📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 79 จาก 135

ตอนที่ 79: ระลอกสุดท้ายก่อนรุ่งสาง

คลื่นพลังมืดสะท้านฟ้ายังคงแผ่ไอพิษเข้ามากดดันรอบถ้ำลับ...

ฟ้าคำรามดังกึกก้องเหนือยอดป่าบรรพกาลจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าฉันสั่นระรัว แสงสายฟ้าสีดำฟาดผ่ากิ่งไม้โบราณนอกปากถ้ำเป็นริ้วยาว ต้นสนพันปีหักครืนลงมากองสุมกันกลางหุบ ไฟมืดลุกไหม้ใบหญ้าจนกลิ่นควันขมคละคลุ้งปนไอฝนที่ยังไม่ทันตก ฉันกอดห่อผ้าแนบอกแน่นขึ้นอีกนิด ผ้าชั้นนอกอุ่นด้วยลมหายใจของฉันเอง ส่วนแหวนที่นิ้วกลางส่งไอร้อนจี๊ดขึ้นมาตามเส้นปราณ ราวกับแกนเมฆาครามข้างในกำลังขอให้เปิดออกสู่ลมภายนอก

“อย่าเปิด” ฉันกระซิบกับตัวเองเสียงต่ำ “ยังไม่ถึงเวลา”

จินยียืนชิดไหล่ซ้าย โคมวิญญาณในมือนางส่องแสงจางๆ สีขาวนวล กัดเงามืดในซอกหินให้ถอยไปบ้าง “พี่จินคะ ข้างนอกมันดังกว่าเมื่อครู่มาก หนูได้ยินเสียงต้นไม้หักติดกันสามครั้งแล้วค่ะ”

“ข้าก็ได้ยิน” ลิลี่กล่าวเสียงนิ่ง กระบี่วิญญาณในมือนางสั่นเบาตามจังหวะฟ้าร้อง “นั่นไม่ใช่พายุธรรมดา มันคือระลอกกวาดล้าง ถ้าเรายืนนิ่งที่ปากถ้ำ หินเหนือศีรษะจะทับเราทั้งหกก่อนรุ่งสาง”

อันคุกเข่าลงข้างกล่องศิลาโอสถ นิ้วเรียวโรยผงสมุนไพรบางๆ ลงบนพื้นชื้น กลิ่นกำยานจางผสมกลิ่นรากไม้ขมลอยขึ้นมากลบกลิ่นควัน “ข้าปิดร่องรอยไว้แล้ว แต่แรงอัดอากาศข้างนอกแรงเกินกว่าผงกลบกลิ่นจะต้านไหว ถ้าเงาชั้นนอกฟาดอีกครั้ง ปากถ้ำนี้จะฉีกเป็นปากเหว”

โขมยืนหันหลังให้พวกเรา มองเข้าไปในความมืดของโพรง “ข้าจำเส้นทางด้านในได้ ทางลัดซอกหินเบี่ยงขวาจะพ้นรัศมีทำลายล้าง ถ้าเราไม่รีบ ทางนั้นจะถูกหินถล่มปิดก่อน”

มินหลับตาลงครู่หนึ่ง ขนตาสั่นตามคลื่นลมที่กรีดผ่านร่องหิน “คลื่นมืดกำลังรวมตัวที่กลางหุบ ไม่ได้เป็นร่างคน มันเป็นเพียงเงาคลื่นที่กวาดตรวจตรา ข้าเห็นจุดศูนย์รวมมันวูบวาบ ไม่นิ่งแล้ว พี่จิน มันใกล้ถึงขีดของมันเอง”

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างกายหมุนจนเส้นเอ็นตึง ขีดจำกัดของขั้นนี้เหมือนกำแพงหินที่ฉันดันด้วยบ่าทั้งสองข้าง ดันได้แต่ไม่ทะลุ “ฟังข้าให้ดี เราไม่สู้แตกหักกับเงานั้น มันไม่ใช่คนยืนรอให้เราฟัน มันคือคลื่นมืดที่กวาดทั้งหุบ หน้าที่เราคือถอยให้พ้นปากถ้ำ คุ้มกันกันและกัน แล้วมุ่งไปยังรอยแยกศิลาด้านใน”

