📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 76 จาก 135

ตอนที่ 76: เตรียมพร้อมใต้เงามืด

คลื่นพลังมืดสะท้านฟ้ายังคงแผ่ไอพิษเข้ามากดดันรอบถ้ำลับ...

ความเย็นของศิลาซึมผ่านผ้าบาง ๆ ที่บ่าฉัน ราวกับผนังถ้ำเองก็หายใจช้า ๆ อยู่ในความมืด ฉันพิงแผ่นหินหยาบไว้แน่น กอดห่อผ้าแนบอกด้วยสองแขน น้ำหนักของมันไม่มากนัก แต่ความร้อนจาง ๆ ที่ซึมออกมาจากเนื้อผ้าทำให้ฝ่ามือฉันชุ่มเหงื่อ แม้ลมในถ้ำจะเย็นจนเส้นผมที่ขมับเกาะติดผิวหนัง

หยดน้ำกระทบแอ่งศิลาดังกังวานเป็นระยะ ไม่เร่ง ไม่ช้า ราวกับมีใครบางคนเคาะจังหวะนับลมหายใจของพวกเรา กลิ่นหินเปียกปนกลิ่นรากไม้เก่าและควันกำยานจางที่อันจุดไว้เมื่อครู่ก่อน ลอยต่ำติดพื้น ไม่อาจลอยสูงเพราะปากถ้ำถูกเถาวัลย์โบราณปกคลุมหนาทึบ จนแสงจากภายนอกเหลือเพียงเส้นบาง ๆ สีเทาหม่น

แหวนที่นิ้วนางขวาของฉันกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง ไอร้อนของแกนเมฆาครามไม่ใช่ไฟที่เผาผิว หากเป็นคลื่นอุ่นที่เต้นเป็นจังหวะ ราวกับแกนในแหวนได้กลิ่นบางอย่างจากอากาศภายนอก แล้วอยากจะตอบรับ อยากจะแหวกม่านปราณที่ฉันกดทับไว้ออกไปสัมผัสคลื่นมืดนั้นด้วยตนเอง

ฉันกัดริมฝีปาก กดปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ลงที่ข้อนิ้ว เส้นปราณสายฟ้าในแขนขวาสั่นระริกแผ่ว ๆ แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่ฉันควบคุมได้ ไม่มีประกายฟ้าแลบออกจากผิว ไม่มีกลิ่นโอโซนหลุดลอย ฉันกระซิบในลำคอต่ำจนแทบไม่เป็นคำ

“อย่าเปิด… อย่าตอบมัน…”

[ระบบ] สภาวะคลื่นมืดภายนอกยังคงแทรกซึม — แกนเมฆาครามในแหวนตอบสนองต่อแรงกดจาก ระยะไกล — คำแนะนำ: คงสถานะกดปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ ห้ามเปิดแกนออกสู่อากาศภายนอก มิฉะนั้นคลื่นตอบสนองจะถูกอ่านพิกัดได้

ข้อความนั้นลอยขึ้นในห้วงนึกเพียงชั่วลมหายใจ แล้วมลายไป ฉันไม่ได้เหลียวมองใคร เพียงแต่กระชับห่อผ้าให้ชิดอกมากขึ้นอีกนิด ผ้าชั้นนอกเย็น ชั้นในอุ่น ฉันไม่เปิด ไม่แหวก ไม่แม้แต่จะเดาว่าภายในห่อคือสิ่งใด หน้าที่ของฉันในคืนนี้มีเพียงกอดไว้ และไม่ให้ไอร้อนของแหวนเล็ดลอดออกไปเป็นสัญญาณ

เสียงฝีเท้าเบาดังจากซอกหินด้านปากถ้ำ มินก้มตัวต่ำ ผมดำรวบไว้ด้านหลัง เนตรของนางวาวระยิบในความมืดราวกับกำลังนับจังหวะลม โขมตามมาติด ๆ มือข้างหนึ่งลูบเถาวัลย์ที่ปากทาง ราวกับอ่านความชื้นและความตึงของเส้นเถา

“จิน” มินกระซิบ เสียงนางแบนเรียบแต่คม “ข้ากับโขมเฝ้าซอกหินมาได้ครู่ใหญ่แล้ว เงาระดับสี่ยังไม่ลงมาเป็นร่างคน มันเป็นเพียงคลื่นมืดกวาดตรวจตราอยู่เหนือยอดไม้ นอกแนวป่า”

