จุดอุ่นหลังใบที่สามยังกระพริบ ช้า ไม่ดับ ฉันไม่ให้ใครหยุดดูมัน
แหวนวิญญาณหลงซานลวกข้อนิ้ว ชี้ดงไผ่ทึบเบื้องหน้าฝั่งที่เราเดินอยู่ ไม่ชี้ย้อนศาลา ไม่ชี้อีกฟากน้ำ
"อย่าเปิดผ้า" ฉันพูด "ห้ามปะทะ เข้าลึกกว่านี้"
ห่อผ้าชิดอก ลมหายใจในผ้าแผ่วสม่ำเสมอ จินยียกโคมดับให้พ้นข้อใบ ไม่มีแสงหลุด
โขมนำ ผ้าคลุมเปลี่ยนสีตามใบเปียก หมอกของนางแบนติดพื้น ไม่ตั้งเป็นเสาให้จุดอุ่นเล็ง รอยสักวิหคจางจนแทบไม่เห็นในความมืด
อันเดินช่วงท้าย วายุต่ำตัดกลิ่นเหงื่อไปติดใบที่เราไม่ได้ย่ำ รอยลวงสั้น ไม่ยาวพอจะพาเราเองหลง
ลิลี่ประกบจินยีทางขวา กระบี่ในฝัก "ปากกอข้างหลังไม่ปลอดภัยแล้ว ข้าไม่หันไปฟันจุดอุ่น"
"ดี" ฉันตอบ "จุดนั้นเรียนใบ ไม่ใช่คนให้ฟัน"
มินกวาดตาสีม่วงผ่านซอกใบ ไปทางน้ำดาวที่ยังได้ยินเป็นเส้นทางซ้าย "ทมิฬศาลาไม่ข้าม ป่าเหนือขึ้นตลิ่งฝั่งโน้น คนละคลื่นกับจุดอุ่นที่ตามใบเรา คนละคลื่นกับข้า"
"สามอย่าง" อันกระซิบ "แล้วเราหนีอันไหน"
"หนีอันที่แตะใบได้" ฉันพูด "อีกสองอันมีน้ำกั้น คืนนี้ยังกั้นอยู่ อย่าไปพิสูจน์ด้วยการข้าม"
เราเบี่ยงขนานน้ำแต่ไม่ลงตลิ่ง ลำไผ่ถี่จนไหล่ชนลำ ฉันยกห่อให้พ้นหยดบนข้อใบ ชายผ้าไม่ให้ชาดโผล่ ดินโคลนดูดส้นเท้า โขมเลือกช่องที่รากไม่ส่งเสียง
จินยีเหยียบรากแล้วยั้งได้ "ทางเท้าแคบค่ะ"
ลิลี่รับศอกนาง "เดินร่องที่โขมเดิน ไม่สร้างร่องใหม่"
ฉันบิดแหวนเมื่อมันกระตุกอยากชี้ข้ามน้ำอีกครั้ง หัวแหวนหันเข้าความมืดของฝั่งนี้ ปราณขั้นสามกดแกนเมฆาครามไว้ในวง ไม่มีประกาย ไม่มีเสียงฟ้า ปลายนิ้วชา ฉันยอมชา
"เลยต้องไม่ให้แกนรั่ว" มินพูดโดยไม่หัน "จุดอุ่นเรียนใบเพราะมีไอเก่าติด ถ้าเจ้าปล่อยวงปราณหลวม มันจะเลิกสนใบลวงของอัน"
อันหนาลมที่ร่องด้านหลัง "รอยลวงอยู่สามกอแล้ว อย่าเดินย้อนไปทับมัน"
โขมหยุดที่วงที่กลางโปร่งพอให้หกคนยืนโดยไม่เบียดห่อ "พักลมหนึ่ง ไม่งั้นฝีเท้าจะเป็นจังหวะให้มันนับ"
เราพักโดยไม่นั่ง ฉันย่อ ห่ออยู่บนเข่า ไม่วางดิน ดินในดงจำความร้อนช้ากว่าหินศาลา แต่ฉันไม่ลอง
ด้านหลัง เสียงใบเสียดกันผิดจังหวะลม จุดอุ่นยังไม่ถึงวงนี้ มันติดรอยลวง หรือมันกำลังเรียนช้า ฉันไม่ส่งคนไปดู
"ระยะ" ลิลี่พูด "ไม่ใช่ชัย"
"รู้" ฉันตอบ "ชัยคืนนี้คือไม่เปิดผ้า และไม่ข้ามน้ำ"
จินยีเช็ดฝ่ามือกับชายเสื้อตัวเอง ไม่เช็ดกับห่อ "ยังมิดค่ะ"
"มิดไว้"
