📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 77 จาก 135

ตอนที่ 77: สัญญาณคลื่นเมฆาคราม

คลื่นพลังมืดสะท้านฟ้ายังคงแผ่ไอพิษเข้ามากดดันรอบถ้ำลับ...

กรรโชกพัดโหมผ่านเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงระยางอยู่ปากถ้ำลับ เสียงใบแห้งครูดกันดังกรอบแกรบราวกับมีมือใครมาลูบหินผาในยามดึก ไอมืดจากภายนอกแผ่ซึมเล็ดลอดตามรอยแตกของผนัง เย็นยะเยือกจนลมหายใจของฉันขาวเป็นไอแล้วสลายไปในความมืด ฉันกอดห่อผ้าแนบอกแน่นกว่าทุกครั้ง ผ้าชั้นนอกยังอุ่นจากอุณหภูมิกาย แต่ข้างในแหวนที่นิ้วขวาเริ่มส่งความร้อนแปลกปลอมขึ้นมาตามเส้นเอ็น

“จิน...” จินยีกระซิบแผ่วข้างหู เสียงนางสั่นไม่ใช่เพราะกลัวล้วน ๆ หากเพราะลมเย็นกัดริมฝีปาก “หนูได้กลิ่นควันธูปจาง ๆ ปนสมุนไพรแห้งค่ะ ถ้ำนี้ไม่ใช่โพรงธรรมดา”

“ข้าก็ได้กลิ่นเช่นกัน” อันว่าต่ำ มือข้างหนึ่งกดฝากล่องศิลาโอสถไว้ไม่ให้กระทบหิน “กลิ่นกำยานเก่าคละกับรากไม้ขม ใครบางคนเคยจุดธูปไว้ตรงนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ขี้เถ้าไม่อยู่ที่พื้น ลมคงพัดมันหายไปนานแล้ว”

ฉันพยักหน้าช้า ๆ ยังไม่กล้าส่งเสียงดัง ปราณในร่างของฉันอยู่ที่ระดับสามขั้นสมบูรณ์ พอจะประคองลมหายใจให้เงียบได้ หากคลื่นมืดที่กวาดตรวจตราอยู่ด้านนอกไม่ใช่สิ่งที่ปราณระดับนี้จะไปชนตรง ๆ ฉันจึงเลือกให้ทุกคนถอยลึกเข้าไปอีกสองก้าว จนหลังชิดผนังที่เย็นชื้น

โขมยืนที่ซอกทางแคบทางซ้าย นางใช้ปลายนิ้วลูบไอหมอกบาง ๆ ที่นางเพิ่งปล่อยออกไปปิดรอยเท้า “เส้นทางลับด้านในยังเดินต่อได้” นางกล่าวแผ่ว “แต่ถ้าคลื่นด้านนอกกดลงมาอีก หมอกของข้าจะถูกฉีกขาด ข้าขอปิดปากทางรองไว้ก่อน จะได้มีช่องถอยถ้าหินถล่ม”

“ทำเถิด” ฉันตอบ “อย่าจุดอะไรที่สว่างเกินจำเป็น”

มินหมอบต่ำใกล้ปากถ้ำแต่ไม่ยื่นศีรษะออกไป นัยน์ตาของนางหรี่มองช่องว่างระหว่างเถาวัลย์ “คลื่นลมด้านนอกเปลี่ยนทิศแล้วค่ะ” นางพูดเร็วแต่เบามาก “ไม่ใช่ลมป่าธรรมดา มันเป็นคลื่นกดในแนวดิ่ง กวาดจากฟากฟ้าลงยอดไม้ แล้วค่อยเลียมาตามหน้าผา ข้าจับพิกัดได้เป็นแถบยาว เหมือนมีอะไรลากตาข่ายมืดคลุมทั้งหุบ”

คำว่า “อะไร” ของนางทำให้ทุกคนนิ่ง

ครู่ต่อมาพื้นถ้ำสะเทือนเบา ๆ ไม่ถึงกับถล่ม แต่พอให้ฝุ่นหินร่วงจากเพดานเป็นสายบาง เศษกรวดก้อนเล็กกระทบไหล่ฉันแล้วกระดอนลงพื้น ดังกราวสั้น ๆ สองสามครั้งก่อนจะเงียบ เถาวัลย์ปากถ้ำสะบัดแรงจนน้ำค้างกระเด็นเป็นละอองเย็น

