📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 146 จาก 135

ตอนที่ 146: คลื่นทัพหมื่นอสูร — ปราการบันไดสวรรค์

คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...

เสียงกลองศึกมิติดังคำรามกึกก้องสะท้านเลื่อนลั่นจากเบื้องบน ท้องฟ้าสีเลือดบิดเบี้ยวจนมองเห็นรอยแยกมิติสีครามเข้มปริแตกออกเป็นริ้วยาว กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำมะถันไหม้เกรียม อากาศร้อนระอุจนแสบจมูกแทบสำลัก เบื้องหน้าของฉันคือบันไดสวรรค์ศิลาขาวที่ทอดยาวลงสู่หุบเหวลึก ทว่าเวลานี้บันไดโบราณอันศักดิ์สิทธิ์กลับกำลังถูกกลืนกินด้วยคลื่นมวลทมิฬอันบ้าคลั่ง

กองทัพอสูรดวงดาวทมิฬนับหมื่นตนกำลังถาโถมขึ้นมา รูปร่างของพวกมันบิดเบี้ยวคล้ายสัตว์ร้ายผสมซากศพ เกราะกระดูกสีดำมะเมี่ยมปกคลุมทั่วร่าง ดวงตาสีแดงฉานกระหายเลือดนับหมื่นคู่สะท้อนแสงวาบ เปลวเพลิงดวงดาวสีม่วงคล้ำแผดเผาหินศิลาใต้ฝ่าเท้าของพวกมันจนระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นควันและสะเก็ดไฟลอยฟุ้งบดบังทัศนวิสัยจนมืดมิด

[ระบบ: แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสีแดง! เข้าสู่สถานการณ์ 'มหาศึกปราการบันไดสวรรค์'! จำนวนศัตรู: กองทัพอสูรดวงดาว 10,000 ตน! ภารกิจหลัก: สกัดกั้นไม่ให้ศัตรูเหยียบย่างเข้าสู่วิหารชั้นในอย่างเด็ดขาด!]

เสียงแจ้งเตือนจากระบบกระหน่ำลั่นในโสตประสาทของฉัน ตัวอักษรสีเลือดกะพริบถี่รัวเตือนถึงวิกฤติตรงหน้า

ฉันยืนหยัดอยู่บนบันไดขั้นที่ห้าสิบ ลมปราณในจุดตันเถียนหมุนวนนิ่งสงบดั่งศิลาพันปีแช่อยู่ใต้ก้นสมุทรลึก แม้คลื่นพลังรอบข้างจะปั่นป่วนจนฟ้าดินแทบถล่ม แต่พลังระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันยังคงหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันมหาศาล มือขวากระชับด้ามดาบสายฟ้าสลักตรามหาเทพแน่น ประกายอัสนีสีทองแล่นริ้วไปตามร่องลายสลักโบราณ ส่งเสียงเปรี๊ยะปรั๋งพร้อมปลดปล่อยพลังทำลายล้าง ส่วนที่เอวของฉันมีตลับศิลาบรรจุเข็มตรึงวิญญาณครบทั้งสามเล่มแนบสนิท ไอเย็นยะเยือกของมันแผ่ซ่านคอยเตือนสติ และข้างกันนั้นคือผลึกดวงเนตรดวงดาวที่ส่องแสงริบหรี่ราวกับดวงตาสวรรค์ที่เฝ้ามองกลียุค

"เตรียมรับแรงกระแทก!"

ฉันตะโกนก้อง เสียงของฉันแฝงลมปราณแท้จริงก้องกังวานทะลุผ่านเสียงคำรามของฝูงอสูร

"เข้ามาเลย ไอ้พวกเศษเดน!"

