📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 49 จาก 135

ตอนที่ 49: ลำห้วยในดง

ยังไม่มีใครย่างลงน้ำ ฉันต้องการเห็นก้นห้วยก่อนจะให้เท้าทั้งหกคู่ลงพร้อมกัน

[ระบบ] แหวนชี้ตามน้ำขึ้นลึกในดง — ไม่ชี้ปากห้วยที่ไหลไปหาแม่น้ำดาว

"ห้ามเปิดผ้า" ฉันพูดแผ่ว "ห้ามปะทะ เลียบน้ำขึ้นก่อน ลงเมื่อถึงช่วงที่น้ำนิ่ง"

โขมนำขอบ ผ้าคลุมกลืนรากเปียก หมอกบางคลุมข้อเท้าไม่ให้เป็นทางเดินของแสง รอยสักวิหคจาง ผมหยิกติดไอน้ำ

อันเดินถัดมา วายุตัดกลิ่นเหงื่อให้ตกผิวน้ำแล้วจม ไม่ให้ลอยขึ้นยอดไผ่ที่ยังเอนเป็นครั้งคราว

ลิลี่อยู่ท้ายคู่จินยี "ขอบพังได้ ใครลื่นให้จับเสื้อ ไม่จับห่อ"

จินยีพยัก โคมดับผูกข้อมือ "ไม่จุดค่ะ"

มินอ่านน้ำกับแหวนสลับกัน "คลื่นทมิฬยังวนปากห้วยฝั่งศาลา ไม่ใช่ของข้า ไม่ใช่หัวหน้าหน่วย มันตามลำน้ำใหญ่ไม่ได้ข้ามมา แรงกดป่าเหนือยังทับยอด เป็นคนละชั้นกับน้ำที่เราจะลง"

"สองชั้น" ฉันย้ำ "เราหนีชั้นล่างด้วยน้ำ หนีชั้นบนด้วยการไม่ตอบ อย่าผสมมัน"

ฉันกดแกนเมฆาครามในแหวนด้วยปราณขั้นสาม วงแคบ ข้อนิ้วชา แกนไม่โผล่ ไม่มีฟ้าหลุดไปแตะละออง

ห่อผ้าสั่นเมื่อเราเดินชนจังหวะที่ยอดไผ่เอน ลมหายใจในผ้ายังแผ่ว ฉันยกห่อพ้นหยด ไม่แง้ม

ลำห้วยแคบลง น้ำดำไหลช้า หินก้นเริ่มเห็นในที่ที่หมอกบาง ลึกแค่ข้อเท้าตรงขอบ ลึกกว่านั้นตรงกลาง ฉันไม่ให้ใครทดสอบตรงกลาง

"ช่วงนี้ยังไม่นิ่ง" โขมพูด "น้ำวนเล็ก กลิ่นจะหมุนกลับขึ้นใบ"

"งั้นผ่านวน" ฉันสั่ง

อันปักลมที่วนให้มันไม่กระเด็นใส่แถว "ผ่านได้ ถ้าไม่หยุดกลางวน"

ลิลี่ให้จินยีเดินทีละก้าวตามรอยนาง "อย่ากระโดดข้ามหิน กระโดดคือเสียง"

เราผ่านวนโดยไม่ลงเต็มเท้า เพียงส้นเท้าโดนน้ำเย็นเป็นครั้งคราว เย็นพอรู้ว่าน้ำใช้กลบได้ จริงอย่างที่ลิลี่เดาที่น้ำตกเตี้ย

มินชี้ข้างหน้า "หลังโขดนั้นน้ำแบน แหวนชี้ก้นตรงนั้น ไม่ชี้สันซ้าย สันซ้ายพยุงขึ้นไปหาแสง แสงนั้นอาจทะลุถึงตลิ่ง ห้ามขึ้นสัน"

