คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...
ยงกัมปนาทกึกก้องสะท้านสะเทือนจนแก้วหูแทบฉีกขาด คลื่นความร้อนมหึมากระแทกเข้าใส่ร่างของฉันจนชายเสื้อคลุมลุกไหม้เป็นเถ้าธุลีในพริบตา ตรงสุดปลายบันไดหินสวรรค์ที่ทอดยาวเสียดเมฆา ร่างมหึมาดั่งขุนเขาของอสูรบรรพกาลกำลังยืนตระหง่าน เกล็ดสีทองอร่ามทั่วสรรพางค์กายสะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าจนแสบตา ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากลับเป็นเปลวเพลิงสีขาวพิสุทธิ์ที่ลุกท่วมรอบลำตัว ไอร้อนระอุแผดเผาจนผืนศิลาแกร่งเบื้องล่างละลายกลายเป็นธารลาวาแดงก่ำเดือดพล่าน กลิ่นกำมะถันและไอปราณโบราณคละคลุ้งบดขยี้ลมหายใจ
กลิ่นอายพลังกดทับอันหนักหน่วงระดับสามขั้นสูงสุดแผ่ทะลักออกมาราวกับคลื่นยักษ์ซัดถล่ม รากฐานพลังภายในตันเถียนของฉันสั่นสะท้านดั่งศิลาแช่น้ำลึกที่ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากโถมเข้าใส่ ฉันกัดฟันแน่น สองเท้าเหยียบตรึงลงบนบันไดหินจนเกิดรอยร้าว ไม่ยอมถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว
[ระบบ: แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสีชาด! เผชิญหน้าสัตว์เทพพิทักษ์ประตู 'กิเลนทองคำบรรพกาล'! ระดับพลัง: ระดับสามขั้นสูงสุด ความสามารถเฉพาะ: 'เปลวเพลิงดวงดาวเผาผลาญปราณ' เผาผลาญปราณคุ้มกายไร้ปรานี! จุดอ่อน: สัญลักษณ์คลื่นครามโบราณบริเวณกึ่งกลางหว่างคิ้ว!]
กร๊อบ!
ยังไม่ทันที่ม่านตาจะปรับรับความสว่าง กิเลนทองคำก็อ้าปากกว้าง ลำแสงเพลิงสีขาวสว่างวาบก่อนจะระเบิดออกเป็นคลื่นเปลวเพลิงดวงดาวม้วนตัวกวาดล้างลงมาตามขั้นบันไดอย่างบ้าคลั่ง มวลอากาศบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นภาพลวงตา ความร้อนนั้นรุนแรงพอจะหลอมละลายกระดูกมนุษย์ให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ในเสี้ยววินาที
"ตั้งค่ายกลศิลา!" ฉันตะโกนสุดเสียง ปราณสายฟ้าแท้แล่นพล่านไปทั่วเส้นชีพจร
"ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!"
เสียงคำรามทุ้มต่ำของชั้นสี่ดังแทรกเสียงระเบิด ร่างล่ำสันกำยำพุ่งทะยานออกมาข้างหน้า โล่ยักษ์เหล็กทมิฬหนาสามคืบถูกกระแทกลงกับพื้นบันไดหินอย่างแรง โซ่ตรวนเหล็กกล้าพันรัดรอบแขนทั้งสองข้างสั่นสะเทือนดังเคร้งคร้าง ประกายปราณคุ้มกายสีทองแดงปะทุขึ้นห่อหุ้มแผ่นโล่เอาไว้อย่างแน่นหนา
ตูม!
