ยอดไผ่เอนโดยไม่มีลม ฉันไม่ให้ใครเงยจนหมอกโขมคลุมหัวไม่ทัน
"ห้ามเปิดห่อ" ฉันพูด "ห้ามปะทะ ถอยลึก อย่ายืนให้ยอดไผ่มาร์คหัว"
หกคนก้าวต่อ ปากดงอยู่ข้างหลังแล้ว แสงจากน้ำดาวไม่ถึง เหลือแต่ความมืดกับกลิ่นโคลน
โขมปล่อยหมอกต่ำกว่าเข่า ผ้าคลุมกลืนใบ รอยสักวิหคเรืองจางเป็นเส้นบาง "หมอกหินศาลาตามมาไม่ถึงนี่ หมอกที่หนักคือของป่าเหนือทับลงมา ข้าคลุมตัวเราได้ ไม่คลุมทั้งยอด"
อันตัดกลิ่นสิ้นที่ร่องโคลน "ปากดงมีรอยลวงค้าง จุดอุ่นยังติดใบนั้นหรือเปล่า ข้าไม่ได้ยินมันตามเข้ามา"
ลิลี่ฟังข้างหลังสองลมหายใจ "ไม่มีแสงอุ่นในสิบก้าว ไม่แปลว่ามันเลิก แปลว่ามันช้า"
จินยีหุบโคมกับหน้าแข้ง "ไม่จุดค่ะ แม้ยอดไผ่จะเอน"
"อย่าจุด" ฉันตอบ "แสงจะบอกที่ให้ทั้งจุดอุ่นและแรงกด"
มินเดินคู่ฉันแต่ไม่ขอรับห่อ ตาสีม่วงจับความหนาของอากาศ "คลื่นนี้ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่หัวหน้าหน่วยที่กวาดสวน และไม่ใช่รูปร่างที่เรียนใบ มันกดจากฝั่งเหนือข้ามมาเป็นบรรยากาศ ตัวมันยังอยู่ริมตลิ่งโน้น น้ำดาวยังกั้นตัว ไม่กั้นความรู้สึกของดง"
"งั้นเราหนีความรู้สึกด้วยการเดิน" ฉันพูด "ไม่หนีด้วยการฟาด"
ปราณขั้นสามร้อนในเส้นแขน ฉันใช้มันกดแกนเมฆาครามในแหวนเท่านั้น ไม่ปล่อยฝ่ามือสายฟ้า ถ้าฟ้าดังครั้งเดียว แรงกดที่ไม่มีตัวจะมีเหตุให้หาตัว
ห่อผ้าสั่นเมื่อยอดไผ่เอนถึงจังหวะที่สอง ลมหายใจในผ้าแผ่วเหมือนเดิม ไม่ได้เร่ง ฉันกระชับชายผ้า ไม่แง้ม
พื้นเปลี่ยนจากโคลนปากดงเป็นรากทับราก โขมเลือกทางที่รากแห้งด้านบน เท้าไม่หักกิ่ง
"ลึกกว่านี้พรางกลิ่นโคลนได้บ้าง" มินพูด "แต่พรางไม่หมด แกนในแหวนยังมีไอ เจ้าหน่วงไว้ อย่าให้ไอลงราก"
ฉันเปลี่ยนจังหวะก้าวตามที่นางเคยเตือนที่บันไดศาลา ขั้นเว้นขั้น โขมได้ยินแล้วปรับหมอก
อันอยู่ท้าย "กลิ่นเท้าเราจางลงจริง กลิ่นแกนยังเป็นเส้นบาง ข้าตัดเส้นนั้นได้ถ้าไม่มีใครเหงื่อตกใส่ห่อ"
"ไม่มีใครแตะห่อ" ฉันพูด "นอกจากข้า"
จินยีพยัก "หนูจับชายเสื้อลิลี่ค่ะ"
ลิลี่ให้จับ "ดีกว่าจับผ้า"
เราเดินจนเสียงน้ำดาวจางเกือบหาย เหลือเสียงลำไผ่เสียดกันในจังหวะที่ไม่ใช่ลมฝั่งเรา
โขมหยุด "จังหวะนี้ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ลมน้ำ ป่าเหนือกำลังนับยอดไผ่"
"นับแล้วอย่าตอบ" ฉันสั่ง
มินยืนนิ่งสามลม "มันนับจากอีกฟาก ถ้ายอดไผ่ฝั่งเราเอนพร้อมกันทั้งกอ แปลว่าคลื่นทับถึงตัวแล้ว แต่ยังไม่มีคนเดินตาม อย่าสร้างคนให้มันโดยการชักอาวุธ"
