รุ่งขึ้นหินโรงยังไม่แห้ง ลมหายใจในผ้าสั้นกว่าเมื่อวานตอนวางขัน
จินยีตื่นก่อนฉันจะสั่ง นางไม่ได้จุดโคม นางแค่เอามือประกบโคมคว่ำ แล้วมองห่อ
"สั้นลงอีกค่ะ" นางกระซิบ "ไม่ใช่เพราะหนาวอย่างเดียว หนาวทำให้ถี่ได้ แต่นี่ถี่แล้วค่อยแผ่ว แผ่วแบบนี้หนูเคยเจอในคนเดินทางที่ปราณรั่ว ไม่ใช่ในผ้า หนูไม่รู้ว่าในผ้าเป็นคนหรือไม่ใช่คน หนูรู้แค่ว่าลมหายใจกำลังเสียจังหวะ"
"ห้ามเดาชื่อ" ฉันว่า "ถ้าจะรักษา รักษาโดยไม่ให้แสงออกจากชายผ้าข้า"
ลิลี่ขมวด "จุดในโรง ช่องหลังคาจะเลียแสงออกไปที่บาน ผู้อาวุโสบอกไว้แล้วว่าโผล่พ้นผ้าอีกครั้งเขาไม่นับกระดิ่งให้"
"ไม่จุดในโรง" ฉันตอบ "จุดใต้ผ้าคลุม กลางลาน โขมตั้งแผ่นบัง ลิลี่กันคน ไม่กันแสงด้วยดาบที่ชักพ้นฝัก"
อันอยู่ที่ธรณีอยู่แล้ว "ข้าตัดกลิ่นก่อนจุด แสงรักษาไม่ควรมีกลิ่น แต่ผ้าอุ่นจะมี ข้าไม่ให้กลิ่นอุ่นลอยขึ้นชานหลังโรง"
โขมลุกโดยไม่บ่นเรื่องเมื่อคืน "แผ่นยืมตั้งได้ กลบคมดาบไม่ได้ตามที่มินอ่าน กลบแสงได้ถ้านางจุดต่ำกว่าคางผ้า ไม่จุดสูงกว่าไหล่"
มินยืนที่มุมที่เห็นทั้งบานและทางเหนือ "คลื่นทมิฬยังเป็นส่วนโค้ง ไม่ปิดวง แรงกดฝั่งน้ำไม่ขยับเข้า ข้าดูให้ ถ้าโค้งขยับระหว่างจุด ข้าจะบอกให้ดับ ไม่บอกให้หนี"
เราออกไปลานตอนตรอกยังเทา ชาวบ้านไม่ลงมา มีตาที่ระเบียงสองบาน ผู้อาวุโสไม่อยู่ที่บานใน บานยังปิด ร่องไม้ไม่อุ่นเท่าเมื่อคืน
ลิลี่ยืนนอกแผ่นหมอก ฝักกระบี่วิญญาณชิดขา "ฝึกก้าวไปด้วยกัน เจ้าขยับหนึ่งก้าวในแผ่นโดยไม่ทำให้หมอกเป็นคลื่น ข้ายกดาบได้แค่ความกว้างฝ่ามือ ยกพ้นนั้นปลายฝักจะสั่นแผ่นตามที่เมื่อคืนพิสูจน์แล้ว"
"หนึ่งก้าว" ฉันรับ "ไม่ใช่การชักฟ้า"
จินยีมุดเข้าใต้ชายผ้าคลุมด้านที่ห่ออยู่ โคมยังคว่ำ นางไม่ยกปากโคมขึ้น
"หนูจุดชั้นต่ำสุดค่ะ" นางบอก "แสงรักษาไม่ใช่ไฟโคมส่องทาง มันเป็นไออุ่น ถ้าพี่กดชายผ้าลงมาอีกคืบ ไอจะอยู่กับผ้า ไม่ไปที่ตาคนบนระเบียง"
ฉันกดชายผ้าลง ห่ออยู่ระหว่างอกกับแขน นางอยู่ใต้ผ้าคลุม คนนอกเห็นแต่หลังฉันกับแผ่นหมอก
แสงติด
ไม่วาบ เป็นอุ่นสีจางที่ฉันเห็นเพราะตาอยู่เหนือรอยพับ หินลานไม่ได้สะท้อน ระเบียงไม่ส่งเสียง
ลมหายใจในผ้าที่แผ่วอยู่ยาวออกหนึ่งจังหวะ แล้วอีกจังหวะ ไม่ได้แรงขึ้นเป็นเสียง แค่ไม่สั้นลงต่อ
"พอไหม" ฉันถาม
"พอให้จังหวะกลับมาค่ะ" จินยีตอบใต้ผ้า "ยังไม่พอให้หนูวางโคม ถ้าวางตอนนี้มันจะแผ่วใหม่ ขออีกสิบลมหายใจ"