"ไม่ขึ้นสัน" ฉันตอบทันที

โขดเย็นเมื่อฉันประคองห่อปีนขอบ ไม่ปีนยอด ด้านหลังโขด ลำห้วยกว้างขึ้นนิด น้ำนิ่งเป็นกระจกมืด ไอเย็นลอยต่ำ

โขมทรุดเข่าดูผิวน้ำ "นิ่งพอกลบเท้า ไม่นิ่งพอกลบแกน ถ้าแหวนแตะน้ำ แกนจะวาดเส้นให้คลื่นที่ฟังอยู่"

"แหวนไม่แตะน้ำ" ฉันยกข้อมือไว้เหนืออก ข้างห่อ "คนลงได้ โลหะไม่ลง"

อันมองตลิ่งเล็กในห้วย "ยืนน้ำข้อเท้าได้ทั้งหก ถ้าเรียงเดี่ยว ไม่ยืนคู่ น้ำไม่รับสองตัวโดยไม่ส่งเสียง"

ลิลี่นับ "โขม ฉันกับห่อ จินยี อัน มิน ข้าปิดท้าย"

"ได้" ฉันพูด "แต่ยังไม่ลง จนกว่าจะรู้ว่าด้านบนยังกดอยู่แค่ไหน"

มินเงยไม่สุดหัว "ยอดเอนแผ่ว คลื่นทับยังฟัง ถ้าเราลงพร้อมกันเป็นจังหวะทหาร มันจะได้จังหวะใหม่"

"งั้นลงเหลื่อม" ฉันสั่ง "คนละลมหายใจ"

จินยีมองน้ำนิ่ง "หนูกลัวเสียงตัวเองค่ะ ไม่กลัวน้ำ"

"กลัวเสียงเป็นเรื่องถูก" ลิลี่พูด "ข้าลงก่อนหนูหนึ่งลม ถ้าข้าลื่น หนูอย่ากระโดดตาม"

โขมลงคนแรก น้ำถึงข้อเท้า นางไม่ส่งเสียง หมอกคลุมรอยวงน้ำทันที

อันลงต่อ วายุกดวงน้ำไม่ให้ขยาย

ฉันยังอยู่บนโขด ห่อแห้ง แหวนแห้ง

มินขึ้นมาข้างฉันครึ่งก้าว ไม่ยื่นมือรับห่อ "ก้นห้วยนี้ใช้ได้ แต่ใช้ได้แค่กลบ ไม่ใช่ที่พัก อย่านอนในน้ำ อย่าเปิดผ้าเพราะอยากรู้ว่าข้างในหนาวหรือเปล่า"

"ไม่เปิด" ฉันพูด "ไม่นอน"

ด้านบน ยอดไผ่เอนหนึ่งครั้งแรงกว่าเดิม แล้วหยุดสนิท ราวกับคลื่นกดหูฟังน้ำ

ลิลี่กระซิบจากขอบ "มันได้ยินโขมลงแล้ว"

"ได้ยินวงน้ำ ไม่ได้ยินแกน" มินตอบ "ถ้าเจ้าลงโดยแหวนไม่แตะ มันยังไม่ได้ตัว"

ฉันมองน้ำนิ่งที่รอเท้า แล้วมองห่อที่ห้ามเปียก

ทางกลบอยู่ใต้ข้อเท้า

ทางที่ห้ามไปคือปากห้วยที่ไหลออกหาแม่น้ำดาว

ฉันก้าวลงจากโขด น้ำเย็นแตะพื้นรองเท้า

ยังไม่ถึงข้อเท้า

ก่อนลง โขมเดินเลียบขอบขึ้นอีกสิบก้าวเพื่อหาที่น้ำนิ่งจริง ไม่ใช่แค่นิ่งตา "หลังโขดที่สองนิ่งกว่า วงน้ำจะไม่หนีไปชนใบ"

อันตรวจลมเหนือผิว "ลมต่ำพอ กลิ่นจะจม ถ้าไม่มีใครตบน้ำ"