“หนูจะอยู่ใกล้พี่ค่ะ” จินยีกล่าวเบา “ถ้ามีใครบาดเจ็บ หนูจะส่องแสงรักษาให้ แต่หนูจะไม่ยืนกลางทางหินถล่ม”

“ดี” ฉันพยักหน้า “ลิลี่ เจ้าเฝ้าด้านหน้า ฟันเฉพาะเศษหินที่พุ่งเข้ามา อย่าออกไปนอกถ้ำ อัน เจ้าอยู่กลาง พร้อมโอสถและผงกลบกลิ่น โขมนำทาง มินบอกทิศคลื่น ถ้าคลื่นมืดเบนมาทางเรา ให้ร้องทันที”

ลิลี่เหลือบตามองฉันสั้นๆ “ข้าจะไม่ทิ้งแนว ให้สัญญาณเมื่อใด ข้าจะฟัน”

เสียงระเบิดภายนอกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม สายฟ้าสีดำฟาดลงบนไหล่เขาจนประกายไฟสาดเข้ามาทางปากถ้ำเป็นละอองร้อน เถาวัลย์ที่คลุมปากถ้ำฉีกขาดกระจาย เศษใบไหม้ปลิวเข้ามาติดแขนเสื้อฉัน แรงอัดอากาศกระแทกเข้ามาเหมือนฝ่ามือยักษ์ผลักอกทั้งคณะให้ถอยกรูด

หินผาเหนือปากถ้ำเริ่มปริร้าว เสียงกรอบแกรบของหินเล็กๆ ร่วงลงมาก่อน แล้วก้อนใหญ่ก็หลุดตามมา

“ถอย!” ฉันตะโกน

ลิลี่ก้าวขึ้นหนึ่งก้าว กระบี่วิญญาณวาดเป็นเส้นบางสีเงินตัดความมืด “เปิดทาง!” นางฟันเศษหินก้อนแรกจนแตกเป็นผุยผง ฝุ่นหินสาดใส่หน้า นางไม่กระพริบตา ฟันก้อนที่สองที่พุ่งเฉียงเข้าหาจินยีจนสะเก็ดหินกระเด็นไปทางผนัง

ฉันชูฝ่ามือขวาขึ้น ค้ำเพดานถ้ำที่เริ่มทรุด ปราณสายฟ้าพุ่งออกจากฝ่ามือเป็นลำแสงสั้นๆ ไม่ใช่เพื่อฟาดศัตรู แต่เพื่อยันรอยร้าวไว้ชั่วขณะ แรงสะท้อนวิ่งย้อนเข้าข้อมือจนกระดูกสั่น ระดับสามขั้นสมบูรณ์ส่งเสียงครางในเส้นปราณ ราวกับกำลังบอกว่านี่คือขีดสุดของมันแล้ว

“พี่จิน มือพี่สั่นค่ะ!” จินยีร้อง

“ข้ายังไหว” ฉันกัดฟัน “อัน ถอยเข้าซอกด้านใน พาจินยีไปด้วย อย่าหยุดดูฉัน”

อันคว้าแขนจินยีไว้แน่น “มาทางข้า น้อง อย่าหันกลับไปมองปากถ้ำ หินเล็กที่ร่วงลงมาอาจกรีดหน้าได้”

“แต่พี่จินยังค้ำเพดานอยู่ค่ะ”

“พี่ของเจ้าสั่งให้ถอย” อันกล่าวเสียงหนักแต่ไม่ดุ “ถ้าเจ้ายืนเกะกะ เขาจะต้องแบ่งปราณมาคุ้มเจ้าอีกชั้น เชื่อข้า แล้วเดิน”

จินยีกลืนน้ำลาย น้ำตาพร่าแต่เสียงยังนิ่ง “หนูเดินค่ะ ลิลี่พี่ ระวังศีรษะด้วยนะคะ”

“ข้ารู้” ลิลี่ตอบโดยไม่หันมา “ไปให้พ้นแนวฟันของข้า”

ก้อนหินอีกก้อนหลุดจากเพดาน ฉันผลักปราณสายฟ้าขึ้นไปอีกชั้น ความร้อนแล่นจากแหวนขึ้นต้นแขน แกนเมฆาครามในแหวนเหมือนหัวใจดวงที่สองที่เต้นรัว มันอยากแผ่ไอออกมาช่วยรับแรง แต่ฉันกดเจตจำนงลงบนวงแหวนอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้แม้แต่เสี้ยวของแกนรั่วออกสู่อากาศในถ้ำ