มินเงยคางไปทางเหนือ ผ่านลำไผ่ที่เริ่มเอน "แรงกดป่าเหนือไม่เดินเข้ากอ มันเลื่อนตามตลิ่งฝั่งโน้น ถ้าบรรยากาศฝั่งเราเริ่มบิด อย่าเข้าใจว่ามันข้ามมาแล้ว มันทับจากอีกฟาก"
โขมหรี่ตา "หมอกข้าเริ่มหนัก ทั้งที่ข้าไม่ได้ปล่อยเพิ่ม ดงนี้มีลมที่ไม่ใช่ของข้า"
อันสูด "กลิ่นโคลนทับกลิ่นศาลาแล้ว ดีสำหรับพราง แต่โคลนเก็บกลิ่นเท้าเราด้วย ข้าตัดได้พักหนึ่ง"
ฉันฟังน้ำดาวทางซ้าย ฟังใบทางหลัง ฟังความเงียบทางเหนือที่ไม่ได้เงียบจริง
ระหว่างพักลม โขมให้ทุกคนย่อต่ำกว่าข้อใบที่ยังสั่น "ยอดเอนเพราะถูกกดจากไกล ไม่ใช่เพราะมีคนเดินในกอเรา เงยแล้วหมอกไม่ทันคลุมหน้า"
มินใช้ปลายนิ้วแตะลำไผ่ ไม่ใช่แตะห่อ "ลำนี้เย็นผิดฤดู เย็นแบบคลื่นทับ ไม่เย็นแบบน้ำค้าง ป่าเหนือยังอยู่ฝั่งโน้น แต่ความเย็นข้ามมาเป็นอากาศแล้ว"
อันตัดรอยเท้าช่วงที่เราพักให้ปนกับรอยสัตว์เล็ก "สัตว์ในดงนี้เดินไม่เป็นแถว เราต้องไม่เป็นแถวตอนออกจากวง"
ลิลี่จัดจินยีให้อยู่ด้านในวง ไม่ใช่ด้านที่น้ำดาวลอดเป็นเส้นแสงจาง "แสงเส้นนั้นพอให้ตาจับ ถ้าจุดอุ่นเรียนจนถึงนี่ มันจะใช้เส้นแสงเป็นถนน"
จินยีหันโคมดับเข้าหาตัว "หนูไม่ให้ปากโคมหันออกค่ะ"
ฉันบิดแหวนอีกครั้ง มันดึงไปทางน้ำแรงขึ้นเมื่อยอดไผ่เอน ฉันไม่ตามการดึงนั้น แกนในวงปราณร้อนจนข้อนิ้วชา แต่ชายผ้ายังแห้ง ลมหายใจในผ้าไม่เปลี่ยนจังหวะ ฉันใช้จังหวะนั้นเป็นเครื่องวัด ถ้าข้างในเร่ง แสดงว่าคลื่นทับถึงห่อ ไม่ใช่แค่ถึงยอด
"ยังแผ่ว" ฉันบอกมิน
"แผ่วมันไม่เท่ากับปลอดภัย" นางตอบ "แผ่วแปลว่ายังไม่ถูกเรียกชื่อ อย่าเรียก"
ไม่มีใครเรียก
เราออกจากวงโปร่งเป็นแถวคด ไม่ใช่แถวตรง โขมเว้นก้าวให้รอยไม่ซ้ำระยะ อันเดินสลับท้ายกับลิลี่หนึ่งช่วง เพื่อไม่ให้กลิ่นท้ายแถวเป็นเส้นเดียว
จุดอุ่นด้านหลังกระพริบที่ใบลวงครั้งสุดท้ายที่ได้ยิน แล้วเสียงใบนั้นห่างออก มันยังไม่เข้าวงเรา
"ได้ระยะ" ลิลี่พูด
"ระยะให้เดิน ไม่ให้หยุด" ฉันตอบ
ลำไผ่สูงขึ้นจนฟ้าหาย หยดน้ำตกใส่หลังคอเย็นจัด ฉันยกห่อพ้นแนวหยด จินยีเดินชิดจนศอกชนศอกฉันเป็นครั้งคราว นางขอโทษด้วยตา ไม่ใช่ด้วยเสียง
มินชี้ลำที่เอนก่อนเพื่อน "คลื่นทับเลือกต้นสูงก่อน ต้นเตี้ยยังนิ่ง เดินใต้ต้นเตี้ย"
โขมเบี่ยงทันที หมอกของนางบางลงเองเมื่อชนอากาศหนัก นางไม่ปล่อยเพิ่ม "เพิ่มแล้วมันจะจำสีหมอกข้า"
อันว่า "กลิ่นโคลนพอพรางเท้า อีกสิบก้าวจะจาง ข้าเตรียมรอยลวงชุดใหม่ที่แยกซ้าย เราไปขวา"
"ไปขวา" ฉันยืนยัน "ขวาหนีน้ำดาว ไม่เข้าหาน้ำดาว"