ลิลี่ให้จินยีแก้เชือกโคมให้แน่นอีกปม "หลุดแล้วดังกว่าเท้า"

จินยีแก้ช้า "แน่นแล้วค่ะ"

มินยืนบนโขดอ่านทางน้ำสองสาย สายหนึ่งไหลลงไปหาความมืดที่อาจไปบรรจบแม่น้ำดาว อีกสายเป็นน้ำนิ่งที่แหวนชี้ "ลงสายนิ่ง ห้ามแม้แต่ส้นเท้าแตะสายที่ไหลลง ไหลลงคือปาก"

ฉันยืนยันด้วยการหันหลังให้สายที่ไหลลง ไม่ให้ห่ออยู่ฝั่งนั้น

โขมลงคนแรกตามแผน น้ำถึงข้อเท้า นางไม่สะดุ้งให้เป็นเสียง หมอกคลุมวงน้ำจนยุบก่อนจะกว้าง

อันลงเหลื่อมหนึ่งลม วายุกดผิวไม่ให้กระเพื่อมถึงโขด

ฉันยังอยู่แห้ง ตรวจห่อ ตรวจแหวน ตรวจว่าจินยียังจับเสื้อลิลี่ไม่จับผ้า

"พร้อม" ลิลี่พูด "ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม เพราะยอดเริ่มฟัง"

ฉันก้าวลงจากโขดช้า น้ำเย็นกินพื้นรองเท้า ยังไม่ถึงข้อเท้า ห่ออยู่สูง ชายผ้าไม่แตะละออง

จินยีลงหลังฉัน ฟันไม่กระทบ นางหายใจทางปากแล้วกลั้นได้

มินลงโดยไม่มองห่อ มองยอด "คลื่นทับได้ยินวงน้ำของโขมแล้ว ยังไม่ได้ยินแกน รักษาอย่างนั้น"

ลิลี่ลงท้าย กระบี่ไม่ให้โผล่พ้นน้ำเป็นเส้นเงิน "ฝักดำพอ อย่าให้โลหะทักแสง"

น้ำเย็นทำให้ทุกคนเดินสั้นลง โขมนำช่วงตื้น ฉันอยู่กลาง ระยะห่างหนึ่งแขน ไม่ใกล้จนห่อชนศอกคนหน้า

อันกระซิบ "กลิ่นเท้าจมครบ กลิ่นแหวนยังลอยระดับอก เพราะเจ้ายกมันไว้ ดี อย่าลด"

ฉันไม่ลด

ด้านบนหยดค้างอีกครั้งหนึ่ง แล้วตกเมื่อเราเดินเหลื่อมจนจังหวะเท้าไม่เป็นแถว

มินพยักเล็ก "มันงงจังหวะ งงไม่นาน ลึกต่อได้ แต่ห้ามลึกถึงเข่าในคืนนี้ เข่าคือเสียงใหม่"

"ข้อเท้าพอ" ฉันตอบ "พอให้กลบ ไม่พอให้ประมาท"

โขมหยุดที่ที่น้ำเริ่มอยากลึก "อีกก้าวจะถึงหน้าแข้งข้า หยุดตรงนี้ก่อน ดูว่าวงน้ำเดินขึ้นยอดหรือไม่"

ไม่มีวงน้ำขึ้นยอด มีแต่คลื่นกดที่ฟังอยู่

จินยีตัวสั่นเพราะเย็น ไม่ใช่เพราะกลัวอย่างเดียว นางไม่ขอขึ้น "หนูอยู่ได้ค่ะ"

ลิลี่ขยับบังลมให้นางโดยไม่แตะห่อ "อยู่ได้ก็อย่าพูดยาว"

ฉันฟังลมหายใจในผ้า ยังแผ่ว ยังไม่เร่งตามความเย็นของน้ำ แปลว่าสิ่งในห่อยังไม่ถูกน้ำแตะ และยังไม่ถูกเรียก

