ครืนนนนน!
เสียงหินบดขยี้กันอย่างหนักหน่วงดังก้องกึกก้องจนแผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือน ประตูศิลาบานยักษ์คู่หน้าวิหารชั้นในที่ปิดตายมาเนิ่นนานนับพันนับหมื่นปีกำลังแยกออกจากกันช้าๆ ละอองฝุ่นโบราณร่วงกราวลงมาราวกับสายฝนสีเทา ก่อนที่กระแสลมปราณมหาศาลจะระเบิดทะลักออกมา ไอหมอกสีทองคำบริสุทธิ์หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พัดผ่านร่างของพวกเราทั้งเจ็ดคน นำพากลิ่นหอมสะกดวิญญาณของดอกบัวดวงดาวและสมุนไพรทิพย์ดึกดำบรรพ์ที่ตลบอบอวล ราวกับได้ปลดปล่อยลมหายใจของยุคบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้
ประกายแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้าม่านสายตาของฉันอย่างฉับพลัน
[ระบบ: แจ้งเตือน ตรวจพบการเข้าสู่ 'วิหารเทพบรรพกาลชั้นใน — โถงหลอมรวมดวงดาว']
[ระบบ: สภาพแวดล้อมแปรเปลี่ยนเป็นปราณธรรมชาติบริสุทธิ์เต็มส่วนร้อยละหนึ่งร้อย! อัตราการฟื้นฟูร่างกาย ชีพจร และพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นร้อยละห้าร้อย!]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังสะท้อนในโสตประสาท ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ไอหมอกสีทองไหลบ่าเข้าสู่หลอดลม แทรกซึมผ่านเส้นชีพจรทุกสาย บาดแผลฉกรรจ์จากการปะทะอันดุเดือดก่อนหน้านี้เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดถักทอประสาน เลือดที่เคยไหลซึมหยุดชะงักลงในพริบตาเดียว ความเหนื่อยล้าที่เกาะกุมจิตใจดั่งตะกั่วถ่วงละลายหายไปจนสิ้น
พวกเราก้าวเท้าข้ามธรณีประตูหินเข้าไปในโถงหยกขาวอันโอ่อ่า เสาหินกลมมหึมานับสิบต้นค้ำจุนเพดานสูงลิบลิ่วที่เปล่งประกายระยิบระยับดั่งท้องฟ้ายามราตรี พื้นหยกขาวบริสุทธิ์ราบเรียบสะท้อนเงาร่างราวกับผิวน้ำที่นิ่งสงบ
"พลังปราณที่นี่... หนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้อยู่แล้ว" ลิลี่พึมพำ กระบี่วิญญาณในมือของเธอส่งเสียงก้องกังวานเบาๆ ตัวกระบี่สั่นระริกตอบรับมวลอากาศบริสุทธิ์ รอบกายเธอปรากฏประกายแสงกระบี่สีเงินบางเบาหมุนวนคอยปกป้องร่าง
"ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! หากข้าได้ฝึกวิชาป้องกันตัวที่นี่สักสามเดือน โล่ของข้าคงแข็งแกร่งจนแม้แต่อสนีบาตสวรรค์ก็ผ่าไม่เข้า!" ชั้นสี่กระแทกโคนโล่ยักษ์ลงบนพื้นหยกเสียงดังสนั่น เขาสะบัดโซ่ตรึงเส้นหนาบนแขนกล้ามโตจนเกิดเสียงโลหะกระทบกัน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม รอยฟกช้ำทั่วร่างของเขายุบหายไปจนหมดสิ้น
