📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 45 จาก 135

ตอนที่ 45: ไม่ข้ามน้ำดาว

[ระบบ] คลื่นพิกัดทมิฬเคลื่อนเข้าหาศาลา — แต่ไม่ข้ามน้ำดาว แหวนชี้ฝั่งว่างแล้วกระตุกกลับมาที่ตลิ่งนี้

หญ้าชื้นลากข้อเท้า ฉันไม่ลงน้ำ ห่อผ้าชิดอก ชายผ้าไม่แตะยอดหญ้าที่เอียงเพราะแรงกดด้านหลัง

วงอุ่นตามมาบนพื้นเป็นจุด ไม่เป็นคน มันไม่มีหน้าให้เรียก มันมีแค่ทางที่เราเพิ่งเดิน

"ห้ามเปิดผ้า" ฉันพูด "ห้ามปะทะ ห้ามข้ามน้ำ เข้าไผ่"

โขมนำเลียบตลิ่ง หมอกของนางแบนกับไอแม่น้ำจนแยกยาก รอยสักวิหคจาง ผ้าคลุมเปลี่ยนสีตามใบหญ้า

อันเดินท้ายช่วงหนึ่ง วายุตัดรอยเท้าไม่ให้เป็นเส้นตรงถึงน้ำ แล้วกลับมาประกบข้าง กันกลิ่นไม่ให้ลอยข้ามฟาก

ลิลี่อยู่ขวาของจินยี กระบี่ในฝัก "ฝั่งตรงข้ามว่างจริง ว่างแบบกับดัก ไม่ใช่ว่างแบบทางหนี"

"ว่างก็ไม่ไป" ฉันตอบ "แผนที่เรืออยากให้เราข้าม แหวนก็อยาก ข้าไม่ให้ทั้งคู่ตัดสินแทนห่อ"

จินยีกุมโคมดับ "น้ำดำค่ะ มองไม่เห็นก้น ถ้าพลาดทีหนึ่ง ผ้าเปียก"

"เลยไม่พลาด" ฉันพูด

มินเดินคู่ฉัน ตาสีม่วงแยกสองคลื่นให้ชัดทุกสิบก้าว "ทมิฬยังติดธรณีศาลา มันข้ามน้ำไม่ได้ในคืนนี้ รูปร่างบนหญ้าเป็นอีกคลื่น เบา เหนียว เป็นความจำของแกน ไม่ใช่หัวหน้าหน่วย ไม่ใช่พลังข้า"

"ตามมาไกลแค่ไหน" ลิลี่ถาม

"ถึงแนวไผ่แรกถ้าเราทิ้งรอยอุ่น" มินตอบ "แหวนเจ้าอย่าแตะพื้น"

ฉันยกข้อมือที่สวมแหวนพ้นหญ้า แกนเมฆาครามอยู่ในวงปราณขั้นสาม ไม่มีแสงฟ้าหลุด ชาดไม่โชว์

แม่น้ำดาวไหลช้า ฝั่งตรงข้ามมีแต่หมอกต่ำกับลานดินว่าง ไม่มีไฟ ไม่มีคน ไม่มีที่ให้หกคนซ่อนถ้าข้ามไปแล้วถูกเห็น

โขมหยุดที่กอไผ่แรกของฝั่งนี้ "เข้าได้ รากถี่ หมอกข้าจะหนาในนี้กว่าบนหญ้า"

อันสูด "กลิ่นใบไผ่เปียกทับกลิ่นศาลาแล้ว ดี แต่ป่าเหนือคนละกลิ่น ยังไม่ถึง อย่าเดินลึกจนเจอคลื่นที่สามโดยไม่ตั้งใจ"

"ลึกแค่พอพ้นจุดอุ่น" ฉันสั่ง "ไม่สำรวจทั้งดงคืนนี้"

เราเบี่ยงเข้ากอ ลำไผ่ดำ หยดน้ำบนข้อใบดังคนละจังหวะกับฝีเท้า ลิลี่ให้จินยีเดินร่องที่โขมเดินแล้ว ไม่สร้างร่องใหม่

ห่อผ้าสั่นเมื่อแหวนชี้ข้ามน้ำอีกครั้ง ฉันบิดข้อมือจนหัวแหวนหันเข้ากอไผ่

"อยู่ฝั่งนี้" ฉันพูดกับแหวน "ชี้ดงได้ ชี้ฟากโน้นไม่ได้"

จินยีได้ยิน แล้วยิ้มไม่ได้ "มันฟังไหมคะ"

"ไม่ฟัง" ฉันตอบ "เลยต้องบิด"

ด้านหลังกอแรก วงอุ่นหยุดที่ชายหญ้า มันไม่เข้าไผ่ทันที ลำไผ่ไม่ใช่หินศาลา ไม่ใช่คานที่มันเรียนมา