คลื่นเพลิงสีขาวปะทะเข้ากับหน้าโล่ยักษ์อย่างจัง ประกายไฟแตกกระจายไปทั่วทิศทาง แผ่นเหล็กกล้าทมิฬเริ่มแดงก่ำและส่งเสียงขู่ฟ่อ ผิวโลหะละลายไหลหยดลงสู่พื้นราวกับขี้ผึ้งลนไฟ ชั้นสี่กัดฟันจนเส้นเลือดปูดโปนทั่วลำคอ สองแขนสั่นระริกจากแรงปะทะมหาศาล ผิวหนังเริ่มพุพองจากไอเพลิงดวงดาว
"ข้าช่วยลดความร้อนเอง!" อันสะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ผงโอสถสีเขียวมรกตโปรยปรายลงบนแผ่นโล่และร่างของชั้นสี่ ละอองโอสถน้ำค้างศิลาระเหยกลายเป็นหมอกเย็นเฉียบ ปะทะกับไอร้อนจนเกิดควันขาวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรช่วยดับความร้อนรุ่มและชะลอการละลายของโล่ได้ทันท่วงที
"ลิลี่ มิน ขนาบข้าง!" ฉันส่งสัญญาณผ่านสายตา
ประกายแสงสีเงินยวบยาบพุ่งทะยานผ่านม่านหมอก ลิลี่ก้าวเท้าเหยียบย่างดุจพรายน้ำ ร่างของเธอเพรียวลมปราดเปรียว กระบี่วิญญาณในมือกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ปราณกระบี่คมกริบรวมศูนย์อยู่ที่ปลายคมดาบ เธอพุ่งเข้าประชิดข้อเท้าหลังของกิเลนทองคำแล้วตวัดฟันอย่างแม่นยำ
เคร้ง!
สะเก็ดไฟกระจายว่อน คมกระบี่วิญญาณไม่อาจตัดผ่านเกล็ดทองคำหนาเตอะได้ ทว่าแรงกระแทกอันแหลมคมบีบให้สัตว์เทพต้องสะดุ้งตัวโยนและหันเหทิศทางลำแสงเพลิงออกจากชั้นสี่
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ลูกศรอาคมสองดอกพุ่งแหวกลมมาจากเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ มินยืนนิ่งอยู่บนชานพักบันได ดวงตาเปล่งประกายสีครามเข้มด้วยเนตรพิกัด เล็งเป้าหมายทะลุผ่านม่านเพลิง ลูกศรตรึงเงาปักลงบนเงาทอดยาวของกิเลนทองคำได้อย่างแม่นยำ เส้นสายพลังสีดำผุดขึ้นจากพื้นศิลา พันธนาการรอบกรงเล็บหน้าอันมหึมาของมันเอาไว้ชั่วขณะ สัตว์ร้ายส่งเสียงคำรามขัดใจเมื่อท่วงท่าถูกสะกด
"หมอกลวงตาพรางวิสัยทัศน์!" โขมสะบัดพัดในมือ หมอกมายาสีเทาหม่นแผ่ขยายตัวเข้าปกคลุมรอบดวงตาขนาดยักษ์ของกิเลนทองคำ สร้างภาพลวงตาหลอกหลอนสกัดกั้นการมองเห็นของมัน
"จิน ดูที่หว่างคิ้วของมันสิ!"
เสียงหวานใสดังก้องมาจากด้านหลัง ครามก้าวขึ้นมายืนข้างฉัน ดวงตาคู่สวยจ้องมองทะลุม่านหมอกไปยังประกายแสงสีครามระยิบระยับที่ซ่อนอยู่ใต้เปลวเพลิงสีขาวตรงกึ่งกลางหน้าผากของสัตว์เทพ "นั่นคือตราประทับระลอกคลื่นของสำนักคลื่นครามโบราณ! มันไม่ใช่ศัตรูโดยกำเนิด... จิตวิญญาณของมันกำลังถูกไอมืดแปดเปื้อนและครอบงำอยู่!"
ฉันหรี่ตามองตามนิ้วเรียวของเธอ ท่ามกลางเปลวเพลิงสีขาวอันบริสุทธิ์ มีเส้นสายสีดำทมิฬดั่งหนอนพิษชอนไชอยู่รอบสัญลักษณ์คลื่นน้ำโบราณ ดวงตาของกิเลนทองคำแดงฉานไปด้วยความคลุ้มคลั่งและเจ็บปวดทรมาน
[ระบบ: ตรวจพบ 'ไอมืดโบราณกัดกร่อนจิตวิญญาณพิทักษ์'! การทำลายร่างจะส่งผลให้ประตูวิหารพังทลายลงอย่างถาวร! เงื่อนไขบรรลุ: ชำระล้างไอมืดเพื่อปลดปล่อยพันธนาการ!]