โขมผงกศีรษะช้า ๆ “จังหวะการกวาดของมันไม่สนิท ตราครึ่งแผ่นที่แตกทำให้วงคลื่นมีช่องว่าง ประมาณหนึ่งลมหายใจยาวในทุก ๆ สามวง ช่องนั้นแคบ แต่มีจริง”

ฉันเงยหน้ามองทั้งสอง “มันรู้หรือยังว่าเราอยู่ที่นี่”

“ยังไม่รู้แน่” มินตอบ “แต่คลื่นของมันเริ่มไล่จากทิศตะวันตกมาทางแนวผา ถ้าเราปล่อยให้ไอวิญญาณหรือไอร้อนจากแหวนหลุดออกแม้เพียงเส้นด้าย มันจะหันหัวมาตรงนี้ในพริบตา”

ลิลี่ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลจากกองเถ้าเย็น ยกกระบี่วิญญาณขึ้นพาดเข่า นิ้วเรียวลูบตามสันคมอย่างนิ่งเชียบ แสงหม่นของคมกระบี่ไม่ลุกเป็นเปลว หากสั่นไหวอ่อน ๆ ราวกับหายใจร่วมกับนาง

“ข้าพร้อมจะยืนปากทาง” ลิลี่กล่าวเสียงต่ำ “แต่ข้าไม่เห็นด้วยกับการประจันหน้า คืนนี้เราไม่ได้มาสู้แตกหัก เรามาซ่อน และรอช่องว่างของตราที่แตก”

“ถูกแล้ว” ฉันตอบ “ไม่มีใครออกไปท้าคลื่นนั้น ลิลี่ เจ้าตรวจคมไว้ให้พร้อมก็พอ ถ้ามันเลียเข้ามาถึงเถาวัลย์ เราจะถอยลึกเข้าไปในโพรง ไม่ใช่พุ่งออกไป”

อันนั่งยอง ๆ ใกล้ปากถ้ำด้านใน เปิดกล่องศิลาโอสถออกเบา ๆ กลิ่นสมุนไพรขมฝาดผสมกลิ่นดินเผาโชยมาแตะจมูกฉัน นางหยิบผงสีเทาหม่นขึ้นมาหนึ่งหยิบมือ โรยเป็นเส้นบางตามร่องหิน ไม่ให้เป็นกอง ไม่ให้เป็นวงที่ตาคนมองเห็นได้จาก ระยะไกล

“ผงกลบกลิ่นไอวิญญาณชุดนี้ข้าบดไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าป่าบรรพกาล” อันกล่าวโดยไม่เงยหน้า “มันจะกดกลิ่นปราณของเราให้จมลงกับกลิ่นหินและรากไม้ แต่ถ้าใครฝืนปล่อยปราณพุ่งแรง ผงนี้ก็กลบไม่ไหว จิน ไอร้อนจากแหวนของเจ้าคือสิ่งที่ข้ากังวลที่สุด”

“ฉันกดไว้แล้ว” ฉันตอบ เสียงแหบกว่าที่ตั้งใจ “ระดับสามขั้นสมบูรณ์ยังพอห่อมันได้ ขอเพียงทุกคนไม่ทำให้ฉันต้องปล่อยปราณป้องกันกะทันหัน”

จินยีนั่งชิดไหล่ฉันด้านซ้าย โคมวิญญาณในมือนางถูกคลุมผ้าบางไว้ แสงภายในหม่นจนแทบไม่เห็นเป็นดวง เป็นเพียงไออุ่นสีขาวนวลที่กระพริบตามลมหายใจของนาง นางอายุสิบหก ใบหน้าซีดในความมืด แต่ดวงตายังมั่น

“พี่จิน” จินยีกระซิบ “หนูจะประคองโคมให้อยู่ในระยะแสงหม่นค่ะ ถ้าใครบาดเจ็บ หนูค่อยเบิกแสงรักษาทีละนิด ไม่ให้มันสว่างจนทะลุเถาวัลย์”

“ดีมาก” ฉันกล่าว “อย่าเบิกถ้ายังไม่มีใครเจ็บ แสงแม้หม่นก็ยังเป็นแสง”

“หนูเข้าใจค่ะ” นางตอบ แล้วนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมด้วยเสียงที่สั่นเพียงนิดเดียว “แต่หนูกลัวว่า ถ้าคลื่นมืดมันกวาดมาจนถึงปากถ้ำ โคมจะตอบสนองเองโดยที่หนูห้ามไม่อยู่”