ลิลี่คลายข้อนิ้วจากด้ามกระบี่ "ไม่ชัก"
จุดอุ่นไม่โผล่ รอยลวงของอันอาจยังทำงาน หรือความบิดของอากาศทำให้มันหลงใบ ฉันไม่ย้อนไปตรวจ
ห่ออุ่นชายด้านในหนึ่งที แหวนอยากชี้กลับไปทางศาลา ฉันบิดให้มันชี้ลึกต่อ
"ทางนี้" ฉันพูด "จนกว่าจะพ้นกอที่เอนทั้งต้น"
โขมนำเข้ากอที่มืดที่สุด หมอกของนางชนกับความหนาของอากาศแล้วบางลงเอง นางไม่สู้ "สู้แล้วมันจะจำรูปข้า"
"ปล่อยให้บาง" ฉันตอบ "แค่พอเห็นส้นเท้า"
จินยีสะดุดรากต่ำ ลิลี่รับศอกไว้ก่อนมีเสียงร้อง น้องไม่ร้อง นางกัดปากเอง
"ไหวค่ะ"
"ไหวก็เดิน" ลิลี่พูด ไม่ดุ ไม่ปล่อยศอก
อันกวาดกลิ่นตรงที่เท้าจินยีครูดราก "รอยนี้เล็ก ตัดได้"
มินมองยอดที่เอนช้าลง "คลื่นทับแผ่วลงหนึ่งจังหวะ อย่าเข้าใจว่ามันไปแล้ว มันกำลังฟังว่าเรายังเดินเป็นจังหวะเดิมหรือเปล่า"
ฉันเปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง หยุดหนึ่งลม แล้วก้าวสั้นสองก้าว
ยอดไผ่ไม่เอนตามทันที
"ได้ผล" มินกระซิบ "ชั่วคราว"
ด้านหน้า มีเสียงน้ำเล็กกว่าแม่น้ำดาว เสียงนั้นอยู่ในดง ไม่ได้อยู่ที่ตลิ่ง
แหวนร้อนขึ้นและชี้ไปทางเสียงนั้น
โขมเอียงหู "ห้วย ไม่ใช่น้ำดาว น้ำดาวอยู่ทางซ้ายไกล เสียงนี้ลึกในกอ"
อันว่า "น้ำในดงตัดกลิ่นได้ดีกว่าใบ ถ้าเราไปถึงโดยไม่ทิ้งเส้นแกน"
ลิลี่มองหลัง "จุดอุ่นยังไม่ตาม แต่ยอดไผ่เริ่มเอนใหม่"
ฉันกอดห่อ แล้วเลือกเสียงน้ำในกอ ไม่เลือกทางย้อนศาลา
"ตามเสียงห้วย" ฉันสั่ง "ห้ามลงน้ำตอนยังไม่เห็นขอบ ห้ามเปิดผ้า ห้ามตอบยอดไผ่ที่เอน"
อากาศหน้าอกหนักขึ้นอีกชั้น ราวกับดงหายใจสวนทางเรา
โขมไม่เร่งเมื่ออากาศหนา นางให้แถวเดินใต้ลำที่ยังไม่เอน หมอกต่ำกว่าเข่าติดโคลนจนสีผ้าคลุมกลายเป็นสีดิน "สีนี้จำยากกว่าสีหมอกขาว ข้าทิ้งขาวไว้ที่ปากดง"
อันเสริมรอยลวงอีกชุดตรงที่เราเลี้ยว กลิ่นคนหกคนถูกปนกับกลิ่นรากเน่า "รากเน่าแรงพอกลบเหงื่อ กลบแกนไม่หมด เจ้ายังต้องหน่วงแหวน"
ฉันหน่วง วงปราณขั้นสามร้อนจนเส้นแขนตึง ไม่มีประกายออกข้อนิ้ว ห่ออยู่สูง ชายผ้าไม่ครูดราก จินยีดูชายผ้าให้โดยไม่แตะ
"ยังมิดค่ะ" นางรายงานเป็นระยะ ไม่ซ้ำคำเดิมทุกครั้ง บางครั้งนางแค่พยัก
ลิลี่ฟังหลังแถวแล้วนับก้าวในใจ "สิบก้าวไม่มีแสงอุ่น ยี่สิบก้าวไม่มี ข้าไม่เชื่อว่ามันเลิก ข้าเชื่อว่ามันช้ากว่าความบิดของอากาศ"
"ช้าก็อย่าไปรอ" ฉันพูด
มินชี้กอที่อากาศบางลงนิดหนึ่ง "ทางนั้นลมในดงยังเป็นลม ไม่ใช่แรงกด เบี่ยงได้ แต่เบี่ยงแล้วจะห่างจากเสียงน้ำที่แหวนเริ่มสนใจ"
