📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 53 จาก 135

ตอนที่ 53: ร่องรอยหลงซาน

ประตูที่ขอลายเลือดยังไม่เปิด ฉันจึงไม่ยืนเฝ้ามันต่อ

แหวนกระตุกออกจากกรอบนั้น ไปตามผนังซ้ายที่มีร่องอักขระเรียงเป็นทางเดิน ไม่ใช่เรียงเป็นแม่กุญแจ

[ระบบ] ประตูผนึกยังล็อก — แหวนชี้ทางอักขระด้านข้าง ไม่ชี้ออกม่าน

"ไปตามร่อง" ฉันพูด "ไม่ไปตามประตูที่ขอเลือด ห้ามเปิดห่อ ห้ามทาบแหวนลงร่องเลือด"

โขมนำโดยให้หมอกบางติดพื้นทางใหม่ ผ้าคลุมเปลี่ยนเทาตามหิน "ทางนี้ถ้ำดูดไอน้อยกว่าหน้าประตู ข้าเดินได้ โดยไม่ปล่อยเสาหมอก"

อันตรวจลมที่ปากทางด้านข้าง "ลมเก่า ไม่อับแบบพิษ ข้าตัดกลิ่นคนที่ทางแยกนี้ไว้ เผื่อทมิฬเลี้ยวเข้าม่านระหว่างเราทิ้งประตู"

มินแตะผนังด้วยปลายนิ้ว ไม่แตะห่อ "คลื่นทมิฬยังกวาดปากห้วย ห่างกว่าเมื่อกี้ ไม่ได้ตามเราเข้าโค้ง แรงกดป่าเหนือไม่ได้อยู่ในหินนี้ ทางที่แหวนชี้เป็นของหลงซาน ไม่ใช่ของข้า"

ลิลี่ให้จินยีเดินกลาง ไม่ใช่เดินปากทาง "รากเตี้ยเมื่อกี้สอนแล้ว คลำก่อนยกเท้า"

จินยีคลำแล้วยิ้มไม่ได้ "พื้นเปลี่ยนค่ะ จากหินน้ำเป็นแผ่น เรียบผิดธรรมชาติ"

ฉันเหยียบแผ่นนั้น เย็นจัด แต่ไม่ลื่นแบบตะไคร่ ลายบนแผ่นซ้ำลายบนหัวแหวน เป็นเมฆา ไม่ใช่หน้าคน ฉันไม่ให้ใครคุกเข่าอ่าน คุกเข่าคือช้า และช้าในทางนี้คือเงาบนแสง

เราเดินตามแผ่นสิบกว่าก้าว เพดานสูงขึ้นจนหมอกของโขมไม่ชน แสงครามจางเดินตามร่องผนังนำหน้าเรา โดยไม่พอให้จุดโคม จินยียังดับสนิท

"อย่าอ่านแสงว่าเชิญ" ฉันบอก "อ่านว่าทาง ไม่ใช่ประตูเปิด"

มินพยัก "แสงนี้ไม่มีคลื่นทมิฬปน ถ้าปน ข้าจะบอกก่อนที่ตาจะเห็น"

อันว่ากลิ่นแกนยังเป็นเส้นที่ข้อมือฉัน แต่เส้นนั้นบางลงเมื่อเราลึกเข้าแผ่นหิน "ถ้ำช่วยกลบ อย่าเพิ่งโล่ง กลบไม่เท่ากับหาย"

ห่ออุ่นหนึ่งจังหวะเมื่อแสงครามผ่านชายผ้า โดยผ้าไม่เปิด ลมหายใจในผ้าไม่เร่ง ฉันกอดไว้ระดับอก ขั้นสามกดแกนไม่ให้ตอบแสงเป็นประกาย ประกายครั้งเดียวในโถงจะเดินย้อนออกม่าน

ทางแคบเปิดเป็นโถงโดยไม่มีประตูบานเล็กมากั้น มีบานใหญ่

เสาหินสองต้น ลายมังกรเมฆาพันเสาจนถึงเพดาน บานศิลาตรงกลางมีร่องเว้าขนาดหัวแหวน และร่องอีกวงที่ใหญ่กว่า ฉันไม่รู้ว่าวงใหญ่นั้นรออะไร และฉันไม่ลองเอาห่อไปทาบ

"หยุดก่อนลาน" โขมพูด "ละอองครามลอยตรงกลาง ข้าไม่ชอบละอองที่ลอยเองโดยข้าไม่ได้ปล่อย"

ละอองนั้นวนช้าเมื่อแหวนของฉันเข้าใกล้ระยะสามก้าว ไม่ได้พุ่งใส่หน้าใคร มินยกมือห้ามแถวไม่ให้เดินทะลุวงละออง "มันตื่นเพราะแหวน ไม่ใช่เพราะเราทั้งหก อย่าเดินให้มันนับคน"