เสียงคำรามตอบรับดั่งฟ้าผ่ามาจากเบื้องหน้า ชั้นสี่ก้าวออกไปยืนตระหง่านอยู่หัวแถว กล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างของเขาโป่งพองจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายมหึมาราวกับยักษ์ปักหลั่น สองมือกระแทกโล่ยักษ์หยกสีมรกตลงบนพื้นบันไดหินอย่างรุนแรง

*ตูม!*

แผ่นศิลาแหลกละเอียดเป็นผง โล่ยักษ์หยกจมลึกลงไปในเนื้อหินเกือบครึ่งฟุต เกิดเป็นกำแพงปราณสีเขียวมรกตสูงตระหง่านนับสิบจ้าง สลักเสลาด้วยลวดลายเต่าดำบรรพกาล ชั้นสี่ไม่รอช้า เขาสะบัดแขนเหวี่ยงโซ่เหล็กหมื่นชั่งเส้นหนาเท่าท่อนแขน ปลายโซ่พุ่งทะลวงเข้าตรึงติดกับเสาหินบันไดสวรรค์ทั้งสองฟากอย่างแน่นหนา ขึงพืดรัดรึงแนวรบจนกลายเป็นปราการเหล็กกล้าที่มิอาจข้ามผ่าน

*โครม!*

คลื่นอสูรระลอกแรกพุ่งชนเข้ากับโล่ยักษ์หยกอย่างจัง เสียงกระแทกสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งขุนเขาสองลูกถล่มเข้าหากัน แรงปะทะจากอสูรเกราะหนานับพันตนที่โถมทับเข้ามาพร้อมกันทำให้โซ่หมื่นชั่งส่งเสียงครูดคราด เสาหินบันไดสวรรค์ปริร้าว แขนทั้งสองข้างของชั้นสี่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากง่ามนิ้วและริมฝีปากที่ถูกกัดจนแตกยับเยิน ทว่าดวงตาของเขากลับเบิกกว้างด้วยเพลิงโทสะ สองขาปักหลักแน่นไม่ยอมถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าวเดียว!

"อย่าหวังว่าจะผ่านข้าไปได้!" ชั้นสี่เค้นเสียงคำรามลั่น ลมปราณคุ้มกายปะทุขึ้นต้านทานแรงเบียดเสียดของคมเขี้ยวและกรงเล็บสีดำที่กรีดลงบนผิวโล่จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ

"วิถีดาบพายุหมุน กระบี่วิญญาณร้อยเงา!"

เสียงหวานใสทว่าเฉียบขาดดังก้องมาจากฟากฟ้า ลิลี่ทะยานร่างขึ้นสู่เวหาดั่งวิหคเพลิง กระบี่วิญญาณสีเงินยวบยาบในมือของเธอสะบัดออกเป็นวงกลม ประกายกระบี่นับร้อยสายหมุนวนฉวัดเฉวียนกลายเป็นพายุคมมีดขนาดมหึมา ลิลี่ร่อนลงบนสันโล่ยักษ์ของชั้นสี่ พริบตานั้นเธอกวาดกระบี่วิญญาณฟาดฟันลงเบื้องล่างอย่างบ้าคลั่ง

*ฉับ! ฉับ! ฉัวะ!*

คมกระบี่วิญญาณตัดผ่านเกราะกระดูกและเนื้อหนังของอสูรดวงดาวที่พยายามปีนป่ายข้ามโล่หยก แขน ขา และศีรษะของพวกมันขาดกระเด็น เลือดสีม่วงดำพวยพุ่งสาดกระจายดั่งห่าฝน ลิลี่เคลื่อนไหวรวดเร็วปานภูตพราย คอยสะบั้นร่างศัตรูที่หลุดรอดเข้ามาเพื่อแบ่งเบาภาระของชั้นสี่อย่างแม่นยำ

แต่ทว่า กองทัพอสูรมีจำนวนมหาศาลเกินไป ซากศพที่ร่วงหล่นกลับกลายเป็นสะพานเนื้อให้พวกตัวหลังเหยียบย่ำทะยานสูงขึ้นมา

"แนวหลัง ปูพรมทำลายล้างเดี๋ยวนี้!" ฉันสั่งการเสียงเฉียบขาด สายตาจับจ้องสนามรบเบื้องล่างเพื่อหาช่องโหว่

บนระเบียงหินสูงชั้นใน มินและอันยืนเคียงข้างกัน มินหลับตาลงข้างหนึ่ง ดวงตาอีกข้างเปล่งประกายสีคราม เนตรพิกัดของเธอทำงานอย่างเต็มกำลัง มองทะลุผ่านม่านควันและระบุจุดรวมพลหนาแน่นของศัตรูได้อย่างไร้ที่ติ