"ใกล้น้ำในกอ" ฉันตัดสิน "ไม่ใกล้น้ำดาว น้ำดาวอยู่ซ้ายไกล เสียงที่แหวนชอบต้องอยู่ในนี้"
โขมเอียงหูจนรอยสักวิหคขยับตามกล้ามเนื้อคอ "มีน้ำหยดเป็นสาย ไม่ใช่หยดบนใบ เป็นน้ำไหลชนหินเล็ก อยู่ข้างหน้าขวา"
อันว่า "ขวาดี ซ้ายยังมีกลิ่นตลิ่งเก่า"
เราเบี่ยงขวา โคลนดูดส้นเท้าดังครั้งหนึ่ง จินยีสะดุ้งแต่ไม่ร้อง ลิลี่รับศอกไว้ก่อนเสียงที่สองจะเกิด
"เท้าถัดไปวางบนราก" ลิลี่กระซิบ "รากดังน้อยกว่าโคลน"
นางทำตาม รอยโคลนถูกอันตัดทันที
ยอดไผ่เอนอีกจังหวะหนึ่ง ไม่ทั้งกอ เฉพาะต้นสูงทางเหนือ ราวกับคลื่นกำลังคลำหาความสูง ไม่คลำหาคน
มินผ่อนลม "มันยังไม่เจอเรา อย่าทำให้สูงด้วยการยืนตรง"
ทุกคนย่อโดยไม่หยุดเดิน หลังเกือบขนานพื้นในช่วงที่ต้นสูงเอน ห่อผ้าของฉันอยู่ระหว่างอกกับเข่า ไม่แตะดิน
เมื่อต้นสูงนิ่ง เราเหยียดหลังได้แค่พอหายใจ ไม่ยืดจนหัวพ้นหมอกโขม
เสียงน้ำข้างหน้าชัดขึ้น แล้วขาดไปหนึ่งจังหวะจริง ไม่ใช่หูฝาด
โขมยกมือ "ขาดเพราะมีอะไรขวาง หรือเพราะน้ำมุดรู ข้ายังไม่เห็น"
"ไม่เห็นก็ไม่ฟัน" ฉันพูด "เข้าใกล้จนเห็นน้ำ ห้ามเห็นแล้วชักกระบี่ก่อน"
ลิลี่พยัก ฝักกระบี่ชิดขาไม่ให้กระทบลำไผ่
จินยีหุบปากโคมกับท้องแขน "ถ้ามีแสงในน้ำ หนูจะบอกค่ะ ไม่จุดสวน"
แหวนร้อนจัดเมื่อเสียงน้ำกลับมาเป็นจังหวะครึ่งหนึ่ง ฉันบิดไม่ให้มันชี้กลับศาลา มันชี้ไปทางขาดจังหวะนั้น
มินกระซิบ "ขาดจังหวะไม่ใช่ฝีเท้าคน ไม่มีกลิ่นเลือด ไม่มีกลิ่นหัวหน้าหน่วย เป็นน้ำชนหินที่เย็นผิดที่ หินนั้นอาจจำคลื่นทับไว้ อย่าเอามือไปวาง"
"ไม่มีใครวางมือ" ฉันสั่ง "ดูด้วยตา เดินด้วยเท้าบนราก"
เราเข้าใกล้จนได้กลิ่นน้ำจริง เย็นกว่าโคลน ยังไม่เห็นตัวอะไรยืนขวาง
มีแค่ไอหนาตรงร่องที่น้ำควรไหลตรง
โขมคลานนำช่วงสุดท้ายเพราะยืนตรงแล้วหัวพ้นหมอก "ต่ำไว้ อีกหกก้าวจะเห็นร่องน้ำ"
อันอยู่ท้าย ลมบางกันกลิ่นไม่ให้ย้อนไปปากดง "จุดอุ่นยังไม่ตามเข้าความบิดนี้ อย่าส่งแสงไปเรียกมัน"
ลิลี่ให้จินยีจับข้อมือนาง ไม่จับห่อ "ร่องข้างหน้าลื่น ลื่นแล้วห้ามคว้าผ้า"
"ไม่คว้าค่ะ" จินยีตอบ
มินนับต้นไผ่ที่เอน "สี่ต้นสูง ต้นเตี้ยนิ่ง เราเดินใต้เตี้ยจนถึงน้ำ ห้ามตัดข้ามที่ต้นสูงเอนพร้อมกัน"
ฉันยกห่อพ้นรากเปียก ลมหายใจในผ้าแผ่ว แหวนชี้ร่องที่เสียงน้ำขาด ไม่ชี้ศาลา
และเสียงน้ำเล็กๆ ข้างหน้าก็ขาดจังหวะไปหนึ่งที เหมือนมีอะไรขวางลำห้วย โดยที่เรายังไม่เห็นตัวมัน…