"ดี" ฉันพูดกับตัวเองดังพอให้มินได้ยิน

นางตอบ "ดีแบบนี้พังได้ด้วยแหวนแตะน้ำครั้งเดียว จำไว้"

ฉันจำ ยกข้อมือสูงกว่าเดิมหนึ่งองศา

คลื่นบนยอดได้ยินวงน้ำแล้วจริง แต่ยังไม่ได้ตัวเรา

ทางกลบอยู่ใต้ข้อเท้า

ทางที่ห้ามไปคือปากที่ไหลออกหาแม่น้ำดาว

น้ำถึงพื้นรองเท้าแล้ว ฉันยังไม่ให้ทั้งแถวลงพร้อมกัน โขมอยู่ในน้ำก่อนหนึ่งลม อันตาม อีกคนรอให้วงน้ำยุบ

ลิลี่ดูจินยีแก้ปมโคมซ้ำ "หลุดไม่ได้ หลุดแล้วเสียงจะดังกว่าคำพูด"

จินยีขมวด "ปมสองชั้นแล้วค่ะ"

มินไม่รับห่อแม้ฉันจะยืนใกล้ขอบ นางยืนระยะหนึ่งแขน "ข้าอ่านคลื่นได้โดยไม่ต้องอุ้ม ของในผ้าอยู่กับเจ้าคนเดียว"

ฉันรับคำนั้นด้วยการกอดแน่นขึ้น แหวนพ้นน้ำ แกนไม่แตะผิว ปราณขั้นสามกดไอไว้ที่ข้อนิ้ว

โขมกระซิบจากน้ำ "วงแรกยุบแล้ว ลงได้คนต่อไป อย่าลงตรงวงเก่า"

ฉันลงคนถัดไป น้ำเย็นกินพื้นรองเท้า ห่ออยู่ระดับอก ชายผ้าไม่แตะผิวน้ำ แหวนชี้ก้นห้วยไม่ชี้ปากที่ไหลออก

จินยีรอหนึ่งลมแล้วลงตาม โดยไม่คว้าผ้า ลิลี่ปิดท้ายเมื่อวงน้ำของฉันยุบ

มินยังอยู่ระยะ "ได้ยินวง ไม่ได้ยินแกน เดินเหลื่อมต่อได้"

โขมชี้โขดแรกที่น้ำแยกเป็นสองริ้ว "ริมหินนั่นกำบังชั่วคราว ไม่ใช่ทางออก"

อันก้าวขึ้นริมก่อน ลมบางกวาดไอเท้าที่ผิวน้ำให้ไหลไปกับริ้ว ไม่พัดแรงจนใบไผ่ตอบ "กลบได้แค่ปากหิน กลบไม่ถึงยอด"

จินยีปีนโดยไม่จับชายผ้าฉัน โคมดับชิดท้อง "หนูขึ้นได้ค่ะ"

ลิลี่ปิดทางน้ำด้านหลัง นางไม่ชักกระบี่ "ใครลงวงเก่า เสียงจะย้อน"

ฉันขึ้นคนถัดจากอัน ห่ออยู่ระดับอก ชายผ้าแห้ง แหวนพ้นละออง ขั้นสามกดแกนไว้ในวงนิ้ว ไม่ให้ไอรั่วไปปากห้วย

มินยังยืนระยะหนึ่งแขน นางส่ายหน้า "คลื่นทมิฬยังวนที่ปาก ยังไม่ล็อกแกน แรงกดบนยอดเป็นอีกเส้น อย่าปนสองเส้นให้มัน"

โขมปล่อยหมอกบางให้กลืนโขด ไม่ปล่อยเป็นเสา "พักลมตรงนี้ได้ครู่เดียว ครู่เดียวไม่ใช่รอด"

แต่คลื่นบนยอดไผ่ได้ยินวงน้ำวงนั้นแล้ว…