[ระบบ] ตรวจพบแรงกดจากภายนอกพุ่งสู่ขีดรับของปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ — ห้ามทะลวงขั้น — ระงับแกนเมฆาครามไว้ในแหวน — หากเปิดออกกลางแรงอัด คลื่นมืดจะจับตำแหน่งได้ทันที

ตัวอักษรจางๆ ผุดในห้วงคิดเพียงครู่แล้วมลาย ฉันไม่ตอบระบบดังๆ มีเพียงเสียงฟันที่หลุดออกมาระหว่างริมฝีปาก “ได้ยินแล้ว”

โขมตะโกนจากด้านในโพรง “ทางขวายังเปิดอยู่! แต่ร่องหินแคบ ต้องก้มหัว เดินเรียงเดี่ยว มิน คลื่นด้านซ้ายเป็นอย่างไร!”

มินเบิกตาขึ้น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดที่ขมับ “คลื่นมืดกวาดจากทิศตะวันตกมาตะวันออก มันไม่เล็งเราเป็นตัวคน มันกวาดทั้งผืนป่า ถ้ำนี้บังเอิญอยู่ในแนวฟาด ถ้าเราลึกลงไปอีกสิบก้าว แรงอัดจะเบาลงครึ่งหนึ่ง”

“สิบก้าวนั้นอันตรายที่สุด” ลิลี่กล่าวพลางฟันหินแหลมที่พุ่งลงมาอีกชิ้นจนแตกกลางอากาศ “จิน เจ้าค้ำได้อีกนานเท่าใด”

“พอให้พวกเจ้าพ้นปากถ้ำ” ฉันตอบ “พอข้าเห็นหลังคนสุดท้าย ข้าจะถอนฝ่ามือแล้ววิ่งตาม ไม่มีใครอยู่เป็นคนสุดท้ายคนเดียว”

อันหันมาเหลือบมองฉันขณะประคองจินยีให้ก้มลอดซอกหิน “อย่าพูดอย่างผู้กล้าที่คิดจะตายแทนคนทั้งกลุ่ม ข้าไม่มียาชุบชีวิตคนโง่ที่ฝืนขีดปราณของตนเอง”

ฉันหัวเราะสั้นๆ ทั้งที่อกกำลังถูกแรงกดจากเพดานทับผ่านฝ่ามือ “ข้าไม่ได้คิดตาย ข้าคิดจะถึงรอยแยกศิลาพร้อมพวกเจ้า”

จินยีร้องข้ามไหล่มา “พี่สัญญาด้วยเสียงดังๆ ให้หนูได้ยินค่ะ!”

“ข้าสัญญา” ฉันร้องกลับ “ข้าจะตามไป ห่อผ้าอยู่กับข้า ไม่มีอะไรหลุดจากอ้อมแขน”

ภายนอก เสียงคำรามของพลังงานมืดสะท้อนไปทั่วหุบเขาเหมือนสัตว์ยักษ์ที่มองไม่เห็นร่างกำลังคลานผ่านยอดไม้ แสงสายฟ้าสีดำสาดเข้ามาเป็นจังหวะ สามครั้งติด ต้นไม้โบราณนอกถ้ำลุกไหม้ส่งประกายแดงดำปนกัน ควันร้อนพัดเข้ามาจนคอแห้ง น้ำที่หยดจากเพดานถ้ำเมื่อครู่กลับระเหยเป็นไอก่อนตกถึงพื้น

ฉันถอยหลังทีละก้าวโดยไม่ลดฝ่ามือจากเพดาน ทุกก้าวคือการยอมให้หินด้านนอกร่วงลงมาปิดปากถ้ำทีละน้อย มันน่ากลัว แต่ก็เป็นเกราะอย่างหนึ่ง ถ้าปากถ้ำพังปิดหลังเรา คลื่นกวาดอาจฟาดไม่ถึงตัว

“ลิลี่ ถอยตามข้าได้แล้ว!”

“อีกสองก้อน” นางตอบ กระบี่วิญญาณวาดโค้ง ฟันหินที่ร่วงลงมาเป็นมุมเฉียงให้กระเด็นออกไปทางปากถ้ำแทนที่จะพุ่งใส่พวกเรา “หนึ่ง แล้วก็... ไป!”