ลิลี่ก้าวครึ่งก้าวมาทางฉัน กระบี่วิญญาณในฝักส่งเสียงฮัมต่ำเหมือนเหล็กถูกปลุกแต่ยังไม่ถูกชัก “อย่าชักกระบี่” ฉันห้ามทันควัน “แสงคมของมันจะเป็นสัญญาณ”

“ข้ายังไม่ชัก” ลิลี่ตอบเสียงเรียบ “แต่ถ้าเพดานร่วงเป็นแผ่น ข้าจะฟันทางให้พวกเจ้าถอย ข้าไม่สู้กับเงานั้นตรง ๆ ข้าแค่กันหิน”

“ดี” ฉันว่า “เรายังไม่แตกหักกับมัน”

คลื่นมืดระดับสี่กวาดผ่านหน้าผาด้านนอกอีกครั้ง ครั้งนี้หนักกว่าเดิม แรงกดทำให้หูฉันอื้อชั่วขณะ ราวกับมีฝ่ามือมหึมากดอากาศทั้งหุบให้แบน เศษหินก้อนเล็กจากรอยแตกบนเพดานร่วงกราวลงมาเป็นชุด บางก้อนตกใกล้ปลายเท้าจินยี นางสะดุ้งแต่ไม่ร้อง เพียงชิดไหล่ฉันแน่นขึ้น

“หนูไม่เป็นไรค่ะ” นางรีบพูดก่อนที่ฉันจะเอ่ยถาม “แต่ข้อมือพี่... หนูเห็นแสงใต้แขนเสื้อ”

ฉันก้มมอง

ใต้ชายแขนเสื้อด้านขวา มีประกายสีครามเรืองรองเป็นจังหวะ ไม่สว่างพอจะสาดออกไปถึงปากถ้ำ แต่พอให้เส้นเลือดที่หลังมือฉันดูคล้ำขึ้นในแสงนั้น แหวนเก็บของส่งความร้อนราวกับมีถ่านเล็ก ๆ ฝังอยู่ในเนื้อโลหะ แกนเมฆาครามที่ซ่อนอยู่ภายในไม่ได้หลุดออกมา มันยังอยู่ในแหวน ทว่ามันสั่นพ้องกับบางสิ่งในผนังถ้ำ

ฉันเงยหน้าตามรอยแสง

บนหินผาด้านในมีเส้นแร่โบราณฝังตัวเป็นลายคดเคี้ยว สีของแร่คล้ายครามเข้มกว่าแสงที่ข้อมือฉันเล็กน้อย เมื่อคลื่นมืดภายนอกกวาดผ่าน เส้นแร่เหล่านั้นตอบสนองด้วยการมืดวูบแล้วสว่างจาง ๆ สลับกัน เหมือนเส้นเลือดของถ้ำถูกปลุกให้จำบางสิ่งที่มันเคยรู้จัก

แกนในแหวนสั่นแรงขึ้น

ความร้อนพุ่งจากนิ้วเข้าข้อมือ แล้วไต่ท่อนแขนจนฉันต้องกัดฟัน ห่อผ้าที่อกขยับเพราะแขนฉันเกร็ง ฉันรีบกดมันไว้ด้วยแขนซ้าย ไม่ยอมให้ผ้าคลายแม้เพียงนิ้วเดียว

[ระบบ] แจ้งเตือน — ตรวจพบสนามพลังโบราณในผนังถ้ำนี้ เส้นแร่กำลังสั่นพ้องกับแกนเมฆาคราม แกนเรียกร้องการปลดปล่อย และขอเปิดสู่อากาศภายนอกเพื่อตอบสัญญาณ

“ไม่” ฉันกระซิบออกไปทั้งที่ไม่มีใครถาม “ห้ามเปิด”

“พี่พูดกับอะไรคะ” จินยีกุมแขนฉันไว้ ฝ่ามือนางเย็น “หนูเห็นหน้าพี่ซีด”

“แกนมันอยากออก” ฉันกล่าวตรง ๆ เพราะปิดบังเพื่อนในถ้ำแคบนี้ไม่มีประโยชน์ “ถ้ามันเปล่งแสงออกไปนอกแหวน คลื่นด้านนอกจะจับเราได้ทันที”

ลิลี่หันมาทันที ดวงตาคมแต่เสียงยังต่ำ “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”

