📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 145 จาก 135

ตอนที่ 145: ก้าวข้ามธรณีประตูมหาศึก — ปิดม่าน - 11

คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...

ฟ้าสีทองอร่ามเหนือวิหารชั้นในถูกความมืดมิดฉีกกระชากออกเป็นริ้วรอย เมฆาโลหิตข้นคลั่กม้วนตัวบิดเบี้ยวกลืนกินแสงตะวันจนสิ้น กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอสังหารอันเน่าเฟะตลบอบอวลแทรกซึมเข้าสู่ทุกลมหายใจ อากาศรอบกายหนักอึ้งบีบคั้นทรวงอกราวกับถูกทับถมด้วยขุนเขาหมื่นลูก เสียงรัวกลองศึกดังกึกก้องมาจากห้วงมิติที่ปริร้าว ปฐพีใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนศิลาแกะสลักแตกระแหงเป็นทางยาว

สายตาของฉันกวาดมองขอบฟ้าเบื้องล่าง เงาร่างทมิฬนับหมื่นตนกำลังคืบคลานขึ้นมาจากห้วงเหว พวกมันคืออสูรดวงดาวทมิฬที่มีเปลือกกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล ดวงตาสีเพลิงอสูรนับหมื่นคู่จ้องเขม็งขึ้นมายังบันไดสวรรค์ที่พวกเรายืนหยัดอยู่ ปิดล้อมทางเข้าออกทุกทิศทางจนไม่เหลือแม้แต่ช่องว่างให้สายลมเล็ดลอด

[ระบบ: แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสีแดงเข้ม! เข้าสู่สถานการณ์ 'มหาศึกปิดล้อมวิหารเทพบรรพกาล'! ตรวจพบกองทัพอสูรดวงดาวทมิฬ 10,000 ตน! ภารกิจหลัก: ฝ่าวงล้อมและปกป้องทางเข้าสู่วิหารชั้นใน!]

ตัวอักษรสีแดงฉานกะพริบวาบสะท้อนในคลองจักษุ หัวใจของฉันเต้นกระหน่ำเป็นจังหวะรัวเร็ว ทว่าจุดตันเถียนกลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในถ้ำลึก พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์หมุนวนอย่างมั่นคง รากฐานปราณที่ผ่านการเคี่ยวกรำจนควบแน่นดั่งศิลาพันปีแช่น้ำลึกส่งผ่านไออุ่นแล่นพล่านไปทั่วเส้นชีพจร ยิ่งเผชิญหน้ากับคลื่นมหาภัยพิบัติ จิตใจของฉันยิ่งเย็นเยียบและคมกริบ

ฉันก้าวออกไปยืนตระหง่านอยู่บนบันไดขั้นสูงสุด สองมือกระชับด้ามดาบสายฟ้าแท้แน่น ตราประทับมหาเทพที่สลักลึกอยู่บนเนื้อเหล็กส่งเสียงคร鳴ต่ำ ก้องสะท้อนกับเสียงฟ้าร้องบนนภา ปลายดาบชี้ทะลวงฟ้า เมฆาเบื้องบนพลันแยกออกด้วยประกายอัสนีสีครามที่แล่นแปลบปลาบ

"พวกมันมาแล้ว" เสียงหวานกังวานแต่หนักแน่นดังขึ้นจากเบื้องหลัง

ครามนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นศิลา นิ้วเรียวยาวทั้งสิบกรีดกรายลงบนสายกู่ฉินโบราณ เส้นไหมเปล่งแสงเรืองรองดั่งเกลียวคลื่นสมุทร เสียงดนตรีโน้ตแรกระเบิดออกกลายเป็นคลื่นกระแทกโปร่งแสงแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง ก่อกำเนิดเป็นม่านอาณาเขต 'เพลงคลื่นสยบหมื่นทัพ' โอบล้อมบันไดวิหารไว้ เสียงพิณนั้นมิเพียงสยบแรงกดดันจากมิติ แต่ยังชะล้างความตระหนกในดวงจิตของทุกคนจนเหลือเพียงความเด็ดเดี่ยว

ทางปีกซ้าย ลิลี่สะบัดกระบี่วิญญาณในมือ ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์นับสิบสายหมุนวนรอบปลายกระบี่ดั่งเกล็ดหิมะสังหาร แววตาของเธอคมปลาบไร้ซึ่งความลังเล

"ข้าไม่ยอมให้เศษสวะพวกนี้เหยียบขึ้นมาบนบันไดแม้แต่ตัวเดียว!"

*ตึง!*

เสียงแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อชั้นสี่ทิ้งน้ำหนักกระแทกโล่ยักษ์ศิลาหรดาลลงบนธรณีประตู โซ่ตรึงวิญญาณขนาดเท่าแขนมนุษย์พันรัดรอบท่อนแขนล่ำสัน สองขาหยั่งลึกดั่งรากไม้โบราณ "เข้ามาเลย! ข้าจะเป็นกำแพงที่พวกมันไม่มีวันข้ามผ่าน!"