มินมองผ่านซอกใบ "มันงงทาง งงไม่นาน ถ้ามีใครในนี้ปล่อยกลิ่นแกน มันจะเรียนใบไผ่ต่อ"

อันหนาลมที่ปากกอ "ข้ากลบได้พักหนึ่ง อย่าให้มีเลือด อย่าให้มีแสง"

ลิลี่ไม่ชักกระบี่ "ไม่มีเลือด ถ้าไม่มีคนโง่หันไปฟันจุดอุ่น"

"ไม่มีคนนั้น" ฉันพูด

เราลึกลงไปอีกยี่สิบก้าว เสียงน้ำดาวจาง เสียงศาลาไม่ถึง เหลือเสียงไผ่ถูกหมอกโขมเสียด

จินยีเหยียบรากแล้วยั้งได้ทัน ลิลี่รับศอกนางไว้ ไม่มีเสียงร้อง

"ไหวค่ะ"

"ดี" ลิลี่พูดสั้น

มินยกมือให้ทุกคนหยุด "คลื่นทมิฬไม่ตามข้ามน้ำมาจริง แต่มีแรงกดอีกเส้นจากป่าเหนือ เลื่อนถึงริมตลิ่งฝั่งเราแล้ว คนละจังหวะกับรูปร่าง คนละจังหวะกับทมิฬที่ศาลา"

อันหน้าเปลี่ยน "สามคลื่น"

"สองใกล้ตัว" มินแก้ "ทมิฬติดอีกฟาก รูปร่างติดปากกอ แรงกดป่าเหนือยังเป็นข่าว ไม่ใช่ตัว อย่าไปไล่มัน"

ฉันกอดห่อแน่นขึ้น ลมหายใจในผ้ายังแผ่ว ไม่ได้เร่งตามข่าว

"เราไม่ข้ามน้ำ" ฉันย้ำให้ทั้งหกคนได้ยิน "เราไม่ย้อนศาลา เราไม่เปิดผ้า เราไม่ขึ้นขั้น เพราะอยากฟันจุดอุ่นบนหญ้า จินคงขั้นสาม พรุ่งนี้ค่อยว่าจะลึกแค่ไหน"

โขมมองทิศเหนือผ่านลำไผ่ "ข้านำในดงนี้ได้ถึงรุ่ง ถ้าไม่มีใครจุดโคม"

จินยีส่ายโคมดับ "ไม่จุดค่ะ"

แหวนร้อนอีกที แล้วเย็นลงเมื่อฉันไม่ให้มันชี้ฟากว่าง

วงอุ่นที่ปากกอก้าวเข้าใบไผ่เส้นแรก

มันเรียนช้า แต่มันเรียน

มินกระซิบ "ปากกอไม่ปลอดภัยแล้ว"

ลิลี่หันหลังให้ทางที่เราเพิ่งเข้า "ลึกอีกนิด หรือเบี่ยงขนานน้ำ"

ฉันฟังน้ำดาวที่ยังอยู่ทางซ้าย ฟังแรงกดจางจากเหนือ ฟังจุดอุ่นที่เพิ่งแตะใบ

"เบี่ยงขนานน้ำ แต่ไม่ลงน้ำ" ฉันพูด "ให้ไผ่คั่นเรากับจุดอุ่น ให้แม่น้ำคั่นเรากับทมิฬ ให้ระยะคั่นเรากับป่าเหนือ"

อันตัดรอยเก่าทิ้งไว้ให้ปนกับรอยสัตว์ ไม่ให้เป็นเส้นคนหกคน

โขมหนาหมอกระหว่างลำไผ่จนมองหลังตัวเองไม่ชัด แล้วนางบางมันลงแค่พอให้ลิลี่เห็นจินยี

ห่อผ้าอุ่นชายด้านใน ฉันไม่แง้ม

จินยีเดินชิดจนไหล่ชนศอกฉัน "ยังมิดค่ะ"

"มิดไว้" ฉันตอบ "ฝั่งว่างยังว่างอยู่ตรงนั้น ใครในทีมอยากข้าม เพราะแหวนชี้ บอกตอนนี้"

ไม่มีใครบอก

ลิลี่พูดแทน "ข้าอยากพ้นจุดอุ่นมากกว่าอยากเห็นฝั่งว่าง"

มินเสริม "ข้าอยากอ่านคลื่นป่าเหนือจากระยะ ไม่ใช่จากปากมัน"

โขมพยัก "ข้าอยากให้หมอกนี้เป็นของข้า ไม่ใช่ของหินศาลา"

อันว่า "ข้าอยากให้กลิ่นเราจบที่กอแรก"

ฉันกอดห่อ แล้วก้าวเบี่ยงเข้าไผ่ทึบของฝั่งนี้

ด้านหลัง วงอุ่นแตะใบไผ่เส้นที่สอง

ด้านหน้า ดงมืดกว่าน้ำ

แหวนลวก ชี้เข้าความมืดนั้น ไม่ชี้ย้อนศาลา และไม่ชี้อีกฟากน้ำอีก

"เข้าไป" ฉันพูด "ก่อนมันเรียนใบที่สาม"