ห่ออุ่นหนึ่งจังหวะตอนเราตัดขวา ฉันกดวงปราณให้แน่น แสงฟ้าไม่หลุด ขั้นสามพอกลบ ไม่พอฟาดยอดที่เอน
โขมหยุดใต้ต้นเตี้ยที่ยังไม่เอน "จากนี่ได้ยินน้ำดาวเป็นเส้นบาง ศาลาไม่ถึงหูแล้ว"
"ดี" ฉันพูด "ศาลาไม่ใช่ทางกลับคืนนี้"
จินยีกระซิบ "จุดอุ่นยังตามไหมคะ"
ลิลี่ฟังนาน "ไม่ได้ยินใบลวงแล้ว อาจหลง หรืออาจเงียบเพื่อฟังเรา"
"สมมติว่ามันฟัง" มินพูด "แล้วเดินให้จังหวะเพี้ยน"
ฉันเดินเพี้ยนเอง หยุดครึ่งลม แล้วก้าวสั้น ยอดไผ่ไม่เอนตามทันที
ได้ผลชั่วคราวอีกครั้ง
แล้วต้นสูงทางเหนือก็เอนทั้งกอ โดยลมในร่องเราไม่พัด
มินหน้าตึง "ทับถึงหัวแล้ว ไม่ใช่ถึงแค่ข่าว"
ฉันกอดห่อ แหวนชี้ลึกเข้าดง ไม่ยอมหันไปหาแรงกด
"เข้าไปอีก" ฉันพูด "ก่อนยอดไผ่เอนถึงหัวเรา"
โขมก้าวเข้าความมืดที่หนาผิดธรรมชาติ
ใต้ต้นเตี้ย โขมให้แถวเบี่ยงอีกรอบเพราะลำสูงทางขวาเริ่มส่งเสียงเสียดโดยไม่มีลมในร่อง "อย่าเดินใต้ต้นที่ร้องก่อน"
อันปักรอยลวงไว้ที่แยกซ้ายจริง ตามที่นางว่า กลิ่นเราเก่าปนกลิ่นสัตว์ เราออกขวาตามคำสั่ง เท้าฉันเลือกดินแน่น ไม่เลือกโคลนที่ดูดเสียง
จินยีเดินชิดลิลี่จนชายเสื้อสองคนชนกันเป็นจังหวะ "หนูได้ยินน้ำดาวจางลงค่ะ"
"จางคือดี" ลิลี่ตอบ "จางแปลว่าเราไม่เดินกลับไปหาปากที่ทมิฬวน"
มินไม่พูดอีกพักใหญ่ นางใช้ตาจับยอดเตี้ยที่ยอดสูงเอนไม่ถึง "คลื่นทับยังเลือกของสูง เราเล็กพอที่มันจะมองข้าม ถ้าไม่ปล่อยแสง และไม่ปล่อยแกน"
ฉันตรวจชายผ้าอีกครั้ง แห้ง ลมหายใจในผ้าแผ่ว แหวนร้อนแต่หัวแหวนชี้ลึก ไม่ชี้ศาลาอีกแล้ว ฉันถือว่านั่นคือทางที่คืนนี้ยอมรับ
โขมกระซิบเมื่อพ้นต้นเตี้ยชุดที่สาม "ปากดงอยู่หลังเราเกินยี่สิบก้าว ข้าไม่ได้ยินจุดอุ่นที่ใบลวงแล้ว"
"อย่าไปฟังซ้ำ" ฉันพูด "ฟังซ้ำคือย้อน"
อากาศเริ่มหนาในลำคอก่อนยอดจะเอนถึงหัว ฉันรู้ตัวก่อนมินจะยกมือ แต่ก็ให้มินเป็นคนยืนยัน อย่าให้คนเดียวตัดสินคลื่น
โขมไม่ให้แถวยืดตัวเมื่อยอดเริ่มเอน นางกดหมอกให้ต่ำกว่าใบที่สั่น "ใครยืด หัวจะพ้นหมอกพอดีตอนคลื่นคลำ"
อันตัดกลิ่นช่วงสุดท้ายก่อนความมืดหนา "รอยขวาจบที่นี่ รอยซ้ายยังลวงอยู่ อย่าย้อนไปทับ"
ลิลี่ดึงจินยีให้ต่ำตาม "โคมชิดท้อง อย่าให้ขอบโลหะทักใบ"
จินยีทำตามโดยไม่ขอเปิดผ้า "ยังมิดค่ะ"
มินกระซิบติดหูฉัน "คลื่นทับถึงหัวแล้วจริง แต่มันยังไม่มีร่าง อย่าฟาดให้มันมีเหตุจะลงจากตลิ่งโน้น"
ฉันกดแหวนไว้กับแขนเสื้อ ไม่ให้โลหะแตะลำไผ่ แกนไม่รั่ว ขั้นสามพอกลบจังหวะหัวใจ
และยอดไผ่เหนือหัวก็เอนตาม ช้า ไร้ลม…