“ข้าจะข่มมัน” ฉันตอบ “ใช้ปราณสายฟ้ากดไว้ในแหวน ไม่ให้แสงรั่ว ไม่ให้ไอร้อนพ่นออกอากาศ”

อันขมวดคิ้ว “สายฟ้ากับความร้อนของแกนมันคนละชนิด เจ้ากดแรงเกิน ข้อมือจะไหม้จากข้างใน”

“ถ้าไม่กด เราตายก่อนข้อมือไหม้” ฉันว่า “อัน เตรียมผงศิลาเย็นไว้ ลิลี่ ระวังหลังข้า อย่าให้ใครในพวกเราหันหลังให้ปากถ้ำพร้อมกัน”

“รับปาก” ลิลี่กล่าวเพียงสองพยางค์ แล้วยืนเฉียงตัวบังฉันจากทางที่ลมเข้า นางไม่ได้ชักกระบี่ เพียงวางฝ่ามือบนด้าม เพื่อให้พร้อมหากหินใหญ่หลุด

ฉันหลับตาครึ่งหนึ่ง รวบรวมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์จากตันเถียน ไม่ใช่เพื่อโจมตี หากเพื่อห่อหุ้ม กระแสสายฟ้าในร่างฉันปกติแล้วแล่นเร็วและแหลม แต่คราวนี้ฉันบิดมันให้ช้า บีบให้มันกลายเป็นวงแหวนบาง ๆ รอบนิ้วขวา แล้วกดลงบนผิวแหวนทีละชั้น เหมือนใช้มือกดฝาหม้อที่กำลังเดือด ไม่ให้ไอน้ำพุ่ง

แกนเมฆาครามดิ้น

มันไม่ใช่สัตว์ ไม่มีเสียงร้อง แต่มันมีความต้องการชัดเจนจนฉันสัมผัสได้ผ่านผิวโลหะ มันอยากตอบเส้นแร่ อยากให้แสงครามของมันพ้นจากที่เก็บ อยากเปิดออกสู่ลมเย็นข้างนอกเพียงชั่วครู่ ความร้อนจึงยิ่งพุ่ง เหงื่อที่ขมับฉันเย็นทันทีเมื่อปะทะอากาศถ้ำ แต่ข้อมือร้อนราวกับจุ่มน้ำร้อน

“อย่าฝืนจนเส้นปราณขาด” โขมกล่าวจากด้านซ้าย โดยไม่ละสายตาจากทางลับ “ข้าปิดหมอกไว้แล้ว ถ้าเจ้าปล่อยแสงแม้เพียงเสี้ยว ข้าจะดึงทุกคนถอยเข้าซอกหินทันที เจ้าต้องตามให้ทัน”

“ฉันตามทัน” ฉันตอบเสียงแหบ “อย่าเพิ่งถอย ถ้าเราขยับพร้อมพรางแสง เงาด้านนอกจะเห็นการเคลื่อนไหว”

มินพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา “มันช้าลงค่ะ”

“อะไรช้าลง” ลิลี่ถาม

“คลื่นมืดค่ะ” มินกล่าว น้ำเสียงตึง “เมื่อครู่มันกวาดต่อเนื่องเหมือนตาข่ายถูกลาก แต่ตอนนี้มันหยุดนิ่งเหนือยอดไม้ด้านนอกของหุบ ไม่วิ่งต่อ ไม่วนกลับ มันค้างอยู่จุดเดียว ราวกับ... ราวกับมันได้กลิ่นบางอย่างในลม แล้วยืนฟัง”

หัวใจฉันตกท้อง

“มันจับการสั่นพ้องได้หรือยัง” ฉันถาม

“ยังไม่เต็มรูปค่ะ” มินตอบ “ข้าเห็นเพียงว่าทิศทางของคลื่นลมรอบตัวมันเปลี่ยนจากกวาดกว้าง มาเป็นการจี้ลงจุดเดียวเหนือป่าตรงข้ามปากถ้ำนี้ มันยังไม่ใช่คน ยังไม่มีฝีเท้า ไม่มีลมหายใจ ไม่มีร่างให้ฟัน มันเป็นเพียงเงาคลื่นมืด แต่เงานั้นฉลาดพอจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงแปลก”