มินไม่ได้เอ่ยปาก เธอทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง คันธนูคู่ใจพาดอยู่บนตัก ดวงเนตรพิกัดของเธอเปล่งแสงสีอำพันวาววับ กวาดสายตามองไปรอบทิศทางเพื่อจับคลื่นความผันผวนของมิติและกับดักที่อาจซ่อนอยู่
ฉันก้มลงมองโคมวิญญาณในมือ เปลวเพลิงสีทองที่เคยริบหรี่บัดนี้ลุกโชนสว่างไสว เปล่งรัศมีอบอุ่นแผ่ขยายออกไปรอบตัว ฉันลอบสำรวจตนเอง ตันเถียนของฉันยังคงสงบนิ่ง พลังปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ไหลเวียนอย่างแช่มช้า ทว่าหนักแน่นและมั่นคงดั่งศิลาแช่อยู่ใต้น้ำลึกนับหมื่นลี้ พลังงานมหาศาลรอบกายนี้กำลังถูกร่างกายของฉันดูดซับเข้ามาเติมเต็มรอยต่อของรากฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ฉันไม่ได้เร่งเร้าหรือพยายามฝืนทะลวงด่านขึ้นสู่ระดับสี่แม้แต่น้อย การสร้างฐานรากให้ไร้ซึ่งตำหนิคือสิ่งสำคัญที่สุดในเส้นทางนี้
"จิน... มาดูนี่สิ"
เสียงหวานกังวานของครามดังขึ้น เธอหยุดยืนอยู่หน้าเสาหยกต้นใหญ่ นิ้วเรียวงามลูบไล้ไปตามร่องรอยสลักอักขระโบราณที่เรืองแสงสีครามจางๆ กู่ฉินเพลงคลื่นที่สะพายอยู่บนแผ่นหลังของเธอส่งเสียงสะท้อนแผ่วเบา สอดประสานกับคลื่นพลังที่สถิตอยู่ในเนื้อหิน
ฉันเดินเข้าไปหยุดยืนเคียงข้างเธอ กลิ่นหอมเย็นคล้ายดอกบัวลอยแตะจมูก "เจ้าอ่านมันออกงั้นหรือ?"
"มันคืออักขระดึกดำบรรพ์ของสำนักเรา..." ครามพึมพำ แววตาของเธอสั่นไหวด้วยความสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง "บันทึกนี้กล่าวถึงบรรพชนยุคกำเนิดโลก... สำนักคลื่นครามแท้จริงแล้วมิใช่เพียงสำนักดนตรีหรือวิชาพิณธรรมดา หากแต่เป็นหนึ่งในสามผู้พิทักษ์ประตูมหาเทพในตำนาน บทเพลงคลื่นครามไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสังหารศัตรู แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกล่อมเกลาและกักขัง..."
"กักขัง?" ฉันขมวดคิ้วทวนคำ
ยังไม่ทันที่ครามจะได้ตอบ เสียงร้องเรียกด้วยความยินดีของอันก็ดังมาจากอีกฝั่งหนึ่งของโถงวิหาร "พี่จิน! แม่นางคราม! รีบมาดูทางนี้เร็วเข้า!"
พวกเราทั้งหมดรีบเคลื่อนตัวไปรวมกันที่แท่นหินทรงแปดเหลี่ยม อันและโขมกำลังยืนก้มมองแผ่นศิลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยสลักลายเส้นวิจิตร โขมสะบัดมือเบาๆ ปล่อยหมอกมายาสีเทาจางๆ ออกมาเพื่อปัดเป่าเศษหินและฝุ่นผงที่เกาะแน่นออก เผยให้เห็นภาพวาดหม้อยาโบราณและอักขระเคล็ดวิชา
"มันคือตำรับโอสถดวงดาวโบราณ!" อันดวงตาเป็นประกาย มือของเธอสั่นระริกขณะไล่นิ้วไปตามตัวอักษร "สูตรการปรุงยานี้สาบสูญไปนานมากแล้ว มันบันทึกวิธีหลอมโอสถฟื้นชีพขั้นสูงที่สามารถดึงวิญญาณกลับคืนสู่ร่างได้ หากข้าศึกษาโครงสร้างและใช้สมุนไพรทิพย์จากที่นี่ ข้าจะสามารถหลอมมันขึ้นมาได้จริงๆ!"
