📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 50 จาก 135

ตอนที่ 50: ก้นห้วย

น้ำเย็นแตะพื้นรองเท้า ฉันไม่ถอยขึ้นโขด

[ระบบ] ชี้ก้นห้วย ไม่ชี้สัน — คลื่นทมิฬยังวนปากห้วยฝั่งศาลา ไม่ข้ามน้ำดาว

"ลง" ฉันพูด "เหลื่อมกัน ห้ามเปิดห่อ ห้ามปะทะ ห้ามให้แหวนแตะน้ำ"

โขมอยู่ในน้ำแล้ว ข้อเท้ามิด หมอกคลุมวงน้ำของนางให้ยุบเร็ว รอยสักวิหคจางในไอเย็น

อันลงครบเมื่อฉันสั่ง วายุบางกดผิวน้ำไม่ให้เสียงเดินทางขึ้นยอดไผ่ "กลิ่นเท้าจม กลิ่นแกนยังอยู่ที่ตัวเจ้า ไม่ได้อยู่ที่น้ำ ข้ากลบน้ำได้ ไม่กลบแหวนแทนเจ้า"

"ข้ากลบแหวนเอง" ฉันกดปราณขั้นสามเป็นวงแคบรอบนิ้ว แกนเมฆาครามร้อนแต่ไม่รั่วเป็นแสง ชาดบนห่อไม่โชว์

ฉันก้าวจนน้ำถึงข้อเท้า ห่ออยู่สูงระดับอก ชายผ้าไม่หยด ลมหายใจในผ้าแผ่ว คงจังหวะเดิมแม้ตัวฉันจะเย็น

จินยีลงหลังฉันหนึ่งลมหายใจ ตามลิลี่ ไม่จับห่อ จับชายเสื้อ "น้ำเย็นค่ะ โคมไม่จุด"

"เย็นก็อย่าส่งเสียงฟันกระทบ" ลิลี่พูด แล้วยิ้มไม่ได้ "ข้าอยู่ท้าย"

มินลงก่อนลิลี่หนึ่งก้าว ตาสีม่วงจับสองชั้นของคืน "ชั้นน้ำกลบเราได้ชั่วคราว ชั้นยอดไผ่ยังถูกกดจากป่าเหนือ คลื่นทมิฬคนละที่ อยู่ปากห้วยใหญ่ฝั่งศาลา ไม่ใช่ของข้า ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยในน้ำนี้ อย่าฟันน้ำเพราะคิดว่ามีตัว"

"ไม่มีตัวให้ฟัน" ฉันตอบ "มีแต่ทางให้เดินในน้ำขึ้นไป ห้ามลงปาก ปากไหลออกหาแม่น้ำดาว"

โขมหันขึ้นน้ำ "ข้างหน้าตื้นต่ออีกช่วง แล้วลึกถึงหน้าแข้ง ห่อเจ้าห้ามต่ำกว่าอกตอนนั้น"

"จำแล้ว"

เราเดินในน้ำเป็นแถวเดี่ยว เหลื่อมลมหายใจ ไม่เดินพร้อม วงน้ำเล็กยุบก่อนวงต่อไปเกิด อันช่วยทุกวง โขมคลุมไอไม่ให้ขึ้นเป็นเสา

ยอดไผ่เอนหนึ่งครั้ง แล้วไม่เอนตามจังหวะเท้า แสดงว่าจังหวะเหลื่อมยังใช้ได้

มินกระซิบ "มันฟังน้ำ ไม่ฟังแกนตอนนี้ อย่าให้ช่องนั้นปิด"

ฉันตรวจวงปราณทุกสิบก้าว ขั้นสามยังอยู่ ไม่มีเหตุให้ขึ้นขั้น ไม่มีเหตุให้ฟาดฟ้าใส่ยอดไผ่ที่เอน

ห่ออุ่นตัดกับน้ำเย็นที่ข้อเท้า ความต่างนั้นทำให้ฉันรู้ว่าผ้ายังแห้งด้านใน ฉันไม่แง้มเพื่อยืนยัน