ลิลี่เหลือบมองนาง “ถ้าโคมสั่น เจ้าบอกข้าทันที อย่าพยายามกลบด้วยปราณของเจ้าเอง ปราณรักษาที่พุ่งสวนจะยิ่งเป็นธงชี้ทาง”

“ค่ะ” จินยีตอบสั้น แต่คำนั้นหนัก

ฉันทบทวนแผนในใจอีกรอบ แล้วเอ่ยให้ทุกคนได้ยินชัดในวงแคบ

“ฟังฉันให้จบก่อนที่คลื่นรอบหน้าจะมา เราจะประสานปราณเงียบ ไม่ใช่หลอมรวมจนเป็นดวงเดียว เพราะดวงเดียวสว่างเกิน ฉันจะใช้ปราณสายฟ้าระดับสามแผ่เป็นม่านบางคลุมแหวนและห่อผ้า โขมช่วยเบนไอหมอกในถ้ำให้ไหลทับม่านนั้น มินคอยฟังจังหวะช่องว่างของตราครึ่งแผ่น ลิลี่ถือกระบี่วิญญาณไว้ในระดับพร้อม แต่ห้ามชักประกาย อันโรยผงต่อเนื่องเป็นชั้นบาง จินยีคุมโคม ถ้ามีใครอยากค้าน จงค้านเดี๋ยวนี้”

ความเงียบกินเวลาเพียงสามหยดน้ำ

โขมเอ่ยขึ้นก่อน “ข้าไม่ค้าน แต่ข้ามีเงื่อนไข ปราณสายฟ้าของเจ้าระดับสามนั้นคม ถ้าแผ่แรงไป มันจะกรีดหมอกของข้าจนเกิดรอยแยก เจ้าต้องแผ่ให้มันเป็นเพียงเยื่อ ไม่ใช่ตาข่ายสายฟ้า”

“ฉันทำได้” ฉันตอบ “เจ้าบอกฉันเมื่อเยื่อเริ่มกรีด”

มินเสริม “ข้าจะนับจังหวะให้ดังพอที่ทุกคนได้ยินในถ้ำ แต่จะไม่ตะโกน หนึ่งคือวงคลื่นมา สองคือช่องว่าง สามคือคลื่นถัดไป ถ้าข้าพูดว่า ‘เบน’ แปลว่าคลื่นเริ่มเอียงเข้าหาผา ทุกคนลดลมหายใจลงครึ่งหนึ่ง”

อันพยักหน้า “ข้าจะโรยผงตามจังหวะสอง เพราะตอนช่องว่าง กลิ่นภายนอกบาง ผงจะไม่ถูกคลื่นมืดดูดกลิ่นไปอ่าน”

ลิลี่เคาะสันกระบี่เบา ๆ ครั้งเดียว “ข้ายืนระหว่างพวกเจ้ากับปากทาง ถ้าเถาวัลย์สั่นโดยไม่มีลม ข้าจะบอก ไม่ใช่ฟัน”

จินยียิ้มจาง ๆ แม้ในความมืด “หนูจะอยู่กับพี่จินค่ะ ถ้าแหวนร้อนขึ้น หนูจะแตะข้อมือพี่ เพื่อให้พี่รู้ว่าเสียงในหัวพี่อาจจะไม่ใช่เสียงของพี่คนเดียว”

คำของนางทำให้อกฉันตึง ฉันรู้ว่านางหมายถึงอะไร แกนเมฆาครามไม่ได้พูดเป็นภาษามนุษย์ แต่มันกระตุ้นให้คิดว่าการเปิดมันออกคือทางรอด ฉันเคยเกือบเชื่อความคิดนั้นมาแล้วครั้งหนึ่งในป่าด้านนอก และคืนนี้ฉันจะไม่เชื่ออีก

“ขอบคุณ” ฉันกล่าวกับนาง “ถ้าฉันเริ่มฝืนเปิดแหวน เจ้าจับแขนฉันไว้ให้แน่น อย่าเกรงใจ”

“หนูไม่เกรงใจค่ะ” จินยีตอบทันที “หนูจะจับจนพี่เจ็บก็ได้ ถ้าจำเป็น”