"เยี่ยมมาก" ฉันพยักหน้ารับ รู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่มีวิชาโอสถนี้เข้ามาเสริมกำลังให้ทีม
แต่ในขณะเดียวกัน ลิลี่ที่เดินสำรวจรอบๆ ฐานของแท่นหินแปดเหลี่ยมกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด เธอใช้ปลายกระบี่วิญญาณสะกิดรอยต่อของแผ่นหิน แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับฉัน "จิน... ดูเหมือนที่ครามพูดจะไม่ผิดเพี้ยน วิหารนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานหรือสถานที่สืบทอดมรดกเพียงอย่างเดียว โครงสร้างค่ายกลใต้แท่นหินนี้เชื่อมต่อไปยังใต้พิภพ มันคือค่ายกลสะกดวิญญาณแปดทิศ เพื่อกักขัง 'สิ่งมีชีวิตโบราณ' บางอย่างไว้ใต้แผ่นดินนี้"
ชั้นสี่โน้มตัวลงมองรอยสลักโซ่ตรวนบนพื้นพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "กักขังงั้นรึ? สิ่งที่ต้องใช้พลังทั้งวิหารนี้สะกดไว้ มันจะต้องตัวใหญ่และน่ากลัวขนาดไหนกันวะเนี่ย..."
บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายจากการฟื้นฟูกลับมาตึงเครียดขึ้นมาทันใด ฉันรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่สู้ดีนัก
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนก" ฉันเอ่ยเสียงเรียบ นิ่งสงบดั่งผิวน้ำลึก "มิน คอยระวังทางเข้าออกไว้ โขม กางหมอกมายาอำพรางรอบแท่นโอสถให้อัน ชั้นสี่ ลิลี่ ประจำตำแหน่งคอยระวังภัยรอบนอก ฉันจะใช้เสาแสงตรงกลางโถงเพื่อปรับสมดุลพลัง"
ทุกคนพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว วินัยการต่อสู้ที่ผ่านความตายมาด้วยกันทำให้ไม่มีใครลังเล
ฉันก้าวเดินเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของโถงหยกขาว ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิใต้เสาแสงทิพย์สีทองที่สาดส่องลงมาจากยอดเพดานวิหาร ฉันหลับตาลง โคจรลมปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ทันที กระแสพลังงานมหาศาลไหลบ่าเข้าสู่ร่างผ่านทางจุดกระหม่อม พลังสายฟ้าสีครามในเส้นชีพจรคำรามกึกก้อง มันไม่ได้ขยายขอบเขตออกไปเพื่อทะลวงสู่ระดับสี่ หากแต่ถูกฉันบีบอัด ควบแน่นครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นประกายสายฟ้าที่เข้มข้นดั่งน้ำหมึกสีครามเข้ม รากฐานภายในกายแปรเปลี่ยนเป็นศิลาแกร่งพันปีที่ไม่มีวันสั่นคลอน
[ระบบ: แจ้งเตือน การขัดเกลารากฐานเสร็จสิ้น! ระดับพลัง: ระดับสามขั้นสมบูรณ์ (ความเสถียรของรากฐาน: ขั้นสูงสุด)]
[ระบบ: ตรวจพบปฏิกิริยาสะท้อนพลังงานจาก 'ตลับศิลา' ในช่องเก็บของ!]
ฉันลืมตาขึ้นทันควัน!
ที่หน้าอกเสื้อของฉัน ตลับศิลาโบราณเริ่มส่งความร้อนลวกผิว ฉันเอื้อมมือล้วงมันออกมาเปิดออก ฝาตลับดีดผาง เผยให้เห็น 'เข็มตรึงวิญญาณ' สีเงินยวงทั้งสามเล่มที่วางเรียงกันอยู่ บัดนี้พวกมันลอยขึ้นมาเหนือตลับ ส่งเสียงหวีดหวิวแหลมเล็กดั่งเสียงพิณ ในเวลาเดียวกัน 'ผลึกดวงเนตรดวงดาว' ที่ฉันเก็บไว้ก็ลอยขึ้นมาจากถุงมิติ มันเปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มหมุนวนอยู่ท่ามกลางเข็มทั้งสาม!
ครืนนนน...
เสียงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่ดังมาจากห้วงอากาศเบื้องหน้า!