อันเปิดกล่องศิลาเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลิ่นสมุนไพรเย็นจัดลอยขึ้นมาแทนที่กลิ่นกำยานเก่า “ยื่นมือมา” นางสั่ง “ข้าจะโรยผงศิลาเย็นที่ข้อมือ ไม่ใช่รักษาขาด เพียงดับไอร้อนไม่ให้มันสุมจนแสงรั่วจากรูขุมขน”

ฉันยื่นแขนขวาออกเพียงนิด โดยแขนซ้ายยังกอดห่อผ้าไว้ ผงละเอียดสีเทาจางโปรยลงบนผิวหนังที่แดงเรื่อ ความเย็นแล่นเข้าเนื้อทันที จนเส้นสายฟ้าที่ฉันใช้กดแกนสะดุดไปครู่หนึ่ง แกนฉวยจังหวะนั้นดีดแสงครามขึ้นใต้ผิวแหวนอีกครั้ง แสงจางแต่ชัด พอให้หยดน้ำบนผนังใกล้ ๆ สะท้อนสี

“ดับ!” ฉันสบถในลำคอ แล้วกระชากปราณสายฟ้ากดลงแรงกว่าเดิม

ความเจ็บแล่นจากข้อมือขึ้นถึงไหล่ ฉันเข่าอ่อนลงครึ่งหนึ่ง ลิลี่คว้าต้นแขนฉันไว้ทัน ไม่ให้น้ำหนักตัวไปกระแทกหิน

“ยืนให้ได้” นางกล่าวใกล้หู “ถ้าเจ้าล้ม แสงจะกระเด็น ข้ายันไว้ให้ เจ้ากดต่อไป”

“ขอบคุณ” ฉันบีบเสียงออกมา

จินยียกโคมวิญญาณขึ้นมาใกล้ข้อมือฉัน แต่หมุนไส้โคมให้แสงหดเหลือเพียงจุดอุ่นเท่าเมล็ดถั่ว “หนูจะใช้แสงรักษาเฉพาะจุดค่ะ” นางกระซิบ “ไม่สาด ไม่ลอย ไม่ให้มันไปถึงปากถ้ำ พี่ทนอีกนิดนะคะ หนูอยู่ตรงนี้”

ไอโคมอุ่นนุ่มไหลเข้าเส้นเอ็นที่กำลังถูกสายฟ้ากับความร้อนรุมทึ้ง มันไม่ได้ลบความเจ็บทั้งหมด หากคล้ายมีมือเย็น ๆ ประคองแผลจากข้างใน ไม่ให้เส้นปราณฉีกกว้าง ฉันหายใจออกยาว แล้วดึงปราณกลับมาเป็นระเบียบ

“จินยี” ฉันกล่าว “เบาลงได้อีกนิด แสงรักษาของเจ้าแม้เล็กก็ยังเป็นแสง”

“หนูรู้ค่ะ” นางตอบทันที แล้วหรี่โคมจนแทบไม่เห็น “หนูจะใช้แค่ไอ ไม่ใช้เปลว พี่อย่าไล่หนูไปนะคะ ถ้าหนูไม่จับข้อมือไว้ พี่จะกดจนเส้นขาดโดยไม่รู้ตัว”

“ข้าไม่ไล่” ฉันว่า เสียงอ่อนลงโดยไม่ตั้งใจ “อยู่ตรงนี้ก็พอ”

อันโรยผงรอบที่สอง คราวนี้บางกว่าและแม่นกว่า “พอแล้วสำหรับผิว” นางกล่าว “ถ้าข้าใส่ผงมากไป มันจะแข็งเป็นคราบ แล้วตอนเจ้าต้องขยับนิ้วเพื่อเปิดทางลับ นิ้วจะติด ข้าไม่ยอมให้เจ้าพิการเพราะยาของข้าเอง”

“เจ้าคิดไกลไป” ฉันพยายามยิ้มแต่ยิ้มไม่ออก

“ในถ้ำแบบนี้ คนที่คิดไม่ไกลตายก่อน” อันตอบเรียบ “แกนยังอยู่ในแหวนใช่หรือไม่”

“ยังอยู่” ฉันยืนยัน “ฉันไม่เปิดมัน ฉันไม่ยอมให้มันออกสู่อากาศ แสงที่พวกเจ้าเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงแสงใต้ผิว ไม่ใช่การปลดปล่อย”

[ระบบ] สะกดข่ม — พลังสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์กำลังกดทับแกนเมฆาคราม—!