คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...
ปลวเพลิงดวงดาวสีดำทมิฬปะทุขึ้นจากก้นบึ้งของความว่างเปล่า มันไม่ได้ลุกไหม้ด้วยประกายสีส้มดั่งไฟตามธรรมชาติ ทว่ากลับมืดมิดเยียบเย็นและดูดกลืนทุกสรรพสิ่งให้สูญสลาย เสียงระเบิดกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นจนแก้วหูแทบฉีกขาด บันไดหินศิลาศักดิ์สิทธิ์ขั้นที่ห้าร้อยถึงแปดร้อยแตกร้าวเป็นริ้วยาว ก่อนจะหักโค่นพังทลายลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่าง เศษหินมหึมาหนักหลายหมื่นชั่งร่วงกราวลงไปในความมืดมิด ไอความร้อนอันบ้าคลั่งม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นมรณะ พุ่งทะยานตรงเข้ากลืนกินระเบียงวิหารลอยฟ้าซึ่งเป็นจุดที่อันและจินยียืนชะงักงันอยู่ด้วยความตระหนก
[ระบบ: ตรวจพบภัยพิบัติระดับวินาศ! คลื่นเพลิงดวงดาวทำลายล้างกำลังแผ่ขยาย! อุณหภูมิแกนกลาง: ห้าพันองศา! คำเตือน: ระเบียงวิหารจะพังทลายลงสู่หุบเหวในอีกสิบห้าวินาที!]
ตัวอักษรสีแดงฉานกะพริบถี่รัวอยู่ตรงหน้า รังสีสังหารและคลื่นความร้อนแผดเผาจนเส้นผมของฉันไหม้เกรียมไปบางส่วน ลมหายใจที่สูดเข้าไปแทบจะแปรสภาพเป็นผงถ่าน ระเบียงหินกำลังจะขาดออกจากกัน เด็กทั้งสองคนไม่มีทางหนีพ้นความเร็วดุจสายฟ้าของเปลวเพลิงวิปริตนี้ได้ทันแน่
"อัน! จินยี!"
ฉันตะโกนสุดเสียง พลางเร่งเร้าพลังปราณแท้ในร่างเพื่อพุ่งทะยานไปข้างหน้า แต่ระยะทางเกือบยี่สิบก้าวในสภาวะที่มิติถูกบิดเบือนนั้นยาวไกลเกินไป เปลวเพลิงดำม้วนตัวดั่งอสรพิษยักษ์ อ้าปากกว้างพร้อมจะกลืนกินร่างเล็กๆ ของคนทั้งสองให้กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตาเดียว
ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เงาร่างอันมหึมาปานขุนเขาของชั้นสี่ก็ขยับไหว
ชายร่างยักษ์ไม่ลังเลแม้แต่เศษเสี้ยวของลมหายใจ แววตาของเขาปราศจากความหวาดกลัวต่อความตาย สองแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน โซ่ตรึงวิญญาณพันรอบท่อนแขนส่งเสียงกระทบกันดังกริ๋ง เขาเหวี่ยงโล่ยักษ์ศิลาดำในมือออกไปสุดแรงเกิด โล่หนักพันชั่งหมุนคว้างกลางอากาศพุ่งเข้าปักตรึงลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าเด็กทั้งสอง ก่อกำแพงปราณสะท้อนระลอกคลื่นความร้อนออกไปได้กึ่งหนึ่ง
แต่เปลวเพลิงดวงดาวสายหลักมิได้หยุดลงเพียงเท่านั้น มันโถมซัดเข้ามาจากด้านบน เสาค้ำยันระเบียงหินสวรรค์ทลายลงมาพร้อมกับลูกไฟมรณะ
ชั้นสี่ทิ้งอาวุธทุกชิ้นในมือ เขากระโจนร่างพุ่งเข้าไปคั่นกลางระหว่างเพลิงนรกกับเด็กทั้งสอง ใช้แผ่นหลังเหล็กกล้าอันกำยำของตนเองกางกั้นแทนโล่กำบัง!
ตูม!
เสียงเปลวเพลิงดำปะทะเข้ากับร่างมนุษย์ดังกึกก้อง แผ่นหลังของชั้นสี่ถูกเพลิงผลาญเผาไหม้ในทันที เสาหินวิหารที่หักโค่นตกลงมากระแทกซ้ำเข้าที่กระดูกสันหลังของเขาจนเกิดเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ กลิ่นเนื้อไหม้เกรียมคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เลือดสีแดงสดทะลักออกจากปากและจมูกของชายร่างยักษ์ ไหลหยดลงบนพื้นหินที่ร้อนระอุจนกลายเป็นไอควันพิษ เสื้อเกราะศิลาหลอมละลายแนบติดไปกับผิวหนังที่ปริแตกเป็นแผลเหวอะหวะจนเห็นกระดูกขาวโพลน
ความเจ็บปวดแสนสาหัสขนาดนั้น เพียงพอที่จะทำให้จอมยุทธ์ระดับสูงหมดสติหรือกรีดร้องจนสิ้นใจ แต่สองขาของชั้นสี่ยังคงหยั่งรากลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง ราวกับเสาค้ำสวรรค์ที่ไม่มีวันยอมโค่นล้ม
"ไปข้างหน้า..." เสียงของชั้นสี่แหบพร่า สั่นสะท้านอย่างรุนแรง แต่ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "พวกเจ้า... ก้าวไปข้างหน้า! ข้า... ข้ายังยืนไหว!"
