อากาศรอบกายพลันหนักอึ้งลงฉับพลันจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ
เบื้องหน้าของพวกเราเจ็ดคน คือบันไดหินศิลาสีทองอร่ามที่ลอยเคว้งคว้างตัดขาดจากกฎเกณฑ์ของผืนพิภพ มันทอดยาวสูงเสียดฟ้าทะลุหมู่เมฆาสีชาดที่หมุนวนเป็นวังวนคลั่ง บันไดแต่ละขั้นกว้างขวางนับสิบวา สลักลวดลายอักขระดวงดาวโบราณที่ส่องประกายวูบวาบราวกับมีชีวิต ลมพายุเบื้องล่างกู่ร้องโหยหวน คลื่นพลังมืดและประกายสายฟ้าสีม่วงครามฟาดฟันฉีกกระชากมิติเหนือหุบเหวลึกจนบังเกิดเสียงกึกก้องสะท้านปฐพี
แรงกดดันอันไร้สภาพถาโถมลงมาจากฟากฟ้า ดั่งขุนเขานับหมื่นลูกทลายทับลงบนบ่า
ตัวอักษรสีเลือดสว่างวาบขึ้นในม่านสายตาของฉัน กลิ่นอายโบราณที่แผ่ออกมาทำให้โลหิตในกายพลุ่งพล่าน ฉันสูดลมหายใจลึก กดยึดปราณแท้ในร่างให้จมลึกลงสู่จุดตันเถียนดั่งศิลาแช่น้ำลึก แม้แรงดึงดูดจะพยายามกระชากพลังเพื่อบีบให้ทะลวงคอขวด แต่ฉันตระหนักดีว่ารากฐานระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันจำเป็นต้องควบแน่นให้แข็งแกร่งที่สุด หากวู่วามก้าวข้ามสู่ระดับสี่ในสภาวะที่ไร้การขัดเกลา เส้นชีพจรย่อมฉีกขาดไม่อาจฟื้นคืน
"ระวังตัวด้วย ทุกคนก้าวตามฉันมา อย่าแตกแถวเด็ดขาด!"
ฉันส่งเสียงเตือนพลางก้าวเท้าเหยียบลงบนบันไดหินขั้นแรก
ตึง!
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังกังวาน ประหนึ่งมีค้อนเหล็กมองไม่เห็นฟาดเข้ากลางแผ่นหลัง เสื้อผ้าและเกราะเนื้อเบาของฉันแนบติดผิวหนังแน่นจนแทบหายใจไม่ออก เม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาตามรูขุมขนทันที ชั้นสี่ที่ก้าวตามขึ้นมาคำรามต่ำในลำคอ กล้ามเนื้อแขนของเขาปูดโปนเป็นมัด ลำตัวกำยำล่ำสันเกร็งแน่นก่อนจะกระแทกโล่ยักษ์หนักหมื่นชั่งลงบนพื้นหินเพื่อปักหลัก โซ่ตรึงวิญญาณหนาเตอะส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งสะท้อนก้อง
"บัดซบเอ๊ย หนักชะมัด!" ชั้นสี่กัดฟันกรอด สองมือยึดขอบโล่แน่น ปราณสีดินแผ่ออกมาเป็นม่านคุ้มภัยคอยพยุงอันที่ใบหน้าเริ่มซีดขาว
"อย่าเพิ่งขยับแรงเกินไปเจ้าค่ะ ดื่มยานี่ก่อน" อันรีบหยิบขวดหยกออกจากอกเสื้อ สะบัดมือส่งเม็ดยาสีเขียวมรกตให้ชั้นสี่และทุกคน กลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรช่วยคลายความอัดอั้นในทรวงอกได้ชั่วขณะ
ติ๊ง... ต่อง...
เสียงสายพิณแผ่วพลิ้วดังแทรกผ่านเสียงพายุ ครามสะบัดชายแขนเสื้อสีครามอย่างสง่างาม นิ้วเรียวงามทั้งสิบกรีดกรายลงบนสายกู่ฉินโบราณที่ลอยอยู่ตรงหน้าเธออย่างแผ่วเบา เพลงคลื่นลอยล่องถูกบรรเลงออกมาเป็นระลอกคลื่นโปร่งแสง คลื่นเสียงนุ่มนวลแผ่กระจายออกไปโอบอุ้มทุกคนไว้ ดั่งสายน้ำอุ่นที่ไหลวนต้านทานแรงดึงดูดมหาศาล ทำให้ความหนักอึ้งที่บดขยี้แผ่นหลังเบาบางลงไปถึงสามส่วน
"ขอบใจมาก คราม" ฉันหันไปสบตากับเธอ ครามเพียงพยักหน้ารับ แววตาสงบเยือกเย็นดั่งบึงน้ำลึก
ด้านข้าง ลิลี่ไม่รอช้า เธอสะบัดข้อมือเพรียวบาง ปลดปล่อยกระบี่วิญญาณเล่มยาวสีขาวบริสุทธิ์ออกมา ปลายกระบี่ส่องประกายเจิดจ้าเสียดแทงอากาศ เธอปักกระบี่วิญญาณลงบนรอยต่อของหินศิลานำทางเบื้องหน้าทีละขั้น เพื่อเปิดทางและสะกดข่มอักขระดวงดาวที่อาจปะทุกับดักพลัง
"พี่จิน ฉันเห็นปลายทางแล้ว!" มินที่ยืนอยู่กึ่งกลางขบวนเอ่ยขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเปล่งประกายสีครามเข้ม เนตรพิกัดของเธอหมุนวนเป็นวงแหวนซับซ้อน ธนูคันศรยาวในมือเธอพาดลูกศรปราณไว้มั่น "บันไดมีทั้งหมดเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น ทอดยาวตรงขึ้นไปสู่วิหารเทพบรรพกาลชั้นใน แต่หลังจากขั้นที่ห้าร้อยเป็นต้นไป ม่านพลังบิดเบี้ยวรุนแรงมาก มีบางสิ่งกำลังดักรอพวกเราอยู่บนนั้น!"