"พิกัดบันไดขั้นที่สามสิบ ความหนาแน่นระดับสูงสุด!" มินตะโกนลั่นพร้อมกับน้าวคันธนูศิลาดวงดาวจนสายโก่งตึง ลูกศรปราณระเบิดสามดอกถูกบรรจุเข้าที่สาย

ข้างกายเธอ อันสะบัดมือขว้างเม็ดยาโอสถเพลิงพิโรธเคลือบลงบนหัวลูกศรอย่างเชี่ยวชาญ พลังโอสถหลอมรวมเข้ากับปราณธนูจนเปลวเพลิงสีชาดลุกท่วมหัวศรอย่างดุเดือด

*ฟึ่บ! ตูม! ตูม! ตูม!*

ลูกศรระเบิดปราณพุ่งทะยานแหวกอากาศเป็นเส้นตรง ก่อนจะทิ่มแทงลงกลางใจกลางกลุ่มอสูรดวงดาวอย่างแม่นยำ แรงระเบิดของลมปราณผสมผสานกับฤทธิ์โอสถเพลิงพิโรธส่งผลให้เกิดเปลวเพลิงระเบิดซัดกระจาย อสูรดวงดาวหลายสิบตนร่างแหลกสลายกลายเป็นจุณ เปลวไฟลามเลียเผาผลาญพวกที่เหลือจนกรีดร้องโหยหวน

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง โขมที่ยืนอยู่มุมมืดของระเบียงก็สะบัดชายแขนเสื้อกว้าง ลมปราณมายาพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ

"หมอกอนธการ กัดกร่อนกระดูกวิญญาณ!"

ม่านหมอกพิษสีม่วงเข้มไหลทะลักลงมาจากระเบียงหิน ดุจดั่งน้ำตกพิษที่ท่วมท้นเข้าใส่แนวรบหน้าของกองทัพอสูร หมอกพิษนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เพียงแค่สัมผัส เกราะหนาเตอะของพวกมันก็ส่งเสียงฟู่ ควันขาวลอยกรุ่น เนื้อหนังละลายจนเห็นกระดูก ฝูงอสูรสูญเสียทัศนวิสัย หมอกมายาหลอกหลอนประสาทสัมผัสทำให้พวกมันคลุ้มคลั่งและหันกลับไปกัดฉีกพวกเดียวกันเองจนเกิดความโกลาหลไปทั่วทั้งบันไดสวรรค์

ทว่า แรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่โล่ของชั้นสี่ยังคงมหาศาล อสูรนับพันตนยังคงเบียดเสียดดันเข้ามาไม่หยุดหย่อน แผ่นหลังของชั้นสี่เริ่มงองุ้ม โล่หยกส่งเสียงแตกร้าวละเอียด

ทันใดนั้น เสียงสายพิณอันไพเราะทว่าทรงพลังอำนาจก็กรีดผ่านความเงียบงันของความตาย

*ติ้ง— ตรึง—!*

ครามนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่งอยู่บนบันไดขั้นบนสุด ชายกระโปรงสีฟ้าครามพลิ้วไหวตามแรงลม บนตักของเธอวางกู่ฉินโบราณสลักลวดลายเกลียวคลื่น นิ้วเรียวงามทั้งสิบกรีดกรายลงบนสายพิณอย่างพร้อมเพรียง บรรเลง 'เพลงคลื่นสยบคลื่นมาร'

ระลอกคลื่นเสียงสีฟ้าครามแผ่ออกมาเป็นวงกว้าง ประดุจคลื่นสมุทรคลั่งที่ซัดสาดข้ามหัวพวกเรา พุ่งตรงเข้าโอบอุ้มแผ่นหลังของชั้นสี่และแนวรบเบื้องหน้า คลื่นเสียงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเกราะวารีหนุนเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โล่ยักษ์หยก รอยร้าวบนแผ่นหยกหยุดการขยายตัวในทันที ขณะเดียวกัน พลังคลื่นสยบมารก็ซัดกระแทกเข้าใส่จิตวิญญาณของฝูงอสูรเบื้องล่าง ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันเชื่องช้าลงราวกับจมดิ่งสู่ใต้ทะเลลึก

