบนหน้าผากผู้ไข้ มันไหลไปตามแขนฉัน แล้วแตะขอบปราณของทุกคนในวง

จินยีสะดุ้งน้อย ๆ

“พี่จินคะ หนูเห็นแสงในใจตัวเองสว่างขึ้น โดยที่หนูยังไม่ร่ายเลยค่ะ มันไล่ความง่วงที่คลื่นมืดพยายามยัดเข้ามาในศีรษะหนู”

“อย่าเพ่งดูในห่อ” ฉันเตือนทันที น้ำเสียงไม่แข็งแต่ไม่ยอมให้เพี้ยน “รับแค่อิทธิพลที่มันยอมให้ อย่าเปิด อย่ามอง อย่าตั้งชื่อ ถ้าเจ้าเพ่ง แสงในใจเจ้าจะกลายเป็นหน้าต่าง”

“หนูไม่เปิดค่ะ” จินยีตอบเร็ว “หนูแค่ขอบพระคุณในใจ แล้วกั้นไว้ด้วยแสงโคม”

ลิลี่ขมวดคิ้ว แต่ปากนางยิ้มบางเหมือนคนที่ยอมรับสิ่งที่อธิบายไม่ครบ

“ไออุ่นนี้กันการสะกดจิตได้ ข้าเพิ่งจะหลุดเข้าวังวนเมื่อครู่ เห็นภาพป่าที่ไม่มีทางออก กระบี่ในมือข้าในภาพนั้นหักเอง บัดนี้ภาพแตก ข้าอยู่กับหินเย็นกับพวกเจ้าอีกครั้ง ห่อผ้านั้นไม่ใช่อาวุธ แต่คืนสติได้ดีกว่าคำปลุก”

“เพราะฉะนั้นยิ่งต้องปิดมันไว้” ฉันว่า “สิ่งที่คืนสติได้ ย่อมเป็นสิ่งที่คลื่นมืดอยากได้ที่สุด อย่าโฆษณาตำแหน่งของมันด้วยความตื่นเต้น”

อันสูดกลิ่นในอากาศแล้วย่นจมูก

“กลิ่นบริสุทธิ์พุ่งแรงขึ้นครึ่งหนึ่ง ข้าจะโรยผงชั้นบางอีกครั้งตรงชายผ้าด้านนอก มิใช่เปิดผ้า หากโรยบนอากาศรอบตักเจ้า ขอเจ้าอย่าขยับเข่า”

“โรยได้” ฉันตอบ และขยับเพียงไหล่เพื่อให้ปราณเดินสะดวก เข่าฉันนิ่งดังหิน—!