จินยีสะดุดหินใต้น้ำ ลิลี่รับศอกไว้ก่อนนางจะคว้าห่อเป็นสัญชาตญาณ มือนางหยุดกลางอากาศ

"โทษค่ะ"

"ไม่เป็นไร" ฉันพูด "จำไว้ว่ามือไปที่เสื้อ ไม่ไปที่ผ้า"

นางพยักแรง ตาแดงแต่ไม่ร้อง

ลิลี่ไม่ปล่อยศอกจนพื้นใต้น้ำเรียบ

อันตัดกลิ่นตรงที่น้ำกระเด็นตอนจินยีสะดุด "กระเด็นไม่ถึงใบ ยังดี"

โขมหยุดเมื่อน้ำเริ่มถึงหน้าแข้งนาง "ช่วงนี้ลึกกว่าที่ข้าเดา ถ้าเจ้าลื่น ห่อจะโดนก่อนเข่า"

"งั้นข้าไม่ลื่น" ฉันย้ายน้ำหนักช้า ลิลี่ขยับมาใกล้แต่ยังไม่แตะห่อ "ประคองข้อศอกได้"

"ได้" นางจับข้อศอกด้านที่ไม่มีห่อ

มินมองทางน้ำขึ้น "อีกไม่ไกลน้ำจะแคบกลับ แคบแล้วเดินยาก แต่กลบดี แหวนยังชี้ก้น ไม่ได้เปลี่ยนใจไปสัน"

"ถ้ามันเปลี่ยน เราไม่ตามแหวนขึ้นสัน" ฉันพูด "สันคือแสง สันอาจทะลุถึงตลิ่งที่แรงกดเดิน"

โขมพยัก "หมอกข้าอยู่ในร่องนี้ได้ถึงรุ่ง ถ้าไม่มีใครจุดไฟ"

จินยีส่ายโคม "ไม่มีไฟค่ะ"

ด้านบนความกดกลับมาหนาหนึ่งชั้น หยดบนข้อใบค้างอีกครั้ง ไม่มีตัวเดินลงห้วย มีแต่บรรยากาศที่ฟังน้ำอยู่

มินเสียงแห้ง "มันยังไม่ข้ามน้ำดาวมาเป็นคน แต่มันรู้ว่ามีวงน้ำในดง รู้ไม่เท่ากับจับได้ ถ้าเราลึกต่อโดยแกนไม่รั่ว คืนนี้จบที่ซ่อน ไม่จบที่สู้"

"ลึกต่อ" ฉันสั่ง "ข้อเท้าถึงหน้าแข้งได้ ห้ามถึงเข่า ห้ามเปิดผ้า ห้ามย้อนปากห้วย"

น้ำเย็นกินขึ้นนิดเมื่อร่องแคบ ฉันยกห่ออีกหนึ่งองศา

แหวนลวก ชี้ทางน้ำมืดเบื้องล่าง ไม่ชี้สัน ไม่ชี้ศาลา

ลิลี่กระซิบจากท้ายแถว "ข้างหลังไม่มีแสงอุ่น ไม่มีฝีเท้า มีแต่ยอดที่เอน"

"งั้นเดิน" ฉันพูด "ก่อนมันเรียนเสียงน้ำเป็นทาง"

หกคนลงร่องที่แคบลงทุกก้าว น้ำเย็นผ่านข้อเท้าชัดเจน

ทางลึกยังไม่สุด

ในน้ำ โขมจัดระยะใหม่ให้คนตัวเบาเดินหลังคนตัวหนักหนึ่งลม ไม่ให้วงน้ำซ้อน "ซ้อนแล้วเสียงเป็นก้อน มันฟังก้อนง่ายกว่าฟังหยด"

อันทำตาม วายุของนางเหนื่อยขึ้นนิดเพราะต้องกดทุกวง "ข้าไหวอีกช่วง อย่าให้มีคนลื่นชุดที่สอง"

