📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 144 จาก 135

ตอนที่ 144: จิตวิญญาณแห่งบรรพชน — คำทำนายผู้สืบทอด

ลำแสงเจ็ดสีสาดประกายวาบขึ้นจากรอยแยกของฝาโลงศิลาผลึกดาว ความสว่างไสวระดับกลืนกินโลกแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทาง มันเจิดจ้าเสียจนกลบแสงไข่มุกราตรีและตะเกียงนิรันดร์ทั่วทั้งโถงวิหารหยกขาวให้มืดมิดลงไปถนัดตา อากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งราวกับห้วงมหาสมุทรทั้งสายถูกยกมาเททับลงบนบ่า แต่ในความกดดันอันมหาศาลนั้น กลับเปี่ยมล้นไปด้วยไออุ่นแห่งความเมตตาและพลังบริสุทธิ์อันไร้ขอบเขต

ร่างเงาโปร่งแสงขนาดมหึมาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นกลางเวหาเหนือโลงศิลา ชายชราในชุดคลุมยาวลายดวงดาวสยายเกล้าเกศาสีขาวบริสุทธิ์ ดวงเนตรทั้งสองข้างดูคล้ายกับก้นบึ้งของจักรวาลที่มีธารดาราจักรหมุนวนอยู่ไม่รู้จบ รัศมีสีทองแผ่กำจายออกมาสะกดให้สัญชาตญาณการต่อสู้ในร่างของฉันสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบาราวกับกลัวจะทำลายความสงัดอันศักดิ์สิทธิ์นี้

[ระบบ] ตรวจพบตัวตนระดับตำนาน: 'จิตวิญญาณปรมาจารย์เทพบรรพกาล'! ระดับพลัง: ไร้ขอบเขต (จิตจำลอง)! เริ่มต้นการถ่ายทอดความทรงจำมหาเทพ!

หน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้ากระพริบรัวอยู่ตรงหน้าฉัน ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อเสียงก้องกังวานดั่งฟ้าร้องสะท้อนมาจากทั่วสารทิศ สุรเสียงนั้นมิได้ผ่านเข้าสู่รูหู หากแต่ดังกึกก้องอยู่ในห้วงจิตสำนึกโดยตรง

"ผู้สืบทอดแห่งสายฟ้าและคลื่นคราม... พวกเจ้าก้าวข้ามผ่านบททดสอบแห่งกาลเวลามาถึงที่นี่ตามลิขิตชะตา"

ฉันกระชับด้ามดาบในมือแน่น หัวใจเต้นระทึก ดวงตาสบเข้ากับดวงเนตรของร่างเงานั้นโดยไม่หลบเลี่ยง ข้างกายฉัน ครามทรุดกายลงคุกเข่าอย่างสง่างาม สองมือประคองกู่ฉินโบราณไว้บนตักอย่างนอบน้อม ลิลี่ลดกระบี่วิญญาณลงแนบข้างลำตัว ชั้นสี่ย่อตัวลงคุกเข่าข้างเดียวพลางปักโล่ยักษ์ลงกับพื้นจนเกิดเสียงสะท้าน มิน อัน และโขม ต่างยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตะลึง

"ท่านผู้อาวุโส..." ฉันเอ่ยปาก เสียงแหบพร่าเล็กน้อยจากแรงกดดันของห้วงมิติ "สิ่งตกค้างที่กลียุคเบื้องล่างกำลังเผชิญ... เงามืดที่กัดกินมิตินี้ แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่"

ปรมาจารย์เทพบรรพกาลทอดถอนใจ ลมหายใจของเงาร่างนั้นก่อให้เกิดกระแสลมหมุนวนระยิบระยับดั่งละอองดาวลอยล่องไปทั่วโถง

