ทางย้อนไม่มีแล้ว ฉันจึงไม่หันไปหารากที่เพิ่งหมอบ
แหวนร้อนชี้มืดเบื้องล่าง ตามน้ำที่แคบเข้า ไม่ชี้สันแห้ง และไม่ชี้ย้อนปากที่ไหลออกหาแม่น้ำดาว
"ลึก" ฉันพูด "เหลื่อมกัน ห้ามเปิดห่อ ห้ามปะทะ แหวนห้ามแตะน้ำ"
โขมก้าวพ้นรากก่อนหนึ่งลม หมอกของนางแบนติดผิวน้ำ ไม่ตั้งเป็นเสา รอยสักวิหคจางในไอเย็น ผมหยิกเปียกที่ขมับ นางไม่สะบัดให้หยดกระเด็น "ข้างหน้าลึกถึงหน้าแข้ง ห่อเจ้าห้ามต่ำกว่าอก"
อันตามเมื่อวงน้ำของโขมยุบ วายุบางกดผิวไม่ให้เสียงเดินขึ้นยอด "กลิ่นเท้าจมได้ กลิ่นแกนยังอยู่ที่ตัวเจ้า ข้ากลบน้ำ ไม่กลบแหวนแทน หญ้าหยาดนภายังเก็บ"
"ข้ากลบแหวนเอง" ฉันกดปราณขั้นสามเป็นวงแคบรอบนิ้ว แกนเมฆาครามร้อนแต่ไม่รั่วเป็นแสง ชาดบนห่อไม่โชว์
น้ำเย็นกินข้อเท้าแล้วกินหน้าแข้ง ฉันยกห่อไว้ระดับอก ชายผ้าแห้ง ลมหายใจในผ้าแผ่ว คงจังหวะเดิมแม้ตัวฉันจะเย็น
จินยีลงหลังฉันหนึ่งลม ไม่จับผ้า จับชายเสื้อตัวเอง โคมดับชิดท้อง "ก้อนแบนทางขวาค่ะ หนูจำจากร่องเมื่อกี้ ไม่ใช่ก้อนกลม"
"เลี่ยงขวา" ลิลี่รับ กระบี่อยู่ในฝัก ฝักชิดแขน "ข้าอยู่ท้าย ใครลื่น ข้าดึงศอก ไม่ดึงห่อ"
มินเดินก่อนลิลี่ครึ่งก้าว ตาสีม่วงจับสองชั้นของคืน ผมเงินรวบมิด ไม่ให้เส้นเงินทักใบ "ชั้นน้ำกลบเราได้ชั่วคราว ชั้นยอดยังถูกกดจากป่าเหนือ คนละคลื่นกับทมิฬที่ปากห้วยใหญ่ ทั้งสองไม่ใช่ของข้า ทั้งสองไม่ได้อยู่ในร่องนี้ อย่าฟันน้ำเพราะคิดว่ามีตัว"
"ไม่มีตัวให้ฟัน" ฉันตอบ "มีแต่ทางน้ำขึ้นไป"
เราเดินเหลื่อม ไม่เดินพร้อม โขมเว้นก้าวให้วงน้ำไม่ซ้ำระยะ อันกดวงทุกครั้งที่ส้นเท้าฉันยุบ หน้าผากนางชื้น นางไม่เช็ดด้วยหญ้า
ลำห้วยเบนซ้าย ผนังดินสูงขึ้นจนฟ้าเหลือร่อง หยดจากยอดตกใส่หลังคอเย็นจัด ฉันเอียงห่อพ้นแนวหยด จินยีเดินชิดจนศอกชนศอกฉันเป็นครั้งคราว นางขอโทษด้วยตา ไม่ใช่ด้วยเสียง
"ศาลาได้ยินไหม" ลิลี่ถามจากท้าย
"ไม่ได้ยิน" มินตอบ "ดี ศาลาไม่ใช่ทางกลับคืนนี้"
แหวนกระตุกอยากชี้ข้ามผนังดินไปทางน้ำดาว ฉันบิดหัวแหวนกลับเข้าความมืดของร่อง ขั้นสามพอกลบจังหวะหัวใจ ไม่พอฟาดยอดที่เอน ฉันไม่ปล่อยฝ่ามือสายฟ้า ฟ้าดังครั้งเดียว หมอกของโขมจะขาด และคลื่นบนยอดจะมีเหตุให้ลงมาหาตัว
ห่ออุ่นหนึ่งจังหวะตอนเราตัดซ้าย ฉันกอดแน่น ชายผ้ายังแห้ง ลมหายใจในผ้าไม่เร่ง ฉันใช้จังหวะนั้นเป็นเครื่องวัด ถ้าข้างในเร่ง แสดงว่าคลื่นทับถึงห่อ ไม่ใช่แค่ถึงยอด