ชั้นสี่ได้โอกาส สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วดันโล่ไปข้างหน้า ปลดปล่อยแรงสะท้อนกลับจนอสูรแถวหน้ากระเด็นตกบันไดไปนับร้อยตน

[ระบบ: ตรวจพบภัยคุกคามระดับสูงยิ่งยวด! ผู้นำทัพแนวหน้าปรากฏตัว: 'ขุนพลอสูรสามเศียร' (ระดับสามขั้นสูงสุด)! สกิลประจำตัว: 'เสียงคำรามฉีกวิญญาณ'!]

เสียงระบบเตือนขึ้นพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ระเบิดออกมาจากใจกลางกองทัพอสูร!

*ก๊าซซซซซซซซซ!*

เสียงกรีดร้องเสียดแทงแก้วหูดังสะท้านฟ้า ร่างมหึมาสูงกว่าสามจ้างพุ่งทะยานเหยียบหัวฝูงอสูรขึ้นมา มันคือขุนพลอสูรสามเศียร ลำตัวของมันหุ้มด้วยเกราะหนามเหล็กสีดำสนิท บนบ่ามีศีรษะอสูรรูปร่างคล้ายหมาป่าสามหัวที่มีดวงตาสีเลือดเปล่งประกายอำมหิต กรงเล็บขนาดยักษ์ของมันตวัดฟาดอากาศจนเกิดรอยฉีกขาด

มันทะยานลอยตัวข้ามผ่านโล่ยักษ์หยกของชั้นสี่และคมกระบี่ของลิลี่อย่างง่ายดาย ปากทั้งสามของมันอ้ากว้างพร้อมกัน พลังงานสีดำทมิฬหมุนวนอยู่ในลำคอ ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นเสียงทำลายล้างพุ่งตรงไปยังบันไดขั้นบนสุด!

เป้าหมายของมันคือคราม!

*ตูมมมมมม!*

คลื่นเสียงฉีกกระชากอากาศจนบิดเบี้ยว แม้ครามจะพยายามดีดสายกู่ฉินสร้างม่านป้องกัน แต่พลังทำลายล้างของระดับสามขั้นสูงสุดนั้นรุนแรงเกินไป คลื่นเสียงกระแทกเข้าใส่ร่างของเธอเต็มแรง สายกู่ฉินขาดสะบั้นไปสองสาย เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากริมฝีปากบาง ครามกระอักเลือดลงบนหน้าไม้กู่ฉิน ทว่าแววตาของเธอยังคงแน่วแน่ สองมือยังคงพยายามกดสายที่เหลือไว้เพื่อไม่ให้ทำนองเพลงขาดตอน

"คราม!" ลิลี่ร้องลั่นด้วยความตกใจ แต่เธอกำลังติดพันกับฝูงอสูรที่ทะลักเข้ามาจนไม่อาจถอนตัว

โทสะในอกของฉันปะทุขึ้นดั่งภูเขาไฟระเบิด!

"แกกล้าดียังไง!"

ฉันไม่รอช้า พริบตานั้นฉันระเบิดพลังปราณแท้จริงระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่สะสมไว้อย่างอัดแน่น ก้าวสายฟ้าเหยียบย่ำลงบนอากาศ ร่างของฉันเลือนหายไปกลายเป็นลำแสงอัสนีสีทองพุ่งวาบข้ามระยะทางหลายสิบจ้างในเสี้ยวพริบตา ความเร็วของฉันฉีกกระชากม่านควันจนเปิดเป็นช่องว่าง

ดาบสายฟ้าสลักตรามหาเทพในมือขวาของฉันสว่างจ้าดั่งดวงสุริยัน ประกายสายฟ้านับพันเส้นเต้นระบำอยู่รอบใบดาบ ฉันโคจรลมปราณผสานเข้ากับเจตจำนงแห่งดาบ ตราประทับมหาเทพบรวงสว่างวาบส่งเสียงฟ้าร้องกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น

ขุนพลอสูรสามเศียรรับรู้ถึงอันตราย ศีรษะทั้ง!