"ความมืดมิดที่พวกเจ้าคิดว่าเป็นศัตรูรุกรานจากต่างมิตินั้น... แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาอันน่าเวทนา" ดวงเนตรของบรรพชนหม่นแสงลงเล็กน้อย "เงามืดที่แท้จริงหาได้มาจากภายนอกไม่ หากแต่มันคือ 'เงาแห่งความโลภของผู้สร้าง' จิตมารที่บังเกิดจากความปรารถนาจะก้าวข้ามความเป็นนิรันดร์ของพวกเราในอดีต เมื่อไม่อาจตัดละกิเลส ความบิดเบี้ยวจึงถือกำเนิดขึ้นและถูกผนึกไว้ใต้แท่นสังเวยหมื่นดาราแห่งนี้... และมู่เฉิน เจ้าเด็กผู้โง่เขลานั่น ก็เป็นเพียงเหยื่อชิ้นดีที่ถูกไอชั่วร้ายของมันล่อลวงจนสูญเสียตัวตนไปสิ้น"

คำเปิดเผยนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ฉันสบตากับคราม เธอเองก็เบิกตากว้างด้วยความสะเทือนใจ ความจริงเบื้องหลังซากโบราณสถานและหายนะทั้งปวง กลับกลายเป็นผลพวงจากความล้มเหลวของเทพเจ้าโบราณเอง

สายตาของปรมาจารย์เลื่อนไปหยุดอยู่ที่คราม แววตาของท่านทอประกายอ่อนโยน

"แม่หนูน้อย ผู้บรรเลงทำนองแห่งวารี... เพลงกู่ฉินคลื่นครามของเจ้านั้นงดงาม แต่เจ้ายังยึดติดอยู่กับระลอกคลื่นภายนอกมากเกินไป คลื่นที่แท้จริงมิได้เกิดจากแรงลม หากแต่กำเนิดจากความลึกซึ้งของก้นบึ้งสมุทร จงจำไว้ ความสงบนิ่งอันลึกล้ำหาใช่ความอ่อนแอ แต่คือพลังที่สามารถกลืนกินได้แม้กระทั่งพายุหมุน จงปล่อยให้จิตใจของเจ้าจมดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้าง แล้วสายพิณจะตอบสนองต่อวิญญาณของเจ้าเอง"

ครามก้มศีรษะลงจรดพื้นหยกขาว น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินกระทบสายกู่ฉิน "ขอบพระทัยท่านบรรพจารย์ผู้อาวุโส ครามจะจดจำคำสอนนี้ไว้ชั่วชีวิต"

ทันทีที่เธอเอ่ยจบ ร่างเงาของปรมาจารย์ก็สะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ จุดแสงสีเงินเก้าดวงพลันลอยล่องออกมาจากใจกลางฝ่ามือของท่าน มันคือ 'หยาดน้ำทิพย์ดวงดาวเก้าชั้น' ของเหลวประกายเพชรที่ส่งกลิ่นหอมพิสุทธิ์จนทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน หยาดน้ำทิพย์เหล่านั้นแยกสายพุ่งเข้าสู่หน้าอกของพวกเราทุกคนในพริบตา

"อึก!"

ฉันกัดฟันแน่นเมื่อหยาดน้ำทิพย์แทรกซึมผ่านเนื้อหนัง พลังบริสุทธิ์อันมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่จุดตันเถียนราวกับธารน้ำตกสวรรค์ มันมิได้กระแทกกระทั้นให้เส้นลมปราณฉีกขาด หากแต่แทรกซึมเข้าไปชำระล้างคราบไอปราณสกปรก กากตะกอน และรอยร้าวที่ซ่อนเร้นอยู่ในหลอดเลือดอย่างละเอียดลออ

[ระบบ] ท่านได้รับ 'หยาดน้ำทิพย์ดวงดาวเก้าชั้น'! กำลังดำเนินการชำระล้างชีพจรลมปราณ... เส้นลมปราณขยายตัวขึ้นสามส่วน! ความบริสุทธิ์ของพลังสายฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุด!

พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างของฉันเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูง แต่มันกลับไม่ปะทุออกเพื่อทะลวงสู่ระดับสี่ ตรงกันข้าม มวลสารพลังปราณกลับถูกบีบอัดลงไปเรื่อยๆ จนแน่นขนัดดั่งศิลาแกร่งที่แช่อยู่ใต้ห้วงน้ำลึกหมื่นวา มันควบแน่นจนกลายเป็นหยดของเหลวสีทองสลับคราม ประกายสายฟ้าที่เคยแลบเลียผิวกายด้วยสีฟ้าครามบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นประกายสีทองอมคราม สว่างวาบ เรียบเนียน ไร้รอยต่อ ราวกับผ้าแพรไหมแห่งสายฟ้าที่พร้อมจะระเบิดทำลายล้างทุกสิ่ง

รากฐานของฉันหนักแน่นและมั่นคงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า เป็นความแข็งแกร่งอันไร้ที่ติที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเลื่อนขั้น

เมื่อฉันหันมองสหายร่วมศึก ลิลี่ส่งเสียงครางเบาๆ ขณะที่กระบี่วิญญาณของเธอเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นจนตัวกระบี่แปรสภาพเป็นสีขาวนวลบริสุทธิ์ โซ่ตรึงของชั้นสี่รัดเกลียวแน่นขึ้นส่งเสียงโลหะเสียดสีดังกังวาน โล่ยักษ์ของเขาปรากฏลวดลายกลุ่มดาวสลักลึก ดวงตาของมินเปล่งประกายสีเขียวมรกตชัดเจนขึ้น ธนูในมือสั่นระริกตอบรับคลื่นพลังใหม่ อันสูดหายใจลึก กลิ่นอายโอสถรอบกายบริสุทธิ์จนเกิดเป็นละอองหมอกสีชมพูจาง ส่วนโขมนั้น ร่างกายของเขาดูพร่าเลือนจนเกือบจะกลืนหายไปกับความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบ

ทุกคนได้รับการขัดเกลารากฐานจนถึงขีดสุด พร้อมเผชิญหน้ากับพายุร้ายที่กำลังจะมาถึง

แต่แล้ว รอยยิ้มของปรมาจารย์เทพบรรพกาลก็เลือนหายไป สีหน้าของท่านเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง ดวงเนตรแห่งจักรวาลหรี่แคบลง

"เวลาของข้าหมดลงแล้ว... และบททดสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น" สุรเสียงนั้นเริ่มสั่นไหวและพร่าเลือน "พวกเจ้าจงฟังให้ดี การที่พวกเจ้าเปิดโลงศิลาผลึกดาวและปลุกจิตวิญญาณของข้าให้ตื่นขึ้น ย่อมทำให้โครงสร้างอาคมที่สะกดมิตินี้ไว้คลายตัวลง ผนึกมิติภายนอกกำลังพังทลาย และกลิ่นอายแห่งดวงดาวที่รั่วไหลออกไป จะดึงดูด 'กองทัพอสูรดวงดาวทมิฬ' ที่แฝงเร้นอยู่ในความมืดมิดรอบนอกให้บุกทะลวงเข้ามาที่นี่!"

ฉันขยับตัวลุกขึ้นยืน กุมด้ามดาบแน่น "พวกมันมีเป้าหมายอะไรกันแน่"

"พวกมันต้องการกลืนกินผลึกดวงเนตรดวงดาว และทำลายตลับศิลาเข็มตรึงวิญญาณ เพื่อปลดปล่อยเงาแห่งความโลภที่อยู่เบื้องล่าง หากพวกมันทำสำเร็จ ดินแดนแห่งนี้จะล่มสลายกลายเป็นนรกบนดิน"

เงาร่างของปรมาจารย์เริ่มแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง แต่ก่อนที่ท่านจะมลายหายไป ละอองแสงกลุ่มใหญ่ที่สุดได้พุ่งดิ่งลงมายังด้ามดาบสายฟ้าในมือขวาของฉัน

[ระบบ] ได้รับการจารึก 'ตราประทับมหาเทพดวงดาว'! พลังโจมตีธาตุสายฟ้าสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตจากเงามืดเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ!