"สิบ" ฉันนับให้ นับในใจไม่นับดัง
ระหว่างนับ ลิลี่ยกปลายฝักขึ้นหนึ่งฝ่ามือ แล้วหยุด "ข้าอยู่แค่นี้ เจ้าก้าวได้แล้ว ก้าวหลังเส้นที่โขมวางไว้ ไม่ก้าวชนแผ่น"
โขมชี้นิ้วไปที่รอยเปียกบนหิน "เส้นนั้น หนึ่งก้าวเงา ไม่ใช่ก้าวสายฟ้าทั้งขั้น ขั้นสามของเจ้าถ้าออกเป็นแสง แผ่นข้าจะขาด และแสงใต้ผ้าจะไม่ใช่แสงเดียวในลาน"
ก้าวแรกของฉันไม่เนียน
ส้นเท้าหนักไปนิด แผ่นหมอกหน้าอกเป็นคลื่นเท่านิ้ว ลิลี่ลดฝักทันที "พอ คลื่นนั้นคนบนระเบียงเห็นได้ ถอยกลับเส้น แล้วทำให้เบากว่านี้"
ฉันถอย ห่อไม่กระแทก จินยีไม่หลุดจากใต้ผ้า แสงยังอยู่ใต้พับ
โขมไม่ดุทั้งก้อน "คลื่นนิ้วเดียวซ่อมได้ ซ่อมด้วยการให้แผ่นหนาขึ้นครึ่งลม ไม่ใช่ด้วยการห้ามเจ้าขยับทั้งวัน"
นางทำให้แผ่นหนาตรงช่วงอกฉัน ตาบนระเบียงบานซ้ายขยับมู่ลี่ แล้วมู่ลี่นิ่ง เพราะไม่มีแสงให้จับ
"ใหม่" ลิลี่ว่า "หนึ่งก้าว ถ้าแผ่นเป็นคลื่นอีก เลิกฝึกวันนี้"
กระดิ่งทางเหนือดังหนึ่งครั้งตอนจินยียังนับลมหายใจใต้ผ้า ฉันไม่ตอบด้วยฝ่ามือสายฟ้า มือที่ว่างกดชายผ้า ไม่ยกไปที่คอใคร
"ไม่ตอบ" ฉันบอกดังพอให้ลิลี่ได้ยิน
"ดี" นางตอบ "ดังนั้นคือกระดิ่ง ไม่ใช่คำท้า ขอก้าวที่เบาได้แล้ว"
ฉันก้าว
เงาสายฟ้าที่ใช้ไม่ถึงระยะวาดอาวุธ มันแค่ย้ายน้ำหนักจากส้นไปปลายเท้าโดยที่หินไม่กระเพื่อม แผ่นหมอกหน้าอกไม่เป็นคลื่น ห่อไม่กระแทกซี่โครง จินยีไม่หลุดจากใต้ผ้า
มินที่นอกแผ่นพูดต่ำ "อ่านได้ว่าเจ้าขยับ แต่ไม่เห็นแสง อ่านได้เพราะแหวนร้อน ไม่ใช่เพราะฟ้า ร้อนแบบนี้คลื่นที่ลำน้ำอาจไม่สนใจ มันสนใจก้อนใหญ่กว่านี้"
"อีกสี่ลม" จินยีบอก "จังหวะยาวขึ้นแล้ว หนูจะดับเอง ไม่ให้พี่ต้องสั่งดัง"
นางดับตรงลมที่สิบ อุ่นค้างที่ผ้าอีกครู่แล้วจาง แสงไม่โผล่ที่ชายคลุม ฉันตรวจด้วยการก้มดูหิน ไม่มีประกาย
ลิลี่ลดฝักลง "ก้าวใช้ได้หนึ่งครั้ง ครั้งที่สองข้ายังไม่ให้ ดาบข้าเมื่อกี้ยกแค่ฝ่ามือ ก็ยังอยากวาดครึ่งวง วงนั้นไม่ใช่ของลานนี้"
"ไม่ให้ครั้งที่สอง" ฉันว่า "วันนี้พอ"
อันยกคาง "กลิ่นอุ่นไม่พ้นแผ่น ข้าตัดที่ขอบแล้ว ไม่มีกลิ่นแกนปน นางจุดถูกที่"
โขมคลายแผ่นช้า ๆ ไม่ให้หมอกยุบเป็นก้อนลอยขึ้นหลังคา "ยุบเร็วแล้วคนบนระเบียงจะเห็นว่าเราซ่อนอะไรไว้ในอากาศ ข้าให้มันจางเหมือนหมอกเช้าธรรมดา"