"คราม ใช้บทเพลงของเธอ!" ฉันหันไปสบตากับเธออย่างแน่วแน่ "ฉันจะเปิดช่องว่างให้เอง!"
ครามพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เธอทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนบันไดหินโดยไม่หวั่นเกรงต่อเปลวเพลิงที่กำลังเผาผลาญ กู่ฉินไม้โบราณถูกวางพาดลงบนตัก นิ้วเรียวงามดั่งลำเทียนจรดลงบนสายเอ็นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกรีดกรายลงไปอย่างทรงพลัง
ตึ้ง—!
เสียงสายกู่ฉินก้องกังวานสะท้อนไปทั่วผืนฟ้า คลื่นเสียงระลอกแรกแผ่กระจายออกไปดั่งระลอกคลื่นน้ำกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นี่คือ 'เพลงคลื่นกล่อมบรรพกาล' ทำนองเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่ง เยือกเย็น และบริสุทธิ์ ไหลรินเข้าสู่โสตประสาทของกิเลนทองคำอย่างอ่อนโยน
เสียงพิณขับขานสอดประสานไปกับสายลม คลื่นพลังสีครามแผ่ออกเป็นวงกว้างเข้าห่อหุ้มเปลวเพลิงสีขาวรอบตัวสัตว์เทพเอาไว้ ความบ้าคลั่งในแววตาของมันเริ่มชะงักงัน เปลวเพลิงดวงดาวที่เคยลุกโชนเริ่มอ่อนกำลังลง ทว่าเส้นสายสีดำที่หว่างคิ้วกลับดิ้นพล่านอย่างดุร้าย บีบคั้นให้กิเลนทองคำส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทรมาน มันสะบัดกรงเล็บกระแทกโซ่ตรึงเงาของมินจนขาดสะบั้น และเตรียมจะปลดปล่อยคลื่นเพลิงระลอกใหม่เพื่อทำลายผู้บรรเลงเพลง
"ไม่มีทางยอมให้แตะต้องเธอได้หรอก!"
ฉันคำรามลั่น สองเท้าถีบส่งร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหาดั่งลูกศรหลุดจากแล่ง ปราณสายฟ้าแท้แล่นพล่านทั่วร่าง ไหลเวียนจากจุดกำเนิดระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่แน่นหนาดั่งรากต้นไม้โบราณพันปี มือซ้ายเอื้อมไปที่เอว ปลดตลับศิลาออกมาอย่างรวดเร็ว เข็มตรึงวิญญาณครบทั้งสามเล่มส่องแสงสีเงินวาววับพร้อมใช้งาน แต่ครั้งนี้เป้าหมายไม่ใช่การสังหาร
มือขวาของฉันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ดึง 'ผลึกดวงเนตรดวงดาว' ออกมา!
ผลึกแก้วเจียระไนส่องประกายแสงสีเงินยวบยาบผสานประกายดาวระยิบระยับ ฉันบีบผลึกแน่น ถ่ายเทพลังปราณสายฟ้าบริสุทธิ์เข้าไปกระตุ้นแกนกลางของมันจนเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าดั่งดวงสุริยันขนาดย่อม ร่างของฉันร่อนลงกลางอากาศตรงหน้าใบหน้าอันมหึมาของสัตว์ร้ายพอดิบพอดี
"ตื่นจากฝันร้ายได้แล้ว!"
ฉันประกบผลึกดวงเนตรดวงดาวเข้ากับตราประทับรูปคลื่นน้ำที่หว่างคิ้วของมันอย่างแม่นยำ พร้อมกับแทงเข็มตรึงวิญญาณเล่มแรกลงไปเพื่อกักขังเส้นสายไอมืดไม่ให้หลบหนี!