ลิลี่จับข้อศอกฉันด้านว่าง น้ำหนักห่ออยู่อีกแขน "ถ้าเจ้าเอียง ข้าดึงข้อศอก ไม่ดึงผ้า"

"ตกลง"

จินยีเดินร่องที่ลิลี่เดินแล้ว หินใต้น้ำถูกนางจำจากครั้งที่เกือบลื่น "ก้อนกลมทางซ้ายค่ะ หนูเลี่ยงแล้ว"

มินเดินก่อนลิลี่ครึ่งก้าว ตาไม่ละยอด "แรงกดยังฟัง ยังไม่ลงมาเป็นฝีเท้า หัวหน้าหน่วยไม่ได้อยู่ในร่องนี้ ทมิฬไม่ได้อยู่ในร่องนี้ อย่าสร้างศัตรูจากเสียงน้ำ"

ฉันเดินจนน้ำแตะหน้าแข้งแค่ปลาย แล้วหยุดตามคำที่ตัวเองสั่งไว้ ไม่ลึกกว่านั้น ห่อยังแห้ง แหวนยังพ้นน้ำ

"พอกลบหรือยัง" ฉันถามอัน

"เท้าพอ" นางตอบ "แกนยังเป็นเส้นบางเหนือน้ำ เส้นนั้นมาจากตัวเจ้า ไม่มาจากร่อง หน่วงต่อ แล้วมันจะจางถ้าเราไม่หยุดนาน"

โขมว่า "หยุดนานหมอกข้าจะถูกไอที่บิดดันแตก เดินช้าดีกว่ายืนนิ่ง"

เราเดินช้าขึ้นทางน้ำ ร่องแคบจนไหล่ชนดินเปียกทั้งสองข้าง ฉันหันตัวครึ่งด้านให้ห่ออยู่ฝั่งที่ดินไม่ครูด

จินยีเดินตัวบางตามได้ "หนูมิดในร่องค่ะ"

"มิดในร่องไม่ใช่มิดในผ้า" ฉันย้ำ "ผ้าห้ามเปิดแม้ร่องจะมืด"

นางไม่โกรธ "รู้ค่ะ"

ลิลี่ฟังหลังจนแน่ใจว่าไม่มีแสงอุ่นตามลงน้ำ "จุดอุ่นไม่มา หรือมาไม่เป็น ข้าไม่ย้อนไปดู"

"ไม่ย้อน" ฉันพูด "ทางย้อนคือปากห้วย ปากห้วยคือน้ำดาว"

มินเห็นแหวนกระตุกอยากชี้ขึ้นสันครั้งหนึ่ง ฉันบิดก่อนนางจะเตือน นางเห็นแล้วพยัก "ดี บิดเองได้แล้ว"

ขั้นสามร้อนในเส้น แต่ไม่ลั่น ฉันไม่มีเหตุให้ขึ้นขั้นในน้ำเย็นกองนี้ ศัตรูไม่มีตัวให้สู้ มีแต่คลื่นที่ฟังอยู่

ห่ออุ่นตัดน้ำเย็นชัดขึ้นเมื่อร่องแคบ ฉันใช้ความต่างนั้นตรวจว่าผ้าด้านในไม่เปียก โดยไม่แง้ม

โขมหยุดที่ที่น้ำวนเล็กอยากเกิด "ผ่านวนนี้แล้วร่องจะกว้างนิด กว้างแล้วอย่าเดินคู่"

"เดินเดี่ยวต่อ" ฉันสั่ง

อันกดวนไม่ให้เกิดเสียงกลั้ว "ผ่านได้ตอนนี้"

ทุกคนผ่านทีละลมหายใจ น้ำไม่ถึงเข่า เท้าชินเย็นจนจินยีเลิกสั่น

มินกระซิบเมื่อพ้นวน "คลื่นบนยอดแผ่วลง เพราะจังหวะเราไม่เหมือนตอนลงน้ำแรก มันยังรู้ว่ามีน้ำขยับ ยังไม่รู้ว่ากี่คน"