อันหัวเราะในลำคอแผ่ว ๆ “ดี อย่างน้อยก็มีคนกล้าสั่งผู้นำทีมได้ตรง ๆ”

“อย่าล้อตอนนี้” ลิลี่กล่าว แต่มุมปากนางไม่แข็งกร้าวเหมือนคำพูด “จิน เริ่มม่านได้เมื่อเจ้าพร้อม ข้าจะปรับลมหายใจให้เข้ากับเจ้า”

ฉันหลับตาลงครู่หนึ่ง ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในตันเถียนไม่พุ่งพล่านเหมือนตอนเพิ่งทะลวง มันนิ่งเป็นบึงที่มีฟ้าแลบอยู่ก้นน้ำ ฉันดึงเส้นบาง ๆ ขึ้นมาตามแขนขวา ไม่ให้ถึงขั้นที่เส้นเอ็นเรืองแสง แล้วแผ่มันออกเป็นเยื่อหุ้มรอบนิ้วที่สวมแหวน จากนั้นขยายเยื่อนั้นคลุมฝ่ามือที่กอดห่อผ้า

ไอร้อนของแกนเมฆาครามกระแทกเยื่อปราณทันที ราวกับสัตว์ตัวเล็กที่ถูกขังแล้วเอาหัวชนกรง คลื่นอุ่นวิ่งเป็นระลอกสามครั้ง ครั้งแรกเบา ครั้งที่สองแรงขึ้น ครั้งที่สามสั่นจนผ้าที่อกฉันกระเพื่อม

ฉันกัดฟัน “อยู่… อยู่ในแหวน…”

โขมยกสองมือขึ้น หมอกบางในถ้ำซึ่งเดิมลอยไร้ทิศเริ่มไหลเอื่อยเป็นม่านทับเยื่อสายฟ้าของฉัน ลมหายใจของนางยาวและต่ำ

“เยื่อของเจ้ายังคมไปทางขอบซ้าย” โขมกล่าว “ผ่อนข้อมือลงอีกเส้นหนึ่ง ใช่… ตอนนี้มันนอนกับหมอกได้แล้ว ไม่กรีด”

มินซึ่งย่อตัวที่ซอกหินเอ่ยโดยไม่หันกลับมา “หนึ่ง”

คำเดียวเท่านั้น แต่ทุกคนในถ้ำรู้ความหมาย ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างนอกเถาวัลย์ ไม่ใช่เสียงฝีเท้า หากเป็นเสียงอากาศถูกกดให้แบน ราวกับมีผ้ามืดผืนมหึมากวาดผ่านยอดไม้ ใบไม้ไม่แตกหัก แต่ส่งเสียงครางต่ำติดกันเป็นพืด

จินยีตัวแข็งข้างฉัน โคมในมือนางกระพริบหนึ่งครั้ง นางรีบกดฝ่ามือทับผ้าคลุม

“หนูห้ามมันไว้ได้ค่ะ” นางกระซิบ “แต่มันอยากสว่าง”

“กลั้นต่อ” ฉันกล่าว “มิน อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงสอง”

“อีกครึ่งลมหายใจ” มินตอบ “วงนี้กว้างกว่าวงก่อน มันกวาดช้าลง ราวกับกำลังชิมกลิ่น”

อันหยุดมือที่กำลังจะโรยผง “ช้าลงแปลว่ามันสงสัย หรือแปลว่าตราที่แตกทำให้มันอ่อน”

“ทั้งสองอย่าง” โขมตอบ “ช่องว่างจะมาหลังความช้านี้ อย่าเพิ่งโรย รอสอง”

ฉันรู้สึกถึงห่อผ้ากระตุกแผ่ว ๆ มิใช่เพราะสิ่งภายในดิ้นให้เห็น หากเป็นเพราะไอร้อนจากแหวนอยากจะซึมผ่านผ้าไปสัมผัสคลื่นภายนอก ฉันกดคางลงแตะขอบห่อโดยไม่เปิด ม่านปราณสายฟ้าสั่นที่ขอบ

[ระบบ] แกนเมฆาครามขอระบายไอร้อนสู่ภายนอก — คำขอถูกระงับ — สถานะผู้ใช้: ระดับสามขั้นสมบูรณ์ คงที่ — หากฝืนเปิดแกน พิกัดถ้ำลับจะถูกคลื่นมืดอ่านภายในหนึ่งวงกวาด