"ยังแผ่ว" ฉันบอกมิน
"แผ่วไม่เท่ากับปลอดภัย" นางตอบ "แผ่วแปลว่ายังไม่ถูกเรียกชื่อ อย่าเรียก"
ไม่มีใครเรียกสิ่งในห่อ ไม่มีใครขอเปิด
น้ำลึกถึงกลางหน้าแข้งแล้วหยุดตามคำที่โขมสั่งไว้ หินใต้น้ำลื่น ฉันเหยียบด้านที่ดินแน่น อันบอกว่ากลิ่นโคลนพอพรางเท้าอีกสิบก้าว แล้วจะจาง นางเตรียมรอยลวงไว้ที่แยกที่เราไม่เดิน
"ไปตามแหวน" ฉันยืนยัน "ไม่ไปตามรอยลวงของตัวเอง"
โขมหยุดที่คอห้วยที่แคบจนต้องหันครึ่งตัว "เถาวัลย์พาดน้ำข้างหน้า เดินมุดได้ แต่ชายผ้าจะครูด ครูดแล้วเสียงจะดังกว่าคำพูด"
ลิลี่มองเถาวัลย์นาน "ข้าตัดเส้นเดียว ได้ไหม โดยไม่ชักทั้งเล่ม"
"เส้นเดียว" ฉันตอบ "ไม่มีประกาย ไม่มีเสียงเหล็กทักหิน"
นางดึงกระบี่วิญญาณออกแค่ปลาย ตัดเถาวัลย์ใต้น้ำเส้นที่ขวางหน้าแข้งฉัน น้ำไม่กระเซ็นถึงใบ ฝักกลับทันที ไม่มีใครชมว่าเก่ง มีแต่ทางที่โล่งพอให้ห่อผ่าน
จินยีกอดโคมไว้ไม่ให้ขอบโลหะทักผนัง "หนูไม่จุดค่ะ"
"ไม่จุด" ลิลี่พูด "แสงเส้นเดียวพอให้คลื่นเรียนเป็นถนน"
เราลอดคอห้วยเป็นแถวคด โขมนำ ฉันตามพร้อมห่อ อันอยู่ช่วงที่กลิ่นจะรั่ว ลิลี่ประกบจินยีท้าย มินไม่รับห่อแม้จะเดินใกล้พอจะยื่นมือ นางยืนระยะหนึ่งแขนตลอด "ข้าอ่านคลื่นได้โดยไม่ต้องอุ้ม ของในผ้าอยู่กับเจ้าคนเดียว"
ฉันรับคำนั้นด้วยการกอดแน่นขึ้น
น้ำดึงส้นเท้าย้อนไปทางปากที่เราทิ้งไว้ ฉันรู้ตัวก่อนจะถูกพาไปครึ่งก้าว จึงไม่สู้กับน้ำทั้งตัว
ชั้นหินแบนโผล่กลางร่อง พอให้เท้าเดียว น้ำวนอยากดึงกลิ่นแกนกลับไปตามกระแสที่ไหลออก ฉันกดขั้นสามให้แน่น แล้วใช้เงาสายฟ้าระยะก้าวเดียวขึ้นชั้นหิน น้ำไม่กระเซ็น แสงฟ้าไม่หลุด ห่ออยู่ระดับอกตลอดก้าวนั้น
"อย่าทำซ้ำถ้าไม่จำเป็น" มินพูด "ก้าวเดียวกลบได้ ก้าวที่สองคลื่นบนยอดจะเรียนจังหวะ"
"ก้าวเดียว" ฉันตอบ "พอให้พ้นวน"
จินยีไม่ขอก้าวแบบฉัน นางเดินขอบที่ดินโผล่ โคมดับชิดท้อง "หนูไม่กระเซ็นค่ะ"
ลิลี่เดินประกบด้านที่น้ำวนแรง "ถ้าหนูเอียง ข้าดึงศอก"
อันกดวายุสวนกระแสที่อยากพากลิ่นกลับปาก "เส้นกลิ่นเกือบไหลออกแล้ว ข้าตัดที่วนนี้ ไม่ตัดที่แหวน แหวนยังเป็นงานของเจ้า"
โขมปล่อยหมอกบางคลุมวนนั้นให้ไม่เป็นถนน "หมอกข้าบังทางกลับ ไม่บังทางที่แหวนชี้"
แหวนกระตุกอีกครั้ง ไม่ใช่กระตุกข้ามน้ำดาว เป็นกระตุกเย็นสั้น ๆ จากใต้น้ำตกที่ยังไม่ได้ยินเป็นม่าน ราวกับมีหินข้างหน้าตอบหัวแหวนหนึ่งที