"ยิ่งดี" ลิลี่พูด "อย่าไปบอกมันด้วยการนับดังๆ"

ไม่มีใครนับดัง

แหวนลวกชี้ทางน้ำมืดเบื้องล่าง ฉันตามทิศนั้นในร่อง ไม่ตามขึ้นสันแม้สันจะแห้งและเดินง่าย

ลิลี่จากท้ายแถวส่งเสียงแค่พอถึง "ข้างหลังโล่งจากแสง ไม่โล่งจากแรงกด"

"เดินต่อได้" ฉันตอบ "ก่อนมันเรียนเสียงน้ำเป็นเส้นตรง"

หกคนลงร่องที่แคบลงทุกก้าว

ทางลึกยังไม่สุด

ร่องแคบจนฉันต้องหันครึ่งตัว ห่ออยู่ฝั่งดินไม่ครูด น้ำเย็นถึงปลายหน้าแข้งแล้วหยุดตามคำสั่ง ไม่ลึกกว่านั้น

อันกดวงน้ำทุกก้าวจนหน้าผากชื้น "ข้ายังไหว แต่อย่าให้มีสะดุดชุดที่สาม"

ลิลี่รับศอกจินยีไว้ล่วงหน้าตรงก้อนกลมใต้น้ำ "เลี่ยงซ้าย ตามที่หนูจำ"

จินยีเลี่ยงได้ น้ำไม่กระเด็นถึงใบ

มินเดินหน้าลิลี่ครึ่งก้าว ตาจับยอดที่เอนแผ่ว "มันรู้ว่ามีน้ำขยับ ยังไม่รู้จำนวนคน อย่านับดัง อย่าเดินพร้อม"

โขมนำจนร่องอยากกว้าง นางไม่ให้เดินคู่ "กว้างแล้วยิ่งต้องเดี่ยว เดี่ยวแล้ววงน้ำเล็ก"

ฉันยกห่ออีกองศาเมื่อละอองอยากแตะชายผ้า แหวนชี้มืดเบื้องล่าง ไม่ชี้สันแม้สันจะแห้ง

โขมว่าน้ำข้างหน้าแคบอีกแต่ไม่ลึกขึ้น "แคบคือกำบัง"

อันรับ "วงน้ำในร่องแคบยุบเร็ว"

ลิลี่ส่งจินยีชิดผนังดิน "เดินได้ โดยไม่แตะห่อ"

มินว่า "แรงกดฟังไม่ทันจังหวะใหม่ อย่ายืนให้มันจับจังหวะเก่า"

รากไผ่พาดน้ำตรงโค้ง โขมให้แถวหมอบใต้ราก ไม่ใช่ให้นั่ง "หัวพ้นราก ยอดจะจับเราได้"

อันตัดกลิ่นใต้รากเป็นเส้นสั้น เหงื่อที่หน้าผากนางไม่ถูกเช็ดด้วยหญ้า "หญ้าหยาดนภาข้ายังเก็บ งานนี้ใช้ลมอย่างเดียว"

ลิลี่ดันจินยีชิดผนังดินด้านใน "โคมอย่าทักราก"

จินยีหันปากโคมเข้าหาตัว "ไม่ทักค่ะ"

ฉันกอดห่อให้พ้นหยดจากราก ลมหายใจในผ้ายังแผ่ว แหวนร้อนขึ้นเมื่อชี้ใต้ราก ฉันบิดหัวแหวนกลับไปทางน้ำมืดเบื้องล่าง ไม่ให้มันหยุดที่รากนี้

มินกระซิบ "แรงกดฝั่งโน้นเบนไปทางเหนือครู่หนึ่ง คลื่นทมิฬยังไม่จับจำนวน อย่าหยุดให้มันนับครบหก"

โขมว่า "โค้งนี้กำบังหัว ไม่กำบังถ้ายืนครบลม"

แต่ทางย้อนไม่มีแล้ว…