นางกระโดดถอยมายืนข้างฉัน ลมหายใจของนางสั้นแต่สม่ำเสมอ “เพดานช่วงนี้ร้าวถึงแกนหินแล้ว ถอนมือเถิด ถ้าเจ้าฝืนอีก แขนจะพับก่อนหินจะพัง”

ฉันชะงักครึ่งลมหายใจ แล้วดึงฝ่ามือกลับอย่างรวดเร็ว ปราณสายฟ้าขาดจากเพดาน เสียงหินถล่มครืนดังสนั่นด้านหลัง ฝุ่นขาวพุ่งตามมาเป็นคลื่น ลิลี่ดึงคอเสื้อฉันให้ก้มลง เศษหินเล็กกรีดผ่านเหนือศีรษะไปติดผนังด้านในเป็นประกายไฟจางๆ

เราวิ่งก้มตัวเข้าซอกหิน ทางแคบจนไหล่ทั้งสองข้างครูดหินชื้น กลิ่นตะไคร่และกลิ่นดินเก่าอบอวล อันกับจินยีอยู่ข้างหน้าไม่ไกล โคมวิญญาณส่องทางเป็นวงกลมเล็ก มินยืนรอตรงทางแยก ชี้มือไปทางขวาโดยไม่พูดยาว

“ทางนี้” มินกล่าว “คลื่นซ้ายแรงขึ้นแล้ว อย่าแม้แต่ยื่นมือออกไปนอกแนวหิน”

โขมยืนลึกลงไปอีกนิด ฝ่ามือแตะผนังราวกับอ่านลายหิน “ตามข้า อย่าเหยียบหินแผ่นกลาง มันกลวง ถ้าพัง เราจะร่วงลงช่องใต้ถ้ำที่ข้ายังไม่รู้ก้น”

ฉันกอดห่อผ้าชิดอกขณะลอดซอก ผ้าไม่เปิด ไม่มีมุมใดให้ลมแทรกเห็นสิ่งภายใน ฉันรู้สึกเพียงน้ำหนักนิ่งและความอุ่นที่ต้องรักษาไว้ “อัน ผงที่เจ้าโรยไว้จะอยู่ได้อีกนานเพียงใด”

“ไม่นาน” อันตอบโดยไม่หันหลัง “แรงลมมืดพัดผ่านครั้งหนึ่ง กลิ่นสมุนไพรก็จาง ข้าโรยซ้ำตรงรอยเท้าช่วงโค้งนี้ได้อีกครั้ง แต่ถ้าเจ้าเหยียบย่ำซ้ำรอยเดิม ข้าโรยเท่าใดก็ไม่พอ”

“ทุกคนเดินรอยใหม่” ฉันสั่ง “อย่าซ้อนเท้าคนข้างหน้า”

จินยีหันมาเพียงนิด แสงโคมกระทบแก้มนางที่เปรอะฝุ่น “หนูเดินตามพี่อันค่ะ พี่จิน แขนพี่ยังใช้ได้ไหมคะ”

“ใช้ได้” ฉันตอบ ทั้งที่ข้อมือขวายังชาจากแรงสะท้อน “อย่าใช้แสงรักษากับข้าตอนนี้ เก็บแรงไว้ ถ้ามีใครเลือดออกจริงค่อยส่อง”

“หนูไม่ได้คิดจะฝืนค่ะ” จินยีกล่าวเสียงอ่อนแต่ชัด “หนูแค่ถาม เพราะหนูเห็นนิ้วพี่สั่นตอนกอดห่อผ้า”

ลิลี่ที่เดินท้ายแทรกขึ้นมาพอได้ยิน “เขาไม่ได้สั่นเพราะกลัวห่อผ้าหลุด เขาสั่นเพราะฝืนยันเพดานด้วยขั้นที่เต็มขีดแล้ว อย่าให้เขาต้องตอบยาวนัก น้อง จงเดิน”

“ลิลี่พี่พูดแรง แต่หนูเข้าใจค่ะ” จินยีตอบ แล้วยิ้มจางๆ ที่แทบไม่เห็นในแสงโคม “หนูจะไม่ถามซ—!