มินหรี่ตา "นั่นไม่ใช่ทมิฬ ไม่ใช่ป่าเหนือ เป็นถ้ำตอบแหวน ตอบครั้งเดียว อย่าตอบด้วยการเปิดผ้า"
ฉันไม่ตอบ ฉันแค่จำทิศที่เย็นนั้นมา แล้วก้าวต่อเมื่อวนย้อนยุบ
แล้วเสียงน้ำข้างหน้าก็เปลี่ยน จากไหลเอื่อยเป็นตกเป็นม่าน
โขมยกมือให้ทุกคนยั้งก่อนปากม่าน "น้ำตกเตี้ย พอให้ม่านบังปากหิน ยังไม่ใช่ที่ให้พุ่งเข้า"
มินหลับตาครู่หนึ่ง ตาสีม่วงเปิดแล้วแคบลง "คลื่นทมิฬกวาดปากห้วยใหญ่แล้วเบนตามแม่น้ำดาวไปทางตะวันออก มันไม่หักเลี้ยวเข้าห้วยนี้ แรงกดป่าเหนือยังอยู่ริมตลิ่งฝั่งโน้น ไม่ข้ามน้ำดาว อย่าไปพิสูจน์ด้วยการส่งแสง"
แหวนไม่คลายความร้อน มันชี้ลอดม่านน้ำตก ลงไปยังแอ่งมืดที่มองไม่เห็นก้น
ห่อในแขนสั่นหนึ่งครั้ง ลมหายใจในผ้าทอดยาวกว่าจังหวะที่ฉันจำได้ทั้งคืน ยังแผ่ว ยังไม่มีเสียงเรียก ยังไม่มีใบหน้าให้ดู ฉันไม่แง้มชายผ้า
"มันเรียกข้างล่าง" มินกระซิบ "ไม่เรียกเราให้เปิด"
"รู้" ฉันตอบ แหวนลวกข้อนิ้วจนชา ฉันยอมชา "พักลมหนึ่งที่ริมม่าน แล้วเข้า ห้ามเปิดห่อ ห้ามนิ่งให้คลื่นที่ปากนับครบหก"
โขมมองม่านน้ำที่ตกไม่สนิท มีช่องหินด้านซ้ายพอให้คนหันตัวผ่าน "ช่องนั้นไม่ส่งวงน้ำขึ้นยอด ถ้าเดินเหลื่อม"
อันสูด "กลิ่นแกนยังเป็นเส้นบางเหนือน้ำ เส้นนั้นมาจากแหวน ไม่มาจากห้วย หน่วงต่อ แล้วม่านจะช่วย ถ้าเราไม่หยุดนานที่ปาก"
ลิลี่จัดจินยีให้อยู่ด้านในวง ไม่ใช่ด้านที่แสงม่านน้ำลอดเป็นเส้น "เส้นแสงนั้นพอให้ตาจับ อย่าเดินบนมัน"
จินยีหันปากโคมเข้าหาตัว "จำได้ค่ะ"
ฉันฟังน้ำตก ฟังยอดไผ่ที่เอนช้าไร้ลมในร่อง ฟังความเงียบทางปากห้วยที่ไม่ได้เงียบจริง
คลื่นบนยอดได้ยินวงน้ำของเราเมื่อครู่ แต่ยังไม่ได้ตัว คลื่นทมิฬที่ปากใหญ่หยุดกวาดชั่วคราว ราวกับกำลังฟังว่าห้วยนี้มีอะไรตอบ
ไม่มีใครตอบ
แหวนชี้แอ่งมืดใต้ม่านแรงขึ้น ห่อหายใจยาวอีกครั้ง ชายผ้ายังแห้ง ขั้นสามกดแกนไว้ในวงนิ้ว ไม่ให้ไอรั่วไปทักม่าน
"เข้า" ฉันพูดเมื่อลมหนึ่งผ่าน "เหลื่อม ช่องซ้าย ห้ามเปิด"
ก่อนก้าว ฉันให้ทุกคนตรวจชายผ้าตัวเอง ไม่ใช่ตรวจของในห่อ จินยียกโคมให้พ้นแนวหยด ลิลี่ปิดฝักให้สนิท อันเช็ดน้ำที่ข้อมือด้วยชายเสื้อ ไม่ใช่ด้วยหญ้า โขมกดหมอกให้ต่ำกว่าคิ้ว "ใครเงย หัวจะพ้นหมอกพอดีตอนม่านกระเซ็น"
มินยืนระยะ "ข้าเข้าคนสุดท้าย เผื่อคลื่นที่ปากขยับระหว่างเราลอด"
โขมก้าวเข้าไอของม่านก่อน
และแอ่งใต้น้ำตกก็มืดกว่าห้วยที่เราเดินมาทั้งคืน…