เหงื่อเย็นไหลตามขมับฉัน ฉันกระซิบตอบข้อความนั้นทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครในระบบจะมาช่วย

“ฉันไม่เปิด”

“สอง” มินเอ่ย

อันโรยผงทันที เส้นสีเทาบางราวกับเถ้าบุหรี่ตกลงตามร่องหินปากถ้ำ กลิ่นขมฝาดพุ่งขึ้นแล้วถูกหมอกของโขมกดให้จม ฉันได้กลิ่นนั้นชัดในจมูกตนเอง แต่เชื่อว่าภายนอกมันจะปนไปกับกลิ่นรากเถาวัลย์จนแยกไม่ออก

“ช่องว่างแคบกว่าที่ข้าเดา” มินกล่าวต่อเสียงต่ำ “ตราครึ่งแผ่นฝั่งขวาของคลื่นมันขาดเป็นหยัก ไม่ใช่ขาดเรียบ แปลว่าจังหวะเว้นไม่เท่ากันทุกวง วงหน้าอาจสั้นลง”

ลิลี่ขมวดคิ้ว “ถ้าสั้นลง แผนนับหนึ่งสองสามของเจ้าจะหลอกเราเอง”

“เพราะงั้นข้าจะไม่ยึดตัวเลขตายตัว” มินตอบไม่โกรธ “ข้าจะยึดความรู้สึกที่เนตรพิกัดอ่านได้ ถ้าข้าเงียบ แปลว่าข้ายังฟังอยู่ อย่าทวงจังหวะจากข้ากลางวงคลื่น”

“รับทราบ” ฉันกล่าว “ลิลี่ พักการทวงได้ เราไว้ใจเนตรของมิน”

ลิลี่สูดลมหายใจยาว แล้วผ่อน “ข้าไม่ได้ไม่ไว้ใจ ข้าแค่ไม่ชอบแผนที่เปลี่ยนกลางทางโดยไม่มีดาบสำรอง”

“ดาบสำรองคือการถอยลึก” โขมชี้ไปทางโพรงมืดด้านหลังพวกเรา “ข้าเดินสำรวจไว้แล้วเมื่อครู่ก่อนที่พวกเจ้าจะตั้งวง โพรงคดไปทางซ้ายประมาณยี่สิบก้าว แล้วบานออกเป็นห้องหินเล็ก มีร่องน้ำหยด ไม่มีปากทางที่สอง แต่มีโพรงอากาศสูงพอให้หมอกข้าเบนกลิ่นขึ้นไปปนกับรอยรั่วของเพดาน ถ้าคลื่นมืดเลียเถาวัลย์ เราถอยไปห้องนั้น แล้วให้ข้าอุดปากถ้ำด้านนี้ด้วยม่านหมอกหนาชั่วคราว”

อันเหลือบมอง “ม่านหมอกหนาจะไม่กลายเป็นก้อนที่ตาคลื่นมองเห็นหรือ”

“ถ้าข้าทำไม่ดี มันจะเป็นก้อน” โขมยอมรับ “แต่ถ้าจินช่วยหุ้มขอบม่านด้วยเยื่อสายฟ้าบาง ๆ มันจะดูเหมือนไอเย็นของถ้ำธรรมดา ไม่ใช่ปราณคน”

ฉันชั่งน้ำหนักคำนาง ความเสี่ยงมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือการขยับปราณเพิ่มอาจทำให้แกนเมฆาครามฉวยจังหวะกระแทกออก ชั้นที่สองคือการไม่เตรียมทางถอยจะทำให้เราติดอยู่กับปากถ้ำเมื่อคลื่นเปลี่ยนทิศ

“ได้” ฉันตัดสิน “แต่ฉันจะหุ้มขอบม่านก็ต่อเมื่อมินสั่งเบนเท่านั้น ไม่ทำล่วงหน้า โขม เจ้าจำเส้นทางยี่สิบก้าวนั้นได้ในความมืดสนิทหรือไม่”

“ได้” นางตอบ “ข้าผูกเชือกหญ้าแห้งไว้ที่ข้อเท้าซ้ายของตัวเอง และอีกปลายผูกกับหินงอกปากโพรง ถ้ามืดสนิท ข้าเดินตามเชือก ไม่ต้องใช้ตา”

จินยีกระซิบชื่นชมโดยไม่ตั้งใจ “พี่โขมคิดละเอียดมากค่ะ”

“ไม่ใช่คิดละเอียด” โข—!