ณ ใจกลางโถงหยกขาวเหนือศีรษะของพวกเราไปราวสิบจั้ง ปรากฏแท่นบูชาศิลาลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างไร้สิ่งค้ำจุน และบนแท่นบูชานั้น มี 'โลงศิลาผลึกดาว' สีฟ้าครามขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่! ตัวโลงสร้างขึ้นจากผลึกแก้วดวงดาวโปร่งแสง ส่องประกายระยิบระยับขับเน้นความลี้ลับ ลวดลายดวงดาวนับล้านดวงเคลื่อนไหวอยู่บนผิวผลึกราวกับมีชีวิต
ลำแสงจากเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มและผลึกดวงเนตรดวงดาวในมือฉันพุ่งตรงเข้าใส่โลงศิลาผลึกดาวอย่างแม่นยำ!
กริ๊ก!
เสียงกลไกโบราณปลดล็อกดังกึกก้องไปทั่วทั้งวิหาร
"จิน! ระวัง!" ครามร้องเตือน นิ้วทั้งสิบของเธอดีดลงบนสายกู่ฉินทันที คลื่นเสียงดนตรีแปรเปลี่ยนเป็นเกราะวารีสีครามกางกั้นเบื้องหน้าฉัน ลิลี่ชักกระบี่วิญญาณออกจากฝัก ประกายแสงสีเงินสว่างจ้า ชั้นสี่รีบพุ่งมายืนขวางพร้อมยกโล่ยักษ์ขึ้นตั้งรับ มินน้าวสายธนูจนสุดแขน เล็งเป้าไปที่โลงศิลากลางอากาศ
ฝาโลงศิลาผลึกดาวเริ่มเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ!
เอี๊ยดดดด... แกร๊ก!
เสียงเสียดสีของผลึกแก้วโบราณดังกึกก้อง บาดลึกเข้าไปในแก้วหูจนทุกคนต้องกัดฟันแน่น ไอเย็นเยียบจับขั้วหัวใจทะลักล้นออกมาจากรอยแยกของโลงศิลา อุณหภูมิในโถงหยกขาวดิ่งลงฮวบฮาบจนพื้นหยกกลายเป็นน้ำแข็งสีขาวโพลนในชั่วพริบตา!
[ระบบ: คำเตือนระดับสีแดง! ตรวจพบความผันผวนของห้วงมิติระดับบรรพกาล!]
[ระบบ: จิตวิญญาณโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล!]
ตูมมมม!
ลำแสงสีรุ้งเจิดจ้าเสียดฟ้าพุ่งทะลวงออกจากโลงศิลา ปะทะเข้ากับเพดานหยกขาวจนเกิดคลื่นกระแทกพัดพวกเราทุกคนถอยหลังไปหลายก้าว ท่ามกลางม่านแสงสีรุ้งอันพร่างพราย ร่างของเงาจิตวิญญาณโบราณในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมาจากโลงศิลาอย่างแช่มช้า ชายเสื้อคลุมพลิ้วไหวราวกับสายธารแห่งดวงดาว
ร่างนั้นไม่มีเนื้อหนัง เป็นเพียงเงาร่างวิญญาณที่สว่างไสว ทว่าแรงกดดันวิญญาณที่แผ่ออกมากลับบีบคั้นอากาศจนแทบจะหยุดหายใจ!
และในวินาทีนั้นเอง ใบหน้าใต้เงามืดของชุดคลุมสีขาวก็ค่อยๆ เงยขึ้น...
ดวงตาคู่นั้นไม่มีตาดำหรือตาขาว หากแต่เป็นหลุมลึกที่บรรจุห้วงกาแล็กซีและดวงดาวนับล้านดวงที่กำลังหมุนวน มันจับจ้องทะลุม่านหมอก ผ่านเกราะวารี ผ่านทุกคนในห้อง... แล้วตรึงสายตาตรงมาที่ฉันเพียงผู้เดียว!
แรงกดดันมหาศาลทับถมลงมาราวกับขุนเขานับหมื่นลูกถล่มทับ จิตวิญญาณโบราณตนนั้นขยับริมฝีปาก เอ่ยเสียงก้องกังวานสะท้านวิญญาณที่ทำให้เลือดในกายของฉันแทบจะเดือดพล่าน!