ลิลี่ชักกระบี่ไม่ขึ้น ฝักยังชิดแขน "โถงนี้ไม่ใช่ที่ฟัน ฟันแล้วลายบนเสาอาจตอบเป็นกับดัก ไม่ใช่ตอบเป็นทาง"

จินยีกระซิบ "หนูได้ยินหึ่งหลังบานค่ะ ไม่ดังเท่าน้ำตก ดังเท่ากลไก"

ฉันได้ยินตาม นางไม่ได้เวอร์ เสียงหึ่งต่ำอยู่ในหิน ไม่ได้อยู่ในห่อ ห่อสั่นพริ้วหนึ่งครั้งให้เข้าจังหวะกับเสียงนั้น แล้วสงบ ฉันไม่เปิดผ้าเพื่อดูว่ามันสั่นเพราะกลัวหรือเพราะจำ

[ระบบ] บานศิลาตอบหัวแหวน — ยังไม่ปลดล็อก ห้ามใช้ของในห่อเป็นตรา

"ไม่ได้ใช้" ฉันพูดกับระบบดังพอให้ทีมได้ยิน ไม่ใช่พูดให้ประตูได้ยินเป็นคำเชิญ

มินหันมา ตาสีม่วงไม่ละบานหิน "ข้างในนั้นมีบางอย่างตื่น และมันไม่ใช่แค่กลไก กลไกไม่ทำให้ห่อเจ้าเปลี่ยนจังหวะหายใจ แต่อย่าเรียกมัน และอย่าเปิดให้มันเห็นเรา"

"รู้" ฉันตอบ "เราอยู่หน้าบาน ไม่ใช่ในบาน"

อันตัดกลิ่นที่ปากโถงอีกรอบ ลมบาง ไม่พัดละอองครามให้กระจายออกไปทางที่เราเข้ามา "ละอองนี้ถ้าออกไปถึงม่าน ทมิฬอาจเรียนสีได้ ข้าไม่ให้มันออก"

โขมช่วยโดยไม่แย่งงานลม นางกดหมอกที่ปากทางด้านข้างให้หนาแค่พอปิดรอยเท้า "ข้าปิดทางที่เราเดินมา ไม่ปิดบานที่เจ้าต้องตัดสิน"

ฉันยังไม่ตัดสินใจเปิด แหวนร้อนชี้ร่องเว้าบนบาน ฉันบิดหัวแหวนลงเล็กน้อย ไม่ให้มันกระโดดออกจากนิ้วไปทาบเอง ข้อนิ้วชา ฉันยอมชา

ลิลี่มองเพดานโถง "ไม่มีช่องให้ถอยขึ้น มีแต่ทางที่เราเข้า และบานนี้ ถ้าม่านด้านนอกดัง เราจะไม่มีสันให้ขึ้น"

"ม่านยังไม่ดัง" มินพูด แล้วนิ่งฟังนาน "ทมิฬกวาดเลยปากแยกไปตามน้ำใหญ่ แรงกดฝั่งโน้นห่างออกหนึ่งช่วง ช่วงไม่ใช่รอด ช่วงคือเวลาให้เดินต่อโดยไม่ทาบบาน"

จินยีเช็ดฝ่ามือกับชายเสื้อตัวเอง ไม่เช็ดกับห่อ "แผ่นหินทางซ้ายของบานมีร่องต่อค่ะ ไม่ใช่ร่องเลือด เป็นร่องเดิน"

ฉันมองตามนิ้ว นาง ร่องนั้นอ้อมบานใหญ่ไปด้านข้าง แหวนยังดึงไปที่ร่องเว้าบนบาน แต่ดึงที่สองอ่อนกว่า ชี้ร่องเดิน

"อ้อม" ฉันสั่ง "ไม่ทาบ ไม่อยู่เฝ้าบานที่ยังไม่เปิดให้เรา"

โขมเบนหมอกไปตามร่องเดินทันที

ก่อนอ้อมบาน ฉันให้แถวถอยจากละอองครามหนึ่งก้าว ละอองไม่ตามมา มันวนอยู่กับร่องเว้า ราวกับรอหัวแหวนอย่างเดียว

มินใช้หลังมือกันไม่ให้จินยีเดินตัดวง "ละอองนับคนไม่ได้ ถ้าเราไม่เดินทะลุ อย่าทดลองให้มันนับ"

ลิลี่ตรวจเสาด้านซ้ายด้วยตา ไม่ใช่ด้วยคมกระบี่ "เสาไม่มีช่องซุ่ม ไม่มีเชือก ไม่มีเกราะคน ข้าไม่ฟันลายมังกรเพื่อพิสูจน์"