ลำไผ่ถี่จนไหล่ชนลำ โขมเลือกช่องที่รากไม่ส่งเสียง หมอกของนางหนาในร่อง บางที่ปาก เพื่อไม่ให้จุดอุ่นเห็นเสาหมอก

ฉันเดินกลางแถว ห่อผ้าอยู่ด้านในวงแขน ไม่ให้ลำไผ่ครูดชายผ้าจนชาดโผล่ ลมหายใจในผ้าแผ่วกว่าเสียงหยดบนข้อใบ

ลิลี่ให้จินยีจับชายเสื้อนาง ไม่จับห่อ "หลับตาได้ ถ้าเปิดตาแล้วอยากดูผ้า"

"ไม่หลับค่ะ" จินยีตอบ "หนูดูทางเท้า"

อันอยู่ช่วงท้าย วายุต่ำตัดกลิ่นเหงื่อให้ติดใบที่เราไม่ได้เดิน รอยลวงสั้นๆ ไม่ยาวพอจะเป็นทางหนีจริง

มินนับคลื่นในใจแล้วนับใหม่ดัง "ป่าเหนือยังไม่ถึงตัว แรงกดมันเลื่อนตามตลิ่ง ไม่เลื่อนตามเราเข้ากอลึก แปลว่ามันตามแนวน้ำ ไม่ตามห่อ คืนนี้ยังเป็นข่าว"

"ข่าวก็อย่าไปหา" ฉันพูด

โขมหยุดที่วงไผ่ที่กลางโปร่งพอให้หกคนนั่งได้โดยไม่เบียดห่อ "พักลมหนึ่ง ไม่งั้นฝีเท้าจะดัง"

เราพักโดยไม่นั่งเต็มที่ ฉันย่อ ห่ออยู่บนเข่า ไม่วางดิน ดินในดงจำความร้อนช้ากว่าหินศาลา แต่ฉันไม่ลอง

จินยีเอาหลังมือแตะข้อมือตัวเอง "เย็นค่ะ แต่ไหว"

ลิลี่ถอดสายตาจากปากกอไม่ได้ "จุดอุ่นเรียนใบแรกแล้ว ใบที่สองมันแตะช้า เพราะใบไม่เก็บร้อน เราได้ระยะ"

"ระยะไม่ใช่ชัย" มินพูด "มันจะเรียนจนจบ ถ้าเราปล่อยแกนรั่วสักครั้ง"

ฉันตรวจวงปราณที่นิ้ว ขั้นสามยังอยู่ แกนเมฆาครามยังอยู่ในแหวน ไม่มีประกาย ไม่มีเสียงฟ้า แขนชาจนต้องสลับประคอง

แม่น้ำดาวอยู่ทางซ้าย ไกลพอที่ได้ยินเป็นเส้น ไม่ใกล้พอจะลื่นลงไป ฝั่งว่างอยู่อีกฟากของเส้นนั้น ฉันไม่มองนาน

"ใครยังคิดจะข้าม บอก" ฉันพูดอีกครั้ง เพราะแหวนยังร้อนเป็นระลอก

โขมตอบก่อน "ไม่ข้าม หมอกข้าใช้กับไผ่ได้ ใช้กับกลางน้ำไม่ได้"

อันว่า "กลิ่นบนน้ำไปไกลกว่าในกอ"

ลิลี่ว่า "กระบี่ไม่ช่วยตอนเท้าไม่ถึงก้นน้ำ"

จินยีว่า "ผ้าห้ามเปียกค่ะ"

มินว่า "ทมิฬข้ามไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเราควรเอาตัวไปพิสูจน์ให้มัน"

"งั้นอยู่" ฉันพูด "เบี่ยงขนานน้ำอีกช่วง จนจุดอุ่นหลงใบลวงของอัน แล้วหยุด พรุ่งนี้ค่อยอ่านป่าเหนือจากระยะนี้ ไม่ใช่จากปากมัน"

อันวางรอยลวงอีกชุดที่ปากวงไผ่ กลิ่นเราเก่าปนกลิ่นใบหัก

โขมปิดหมอกทับรอยนั้นจนแม้แต่ลิลี่ยังต้องคลำทาง

จุดอุ่นแตะใบที่สามด้านหลัง

มันช้าลง

ไม่หยุด

ฉันกอดห่อแล้วก้าวต่อในความมืดของฝั่งนี้ แหวนลวกชี้เข้าดง ไม่ชี้ย้อนศาลา

"เดิน" ฉันพูด "มันยังเรียนไม่จบ แต่เราจะไม่อยู่ให้มันเรียนจนจบในที่เดิม"

จุดอุ่นหลังใบที่สามกระพริบอีกครั้ง ช้าลง ไม่ดับ

ใครจะเรียนจบก่อนกัน…