ฉันก้มดูหินลานอีกรอบ ไม่มีประกายค้างที่รอยเปียก จินยียังอยู่ใต้ผ้าจนลมที่นางขอครบ
"จังหวะยาวขึ้นแล้วค่ะ" นางกระซิบ "ยาวไม่ถึงขั้นที่หนูจะวางโคมทิ้งไว้ แต่มันไม่แผ่วลงระหว่างก้าว"
"งั้นพอ" ฉันว่า "ออกมาได้ อย่าเงยโคมตอนออก"
มินเติมจากนอกแผ่น "แหวนร้อนยังอยู่ แต่ร้อนไม่เดินออกไปถึงลำน้ำในหน่วยที่ข้าอ่านได้ วันนี้ซ่อนก้าวได้หนึ่งครั้ง"
จากบานในมีเสียงผู้อาวุโส ทั้งที่เมื่อกี้บานดูว่าง
"ข้าเห็นหลังพวกเจ้า ไม่เห็นแสง" เขาว่า "ไม่เห็นไม่ใช่ไม่รู้ รู้เพราะจังหวะหายใจในผ้ายาวขึ้น คนที่ฟังกระดิ่งเป็นจะฟังจังหวะนั้นออก ครั้งนี้อยู่ใต้ผ้า อยู่ได้ อีกครั้งถ้าแสงพ้นชายผ้า บานในจะไม่เปิดให้พวกเจ้า และข้าจะไม่ยืนอธิบายซ้ำ"
จินยีโผล่จากใต้ผ้าคลุม หน้าแดงเพราะอับ ไม่ใช่เพราะอายคำตำหนิ "หนูดับแล้วค่ะ แสงไม่พ้น"
"ดี" ผู้อาวุโสตอบนางครั้งแรกที่เขาพูดกับนางตรง ๆ "โคมของเจ้าไม่ใช่ศัตรูของแนวนี้ ศัตรูคือแสงที่ไปถึงตาคนที่ไม่ใช่คนอุ้ม"
แหวนที่นิ้วฉันร้อนตอนแสงดับ ไม่ร้อนเพราะการก้าว ร้อนแล้วชี้หลังโรง ชี้ขั้นที่เขายังห้ามเมื่อวาน
ฉันไม่อ่านดังทั้งบรรทัด อ่านแค่พอให้ทีมที่ได้ยินระบบของฉันรู้ทิศ
อันได้ยินคำว่าหญ้า นางตาเปลี่ยน "หญ้าที่ท่านไม่ยอมบอกชื่อเมื่อวาน ระบบนายข้าเพิ่งเรียกเงื่อนไข ข้าไม่ตัดวันนี้ถ้าท่านยังห้าม แต่ข้าขอรู้ว่ามีดที่ต้องใช้คือลมหรือคือมือ"
ผู้อาวุโสเงียบหนึ่งลม "ชานหลังโรงมีหญ้าหยาดนภาต้นเดียวที่ยังไม่ถูกมือหยาบตัด ตัดด้วยปราณหนัก หยาดบนใบจะแตก กลิ่นจะเดินได้ไกลกว่าวงที่กำลังหัดเป็นวง พรุ่งนี้เช้า ก่อนวงจะครบ ตัดได้หนึ่งต้น ตัดด้วยลมที่บางกว่าเส้นผม และหมอกที่ผนึกก่อนหยาดจะตกถึงดิน"
โขมรับหน้าที่โดยไม่แย่ง "ผนึกข้าทำได้ ถ้าไม่มีใครจุดแสงระหว่างตัด"
"ไม่มีแสง" ฉันสั่ง "และไม่มีฟ้า"
มินมองทางเหนือ "ส่วนโค้งยังไม่ปิด ข้าให้เวลาถึงรุ่งอีกครั้ง ไม่ให้ถึงเที่ยงวันพรุ่งนี้ เที่ยงแล้ววงอาจจำรูปชานได้"
ลิลี่ไม่ได้ยิ้มกับข่าวหญ้า "ของที่ได้มาพร้อมเงื่อนไขเวลา ไม่ใช่ของขวัญ ข้าจะกันจินยีที่ชาน พรุ่งนี้ไม่ฝึกดาบ"
จินยีเก็บโคมไว้ใต้เสื้อ "หนูไม่จุดที่ชานค่ะ วันนี้จุดพอแล้ว ลมหายใจยาวขึ้น ยาวไม่ใช่หายดี"
ฉันกอดห่อกลับเข้าโรง รอยเย็บไม่เล็ดแสง
แต่แหวนยังชี้ขั้นหลังโรง
และบนชานที่หมอกหนา มีหยดหนึ่งบนใบที่เรายังไม่เห็น วูบเป็นสีครามแล้วดับ ราวกับรู้ว่าพรุ่งนี้มีมีดจะมา…