อันเดินปากโถงอีกรอบ วายุบางเก็บกลิ่นเหงื่อที่เสาไว้ไม่ให้ไหลกลับทางม่าน "กลิ่นเราเก่าแล้วที่ทางเข้า ข้าไม่ให้กลิ่นใหม่ไปทับ หญ้าหยาดนภายังอยู่ซอง ไม่โรยในโถงที่มีละอองอยากจำสี"

โขมคลำแผ่นทางอ้อมที่จินยีชี้ แผ่นเรียบต่อกันสามผืน แล้วขาดหนึ่งก้าวเป็นร่องเดินจริง "ทางนี้ไม่ขอเลือด ข้าเดินนำได้ หมอกจะบาง เพราะถ้ำดูดไอ แต่บางพอให้เห็นส้นเท้าคนข้างหน้า"

จินยีเดินกลางตามคำลิลี่ คลำทีละแผ่น "แผ่นที่สี่เอียงค่ะ อย่าเหยียบกลาง"

ฉันเหยียบขอบตามนาง ห่อไม่ครูดเสา แหวนดึงกลับไปที่บานใหญ่หนึ่งครั้ง ฉันไม่ตามการดึงนั้น ขั้นสามกดจนข้อนิ้วชา แสงฟ้าไม่หลุด

มินเดินท้ายช่วงหนึ่งเพื่อฟังบาน แล้วตามมา "เสียงหึ่งยังอยู่ในหิน ไม่ได้เดินตามเราออกมา ทั้งที่ดี ถ้ามันเดินตาม แสดงว่าบานถือว่าเราพกตราแล้ว ตอนนี้มันยังถือว่าเรายืนดู"

"ให้มันถือแบบนั้น" ฉันตอบ "ดูไม่ใช่มอบ"

ห่อสั่นสั้นเมื่อเราพ้นละออง แล้วหายใจกลับจังหวะแผ่ว ฉันไม่ก้มดูผ้า ฉันดูทางอ้อมที่มืดกว่าโถง และยอมมืดนั้น

ทางอ้อมมืดลงสองก้าวแรก แล้วแสงครามบาง ๆ ก็ติดร่องผนังอีกครั้ง ไม่ใช่แสงจากบานใหญ่ตามมา เป็นแสงของลายที่ซ้ำหัวแหวน

โขมเดินช้าเพื่อให้หมอกที่บางอยู่ไม่ขาดจากส้นเท้า "ทางนี้เลี้ยวขวา เลี้ยวแล้วได้ยินหึ่งเบาลง เบาลงคือดี เราไม่ได้พาบานมาด้วย"

อันตัดกลิ่นที่เลี้ยว "กลิ่นละอองครามไม่ตามมา ข้าไม่ให้กลิ่นเราเดินย้อนไปหาละอองนั้น"

ลิลี่ให้จินยีจับชายเสื้อนาง ไม่ใช่จับห่อ "มืดตรงเลี้ยว เดินตามข้าหนึ่งศอก"

"หนึ่งศอกค่ะ" จินยีตอบ แล้วไม่ดึงแรง

มินฟังจนพ้นเลี้ยว "หึ่งยังอยู่หลังบาน ไม่ได้ย้ายมาที่ทางนี้ ทมิฬก็ไม่ได้ย้าย แรงกดฝั่งโน้นยังไกล ทางนี้เป็นของแหวนอย่างเดียว อย่าตอบมันด้วยเลือดที่ประตูเมื่อกี้ขอ"

"ไม่ได้ตอบ" ฉันพูด แหวนชี้ตามร่องเดิน ไม่ชี้ย้อนบาน ฉันถือว่านั่นคือทางที่คืนนี้ยอมรับ โดยยังไม่มอบตรา

ห่อสงบกว่าตอนยืนหน้าละออง ฉันไม่เปิดเพื่อตรวจความสงบนั้น ฉันแค่กอดให้ชายผ้าไม่ครูดลายบนผนัง

จินยีหยุดที่แผ่นที่เอียง "หนูจะไม่เหยียบกลางแผ่นที่ห้าค่ะ ขอบซ้ายแน่นกว่า"

ลิลี่ตรวจขอบนั้นด้วยส้นเท้าก่อนให้ฉันตาม "แน่นจริง ห่ออย่าครูดผนังตรงเลี้ยว"

ฉันยกห่ออีกองศา ชายผ้าพ้นลายเมฆา แหวนไม่ชี้ย้อน แม้เสียงหึ่งหลังบานจะดังขึ้น ฉันไม่กลับไปทาบมัน

มินกระซิบว่าดังขึ้นไม่ใช่ตามตัว "มันดังเพราะเราทิ้งมันไว้โดยไม่ให้ตรา ปล่อยให้มันดังในหิน อย่าไปตอบ"

และเสียงหึ่งหลังบานก็ดังขึ้นหนึ่งชั้น ทั้งที่เราไม่ได้แตะมัน…