ตราสัญลักษณ์รูปกลุ่มดาวเจ็ดดวงหมุนวนสลักลึกลงบนด้ามดาบ ส่องแสงสีทองเรืองรองก่อนจะจมหายเข้าไปในเนื้อเหล็กกล้า ปลุกเร้าให้กระแสไฟฟ้าสีทองอมครามในกายฉันแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย

"จงปกป้องแก่นแท้แห่งดวงดาวไว้ให้จงได้... ผู้สืบทอดเอ๋ย..."

สิ้นสุรเสียงสุดท้าย ร่างเงาของปรมาจารย์เทพบรรพกาลก็สลายหายไปในความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันชั่วขณะหนึ่ง

ครืนนนนนนนนนน!

ความเงียบนั้นคงอยู่ได้ไม่ถึงสองอึดใจ พื้นหยกขาวใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสาค้ำวิหารต้นมหึมาส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ฝุ่นผงและเศษหินศิลาหล่นร่วงลงมาราวกับห่าฝน โลงศิลาผลึกดาวสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุกลิ่นคาวสนิมและกลิ่นไอแห่งความตายพัดกรรโชกเข้ามาจากทิศทางของประตูทางเข้าหลัก

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนแก้วหูแทบฉีกขาด แต่มันไม่ใช่สายฟ้าแห่งสวรรค์ หากแต่เป็นสายฟ้าสีเลือดที่ฟาดผ่าลงมานอกตัววิหาร ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยประดับด้วยแสงดาว บัดนี้ถูกย้อมกลายเป็นสีแดงชาดฉานดั่งธารโลหิต กลิ่นอายอสูรที่รุนแรงจนบดขยี้ประสาทสัมผัสแผ่ซ่านเข้ามาในโถงวิหารอย่างบ้าคลั่ง

มินเบิกเนตรพิกัดจนดวงตาส่องแสงจ้า เขารีบพุ่งทะยานร่างออกไปที่ระเบียงหยกขาวด้านนอก ก่อนจะชะงักค้าง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"จิน! รีบมาดูข้างนอกเร็วเข้า!" มินตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด "แย่แล้ว... ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีเลือดไปหมดแล้ว กองทัพอสูรดวงดาวทมิฬนับหมื่นตนกำลังปิดล้อมบันไดสวรรค์ขึ้นมาแล้ว!"

ฉันกระชากตัวพุ่งทะยานออกไปยืนเคียงข้างมินที่ขอบระเบียงทันที ภาพเบื้องล่างที่ปรากฏสู่สายตาทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบจนแทบกลายเป็นน้ำแข็ง

บนบันไดสวรรค์หยกขาวที่ทอดยาวลงไปสู่ก้นเหวลึก มวลคลื่นสีดำมะเมี่ยมของสิ่งมีชีวิตรูปร่างบิดเบี้ยวนับหมื่นนับแสนตน กำลังไต่ยั้วเยี้ยขึ้นมาราวกับฝูงมดปลวกที่คลั่งแค้น ดวงตาสีแดงฉานนับไม่ถ้วนจ้องเขม็งขึ้นมายังยอดวิหาร เสียงเล็บแหลมคมขูดกรีดกับขั้นบันไดศิลาดังกึกก้องบาดประสาท ผสานกับเสียงเห่าหอนของอสูรดวงดาวทมิฬที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ!

ตลับศิลาบรรจุเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มที่เอวของฉันเริ่มสั่นสะเทือนตอบรับ และผลึกดวงเนตรดวงดาวก็เปล่งแสงกระพริบถี่รัวราวกับสัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้าย!

ฉันชักดาบสายฟ้าออกจากฝัก ประกายอัสนีสีทองอมครามสว่างวาบสะท้อนในแววตาอันเด็ดเดี่ยว

ศึกชี้ชะตากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว พวกเราจะสามารถรักษาบันไดสวรรค์และฝ่าดงอสูรนับหมื่นนี้ไปได้จริงหรือ?