"พี่ชั้นสี่!" อันกรีดร้องทั้งน้ำตา มือไม้ของนางสั่นเทาขณะรีบล้วงเอาขวดหยกขาวออกมาจากอกเสื้อ นางเท 'โอสถน้ำค้างหยกเก้าชั้น' ชโลมลงบนแผลไหม้เกรียมที่แผ่นหลังของเขาอย่างบ้าคลั่ง ฤทธิ์ยาเย็นเยียบแผ่ซ่านเพื่อต้านทานเพลิงดวงดาวที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวเนื้อ
จินยีตั้งสติได้ รีบกุมโคมวิญญาณด้วยสองมือ ปล่อยแสงรักษาบริสุทธิ์สีมรกตไหลรินเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของชั้นสี่เพื่อเหนี่ยวรั้งลมหายใจสุดท้ายเอาไว้ ประคองร่างที่เกือบจะแหลกสลายไม่ให้ล้มพับลงไป
"ตั้งค่ายกลคุ้มกันเดี๋ยวนี้!" เสียงใสทว่าเฉียบขาดของครามดังขึ้น เธอสะบัดปลายนิ้วลงบนสายกู่ฉิน บรรเลงบทเพลงคลื่นสมุทร คลื่นเสียงระลอกแล้วระลอกเล่าแผ่ออกไปโอบล้อมดับประกายไฟรอบข้าง ลิลี่ตวัดกระบี่วิญญาณส่งประกายแสงสีเงินตัดเศษหินที่ร่วงหล่นลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โขมรีบร่ายหมอกมายาบดบังทัศนวิสัยเพื่อพรางตา ขณะที่มินเหนี่ยวสายธนู ปล่อยศรปราณคอยสกัดเพลิงที่ปะทุขึ้นมาตามรอยแตก
ภาพแผ่นหลังที่ไหม้เกรียมจนแหลกเหลวของชั้นสี่สะท้อนวาบอยู่ในดวงตาของฉัน ความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณพลันระเบิดออก ความโกรธแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้าใส่ขั้วหัวใจดั่งพายุคลั่ง
ตึกตัก! ตึกตัก!
ลมปราณในจุดตันเถียนของฉันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการขัดเกลาจนแน่นหนาดั่งศิลาแช่น้ำลึก ไม่ยอมสั่นคลอนหรือก้าวข้ามขอบเขตไปสู่ระดับสี่ ทว่ากลับบีบอัดจนถึงขีดสุด ความหนาแน่นของมันทวีคูณขึ้นหลายเท่าตัวจนมวลอากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาของฉันเบิกกว้าง ประกายตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีทองสายฟ้าอันเจิดจ้า รังสีสังหารแผ่ออกไปจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นวงกว้าง
ครืน!
ดาบสายฟ้าในมือขวาของฉันส่งเสียงคำรามกึกก้อง ตราประทับมหาเทพบรรพกาลที่สลักอยู่บนตัวดาบตอบสนองต่อโทสะและเจตจำนงอันเด็ดเดี่ยว แสงสีทองเรืองรองสว่างวาบขึ้นมาราวกับดวงตะวันจุติ คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลทะลักออกมาห่อหุ้มร่างกายของฉันจนกลายเป็นเกราะปราณสายฟ้าสีทองคำอันไร้เทียมทาน เพลิงดวงดาวสีดำที่พวยพุ่งเข้ามาใกล้ถูกคลื่นสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์สะบั้นทำลายจนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า
[ระบบ: ตราประทับมหาเทพบรรพกาลตื่นขึ้นเต็มรูปแบบ! พลังโจมตีธาตุสายฟ้าบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นสามร้อยเปอร์เซ็นต์! ปราณคุ้มกายระดับสามขั้นสมบูรณ์แปรสภาพเป็น 'เกราะสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์'!]
"กวนซาน... เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
ฉันคำรามลั่น สองเท้าถีบส่งลงบนพื้นศิลาจนแตกละเอียด ร่างของฉันพุ่งทะยานผ่านม่านทะเลเพลิงดำออกไปดั่งดาวตกสีทอง ความเร็วเหนือล้ำจนสายตาของมนุษย์ไม่อาจจับภาพได้ทัน ฉันไม่สนใจเศษหินหรือคลื่นความร้อนที่กวาดผ่าน เบื้องหน้ามีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือรถศึกเพลิงดวงดาวที่กำลังแล่นตะบึงเข้ามาหมายจะบดขยี้พวกเราให้แหลกเป็นผง
บนรถศึกคันนั้น กวนซานยืนตระหง่านพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ม้าศึกเพลิงดวงดาวทั้งสี่ตัวส่งเสียงร้องโหยหวน กีบเท้าของพวกมันเหยียบย่ำอากาศ ลากรถศึกหุ้มเกราะเหล็กดำพุ่งเข้ามาด้วยแรงกระแทกที่สามารถทลายขุนเขาได้ทั้งลูก
"ตายไปซะ ไอ้เศษสวะระดับสาม!" กวนซานคำรามลั่น พลางเงื้อทวนเพลิงในมือขึ้นหมายจะแทงทะลวงหัวใจของฉัน
"เพลงดาบสายฟ้าแท้ — ผ่าสวรรค์สะบั้นเนตร!"
ฉันไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย ปราณในร่างระดับสามขั้นสมบูรณ์ถูกส่งผ่านไปยังดาบสายฟ้าจนเปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา ฉันพลิกกายกลางอากาศ ฟันดาบออกไปเป็นแนวโค้งประกายคลื่นดาบสายฟ้าสีทองคำขนาดมหึมาแหวกผ่านความว่างเปล่า เสียงฟ้าร้องคำรามสะเทือนฟ้าดิน คลื่นดาบคมกริบตัดผ่านมิติด้วยความเร็วเหนือเสียง
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ประกายสายฟ้าสีทองกวาดผ่านลำคอของม้าศึกเพลิงดวงดาวทั้งสี่ตัวพร้อมกันในเสี้ยวพริบตา ศีรษะของพวกมันขาดสะบั้นกระเด็นลอยขึ้นสู่อากาศ เพลิงสีดำที่ลุกไหม้บนตัวม้าดับวูบลงในทันที แรงขับเคลื่อนมหาศาลสูญสิ้นการควบคุม ล้อรถศึกเหล็กดำกระแทกเข้ากับขอบบันไดหินที่แตกหักอย่างรุนแรง
ตูม!
ตัวรถศึกระเบิดแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนเหล็กแหลมคมปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ ซากรถที่พังทลายไถลลื่นและร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่างไปพร้อมกับเสียงกึกก้องที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
"อั้ก!"
ร่างของกวนซานกระเด็นหลุดออกจากซากรถศึกที่ระเบิด ร่างของมันลอยคว้างกลางอากาศก่อนจะกระแทกตกลงมากลิ้งเกลือกอยู่บนลานศิลาหน้าประตูวิหารชั้นในอย่างหมดรูป เสื้อเกราะหรูหราแตกหักวิ่นขาด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลทั่วร่าง มันนอนพะงาบจมกองเลือด หอบหายใจรวยรินอย่างน่าเวทนา
ฉันร่อนตัวลงแตะพื้นลานศิลาอย่างแผ่วเบา เสียงฝีเท้าของฉันก้าวเดินเข้าไปหามันอย่างช้าๆ ปลายดาบสายฟ้าลากไปกับพื้นหินจนเกิดประกายไฟแปลบปลาบ สายตาของฉันเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งพันปี จิตสังหารล็อกเป้าหมายไปที่ร่างของมันจนอากาศรอบตัวแทบจะแข็งตัวเป็นลิ่ม
ทว่า... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะเงื้อดาบขึ้นเพื่อตัดศีรษะของมันให้ขาดสะบั้น
มุมปากที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดของกวนซานกลับบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มวิปริต แววตาของมันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของคนที่ไร้สิ้นหนทางรอด มือขวาที่สั่นเทาและชุ่มไปด้วยเลือดของมัน ล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบเอาแผ่นศิลาจารึกสีดำทมิฬขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ชูมันขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
นั่นมัน... 'ยันต์ระเบิดดวงดาว' แผ่นสุดท้าย!
"ฮ่าๆๆ! คิดว่าพวกเจ้าชนะแล้วรึ?!" กวนซานแผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนลิ่มเลือดกระฉูดออกจากปาก "ถ้าข้าต้องตาย... ประตูวิหารบานนี้ และพวกเจ้าทุกคน... ก็ต้องแหลกเป็นจุลไปพร้อมกับข้า!"
[ระบบ: แจ้งเตือนภัยพิบัติขั้นสูงสุดฉุกเฉิน! ตรวจพบการกระตุ้น 'ยันต์ระเบิดดวงดาวบรรพกาล'! อานุภาพทำลายล้างครอบคลุมรัศมีหนึ่งร้อยลี้! ประตูวิหารชั้นในและลานศิลาจะถูกลบหายไปจากมิติ!]
[ระบบ: เริ่มต้นการนับถอยหลังสู่การระเบิด... สาม... สอง...!]
แสงสีเลือดอันเข้มข้นสว่างวาบขึ้นมาจากใจกลางยันต์ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกมาราวกับดวงดาวกำลังจะแตกดับ รอยยิ้มอันวิปริตของกวนซานสะท้อนอยู่ในม่านตาของฉัน ขณะที่ตัวเลขนับถอยหลังวินาทีสุดท้ายกำลังจะสิ้นสุดลง!