เปรี๊ยะ! ซู่ว—!
[ระบบ: ผสาน 'แสงชำระล้างแห่งดวงดาว' ร่วมกับ 'ปราณสายฟ้าแท้บริสุทธิ์'! เริ่มต้นกระบวนการสลายไอมืดโบราณ!]
ลำแสงสีขาวนวลบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากผลึกดวงดาว ผสานเข้ากับพลังทำลายล้างอันเที่ยงธรรมของปราณสายฟ้าแท้และคลื่นเสียงกู่ฉินของครามที่โหมกระหน่ำขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงสายพิณดังก้องดั่งคลื่นยักษ์ซัดสาดชะล้างชายหาด ไอมืดสีดำกรีดร้องโหยหวนเมื่อสัมผัสกับแสงชำระล้าง มันเดือดพล่านกลายเป็นควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ ก่อนจะถูกสายฟ้าฟาดฟันจนมลายหายไปในความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
กิเลนทองคำบรรพกาลตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงฉานค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยดวงตาสีอำพันสว่างไสวที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและปัญญาญาณ เปลวเพลิงสีขาวรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีทองอบอุ่น ไอร้อนที่แผดเผาพลันสลายตัวกลายเป็นสายลมอ่อนโยนพัดผ่านบันไดสวรรค์
ร่างของฉันร่อนลงแตะพื้นหินอย่างแผ่วเบาข้างกายครามที่ค่อยๆ ผ่อนปลายนิ้วออกจากสายกู่ฉิน หอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้าแต่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
กิเลนทองคำขนาดยักษ์ค่อยๆ ย่อตัวลงอย่างสง่างาม มันก้มศีรษะลงต่ำจนหน้าผากเกือบจรดพื้น ยื่นจมูกเข้ามาใกล้ครามและฉัน ส่งเสียงคำรามครางในลำคออย่างอ่อนโยนเพื่อแสดงความขอบคุณ แววตาของมันสะท้อนภาพของพวกเราอย่างลึกซึ้ง
ร่างมหึมาของสัตว์พิทักษ์เริ่มเปล่งแสงสีทองสว่างไสว เกล็ดทองคำและลำตัวค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองนับล้านลอยล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ละอองแสงเหล่านั้นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นก่อนจะรวมตัวกันอย่างหนาแน่นตรงหน้าคราม แสงสว่างวาบขึ้นหนึ่งครั้ง เผยให้เห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ลอยเคว้างอยู่กลางอากาศ
มันคือ 'กุญแจศิลาทองคำ' สลักลวดลายกิเลนและเกลียวคลื่นอย่างประณีตบรรจง ลอยลงมาวางอยู่บนฝ่ามือเรียวของเธออย่างนุ่มนวล
"พวกเราทำสำเร็จ..." ลิลี่ทอดถอนใจพลางเก็บกระบี่วิญญาณเข้าฝัก ขณะที่ชั้นสี่ทรุดตัวลงนั่งพิงซากโล่ที่ละลายไปครึ่งหนึ่งอย่างหมดแรง อันรีบเข้าไปทายาโอสถรักษาบาดแผลไฟลวกให้เขาทันที
ทว่าความเงียบสงบกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่
กุญแจศิลาทองคำในมือของครามพลันสั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนจะลอยละล่องหลุดจากมือ พุ่งตรงไปยังบานประตูหยกขาวขนาดยักษ์ของวิหารเทพบรรพกาลที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดบันไดสวรรค์ มันหมุนคว้างกลางอากาศแล้วเสียบเข้าสู่รูกุญแจใจกลางประตูอย่างพอดิบพอดี
ครืนนนน!
เสียงฟันเฟืองและกลไกโบราณหมื่นปีเริ่มขยับเขยื้อน บานประตูหยกขาวขนาดมหึมาค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ไอหมอกสีทองบริสุทธิ์และกลิ่นอายอารยธรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิ์พัดพากระหน่ำออกมาภายนอก ปราณฟ้าดินอันเข้มข้นทำให้รูขุมขน!