เบื้องหลังโล่ยักษ์ มินยืนดึงสายคันธนูสายฟ้าจนโค้งงอเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ดวงเนตรพิกัดเปล่งประกายสีมรกตจับจ้องจุดตายของฝูงอสูรในระยะลี้ ลูกศรพลังปราณอัสนีควบแน่นจนสั่นสะท้าน ขณะที่อันสะบัดแขนเสื้อโปรยผงโอสถสีรุ้งเพื่อเสริมพลังกล้ามเนื้อและเร่งการฟื้นฟูปราณให้แก่ทุกคน ควบคู่ไปกับหมอกมายาของโขมที่เริ่มแผ่กระจาย บิดเบือนภาพลวงตาเพื่อล่อหลอกประสาทสัมผัสของศัตรู

พวกเราทั้งเจ็ดคนหลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีผู้ใดคิดถอยหนีแม้เพียงครึ่งก้าว

*โฮก!*

เสียงกู่ร้องระงมฟ้าของกองทัพอสูรดวงดาวนับหมื่นตนปะทุขึ้นพร้อมเพรียง ระลอกแรกหลายพันตนพุ่งทะยานไต่ขึ้นตามแนวผาหินและบันไดสวรรค์ กรงเล็บทมิฬข่วนลากบนเนื้อศิลาจนเกิดประกายไฟ ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่ดั่งยักษ์ปักหลั่น ลมหายใจพ่นเปลวเพลิงดำมืดแผดเผาบรรยากาศ

"ฆ่า!"

ฉันคำรามลั่น กระโจนตัวดิ่งลงจากยอดบันไดพุ่งทะลวงเข้าสู่ใจกลางคลื่นอสูรทันที!

อากาศรอบกายฉีกขาดด้วยความเร็วชั่วพริบตา ในอกเสื้อของฉัน ตลับศิลาบรรจุเข็มตรึงวิญญาณครบทั้งสามเล่มส่งกระแสเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ ขณะที่ผลึกดวงเนตรดวงดาวในกระเป๋าคาดเอวปลดปล่อยพลังงานจักรวาลอันไพศาล ประสานเข้ากับดาบสายฟ้าแท้ในมือขวาจนเปลวอัสนีสีทองคำขาวลุกท่วมใบดาบ

เพลงดาบอัสนีสะท้านฟ้าถูกปลดปล่อยอย่างไร้ความปรานี!

ฉันหมุนกายฟาดฟันดาบเป็นวงกลม คลื่นดาบสายฟ้าแท้ระเบิดออกกลายเป็นพายุใบมีดอัสนีแปดทิศทาง ร่างอสูรดวงดาวที่พุ่งเข้ามาเป็นแนวหน้าถูกสายฟ้ากลืนกินจนเนื้อหนังฉีกขาด เกราะเหล็กแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา เลือดสีดำสาดกระจายดั่งห่าฝน เพียงดาบเดียว ร่างอสูรนับร้อยตนก็พังทลายลงเป็นซากศพ

[ระบบ: กำจัดอสูรดวงดาวทมิฬระดับสาม 120 ตน! ได้รับไอพลังงานดวงดาวบริสุทธิ์ สะสมในผลึกดวงเนตรดวงดาว!]

เสียงเตือนของระบบมิอาจแทรกซึมเข้าสู่สมาธิอันล้ำลึกของฉันได้ อสูรระลอกใหม่กระโจนเข้ามาจากมุมอับ กรงเล็บยักษ์เงื้อขึ้นบดบังแสงสว่าง ทว่าในจังหวะนั้นเอง ลูกศรสายฟ้าของมินก็พุ่งผ่านอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง ทะลวงกะโหลกของอสูรตนนั้นจนระเบิดเป็นละอองเลือด ก่อนที่สายลมกระบี่ของลิลี่จะสอดประสานเข้ามา คมกระบี่วิญญาณกรีดผ่านลำคออสูรอีกสามตนอย่างหมดจด งดงามและเฉียบขาดไร้ที่ติ

*เปรี้ยง! เปรี้ยง!*

เสียงสายพิณของครามทวีความเร่งเร้า ดนตรีเพลงคลื่นสยบหมื่นทัพแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นสมุทรคลั่ง คลื่นเสียงอัดกระแทกฝูงอสูรที่พยายามตีโอบด้านข้างจนกระดูกแหลกละเอียด อสูรบางตนพยายามฝืนทะลวงผ่านหมอกมายาของโขม แต่กลับถูกพิษกัดกร่อนของอันเผาไหม้จนส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน เมื่อตัวใดหลุดรอดมาถึงหน้าบันได ก็ต้องชนเข้ากับโล่ยักษ์ของชั้นสี่ที่เปล่งแสงสะท้อนพลังกลับไป บดขยี้พวกมันจนจมธรณี

กระบวนรบเจ็ดดาราแห่งยุทธภพไร้ช่องโหว่ พวกเราปักหลักสู้ดั่งปราการเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย

แต่จำนวนของพวกมันมีมากเกินไป อสูรดวงดาวระดับสูงสามตนรูปร่างคล้ายมังกรดินเกราะหนาพุ่งทะลวงแนวป้องกันเข้ามา กรงเล็บหนาทึบฟาดลงบนพื้นศิลาจนแตกกระจาย แรงปะทะผลักดันให้พวกเราต้องถอยร่นขึ้นไปบนบันไดหลายขั้น กลิ่นอายสังหารบีบคั้นจนกล้ามเนื้อทั่วร่างของฉันเริ่มส่งเสียงครวญคราง

"อย่าถอย!" ฉันตะโกนก้อง สองเท้าเหยียบย่ำลงบนขั้นบันไดอย่างมั่นคง

ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในกายถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด ไม่ใช่เพื่อทะลวงสู่ระดับถัดไป แต่เพื่อบดอัดให้มันหนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเพชร ฉันดึงพลังจากผลึกดวงเนตรดวงดาวเข้าสู่หัวใจ ประกายแสงดวงดาวเชื่อมโยงกับตรามหาเทพบรรพกาลบนดาบสายฟ้าแท้

ประกายแสงสีทองคำระเบิดออกจากร่างของฉัน รัศมีพลังแผ่ขยายออกไปผลักดันเมฆาโลหิตให้ล่าถอย ฉันพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหา เหยียบย่ำบนความว่างเปล่า ดาบสายฟ้าแท้ถูกเงื้อขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมสายฟ้าทั้งเก้าชั้นฟ้าลงมาสถิตไว้ที่คมดาบ

"สลายไปเสีย!"

ฉันฟันดาบลงมาตรงๆ ลำแสงอัสนีเทวะขนาดมหึมาพุ่งดิ่งลงจากฟ้า ผ่าร่างมังกรดินทั้งสามตนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน แรงระเบิดของคลื่นดาบกวาดล้างกองทัพอสูรเบื้องล่างจนราบเป็นหน้ากลอง คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ซัดสาดขับไล่ความมืดมิดและหมอกโลหิตให้มลายหายไปในพริบตา

เสียงหวีดร้องสุดท้ายของฝูงอสูรดวงดาวดังสะท้อนก่อนที่พวกมันที่เหลือจะตื่นตระหนก แตกพ่ายและล่าถอยกลับลงสู่รอยแยกมิติอย่างไม่คิดชีวิต ความเงียบสงัดเข้าแทนที่เสียงอึกทึก เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงและประกายสายฟ้าที่ยังคงแล่นแปลบปลาบอยู่บนพื้นศิลา

ฉันยืนหยัดอยู่บนยอดบันไดสวรรค์ เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนคราบเลือดศัตรู ทว่าแววตากลับสว่างไสวดั่งดวงประทีป พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ยังคงหนักแน่นดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความสั่นคลอน แม้จะเผชิญหน้ากับศัตรูนับหมื่น แต่รากฐานยุทธของฉันกลับยิ่งแกร่งกล้าขึ้นอีกขั้น

ลิลี่ลดกระบี่ลงพลางถอนหายใจยาว ชั้นสี่ทิ้งตัวนั่งพิงโล่ยักษ์ด้วยรอยยิ้มกว้าง มิน คราม อัน และโขม ค่อยๆ ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างฉัน ทุกคนต่างเหนื่อยล้า แต่แววตากลับเปล่งประกายแห่งชัยชนะ

ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือวิหารชั้นในก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทองกระจ่างใส ประตูหินโบราณขนาดยักษ์เบื้องหน้าเริ่มเปิดออกอย่างช้าๆ ส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับต้อนรับผู้พิชิต

[ระบบ: ยินดีด้วย! ภารกิจหลักบทที่สิบเอ็ด 'ก้าวข้ามธรณีประตูสู่ดินแดนเทพโบราณ' บรรลุผลสำเร็จ 100%!]

[ระบบ: บันทึกสถิติ 145 ตอนสำเร็จสมบูรณ์! ประเมินผลการรบ: ไร้ที่ติ!]

[ระบบ: ปลดล็อกมหากาพย์บทใหม่ บทที่สิบสอง 'มหาศึกวิหารเทพบรรพกาลชั้นใน'!]

สายลมอุ่นพัดผ่านเส้นผมของฉัน นำพากลิ่นอายโบราณและพลังปราณบริสุทธิ์ที่เหนือล้ำกว่าโลกภายนอกหลายเท่าตัวออกมาจากหลังบานประตู ฉันมองตรงไปยังเส้นขอบฟ้าที่ทอดตัวยาวไกล สู่หอคอยเทพโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางวิหารชั้นใน ปลายยอดของมันแทงทะลุหมู่เมฆสู่ห้วงดวงดาวอันลึกลับ

รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า ฉันกระชับดาบในมือแน่น

ไม่ว่าเบื้องหน้าจะยากเย็นหรืออันตรายเพียงใด... พวกเราพร้อมแล้ว!