"รับทราบ ทุกคนเร่งฝีเท้า เกาะกลุ่มกันไว้!"
ฉันออกคำสั่งพร้อมกับเร่งทะยานร่างนำหน้า ก้าวผ่านขั้นที่หนึ่งร้อย สองร้อย และสามร้อยไปอย่างรวดเร็ว ทุกๆ หนึ่งร้อยขั้น พื้นศิลาสีทองจะเปล่งแสงวาบขึ้นหนึ่งครา และน้ำหนักที่กดทับลงมาก็ทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า สามเท่า และสี่เท่า! ปราณแท้ในกายฉันหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เลือดลมสูบฉีดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นระทึกดั่งกลองศึก ความกดดันนี้กลับกลายเป็นหินลับมีดชั้นยอดที่ช่วยตบแต่งปราณระดับสามของฉันให้แน่นหนายิ่งขึ้น
จนกระทั่งพวกเราก้าวล่วงมาถึงขั้นที่ห้าร้อย
หวึ่ง!
แรงโน้มถ่วงพุ่งพรวดขึ้นจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวกลายเป็นระลอกคลื่น มิติเบื้องหน้าพลันฉีกขาด เมฆาสีชาดด้านบนม้วนตัวอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายสังหารเยียบเย็นพุ่งดิ่งลงมาจากสรวงสวรรค์
ก๊าสสสส!
เสียงกรีดร้องแหลมคมบาดแก้วหูดังสะท้อน ฝูงเงาร่างมหึมานับร้อยโผบินทะลุม่านหมอกลงมา ร่างกายของพวกมันสร้างขึ้นจากหินผาสีเทาเข้ม ปีกกว้างกว่าสามวาสลักเสลาด้วยเส้นสายอักขระดวงดาว ปลายปีกคมกริบดั่งใบมีดสังหาร ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีเลือด และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือประกายสายฟ้าโบราณสีครามที่แลบเลียอยู่ตามจะงอยปากและกรงเล็บหิน
"ฝูงวิหคดวงดาวศิลา!" มินตะโกนลั่น "พวกมันกำลังดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูง!"
"อยู่ในค่ายกล!" ฉันตวาดสั่งการ
"ม่านลวงตาแปดทิศ ม่านหมอกอำพราง!" โขมที่นิ่งเงียบมาตลอดสะบัดพัดในมือ ทันใดนั้น หมอกควันสีม่วงดำหนาทึบพลันระเบิดออกจากร่างของเขา ม้วนตัวครอบคลุมบันไดขั้นที่ห้าร้อยไว้จนมิดชิด พลังมายาบิดเบือนการรับรู้ของฝูงวิหคศิลา ทำให้พวกมันชะงักงันและพุ่งชนกันเองกลางอากาศจนเศษหินร่วงกราว
ฟึ่บ! ตูม!
มินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย สายธนูของเธอดีดผึง ลูกศรระเบิดปราณพุ่งแหวกม่านหมอกราวกับดาวตก มันพุ่งเข้าเสียบทะลุเบ้าตาของวิหคศิลาตัวจ่าฝูงอย่างแม่นยำ ก่อนจะระเบิดออกเป็นเปลวเพลิงสีคราม ฉีกกระชากส่วนหัวของมันจนแหลกเป็นผุยผง ร่างยักษ์ไร้หัวร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึกเบื้องล่างอย่างไร้สุ้มเสียง
ทว่าวิหคศิลาอีกนับสิบตัวกลับทะลวงผ่านม่านหมอกลงมาได้ ปีกหินของมันฟาดฟันอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ประกายสายฟ้าโบราณพุ่งตรงเข้าใส่ลิลี่และอัน
"อย่าหวังเลย!"
ชั้นสี่กระโจนออกไปข้างหน้า โล่ยักษ์กระแทกลงพื้นเสียงดังสนั่น แสงปราณสีทองแดงระเบิดออกมารองรับการโจมตีจากปีกหินคมกริบ เสียงโลหะปะทะหินดังสนั่นหวั่นไหว ชั้นสี่ถอยกู่ไปสองก้าว โซ่ตรึงวิญญาณสะบัดออกไปรัดพันปีกของวิหคตัวหนึ่งไว้แน่น "จิน! จัดการมัน!"
ฉันไม่รอช้า มือขวาเอื้อมไปแตะที่อกเสื้อ ล้วงเอาผลึกดวงเนตรดวงดาวออกมา ผสานพลังเข้ากับดาบสายฟ้าแท้ในมือ
ประกายแสงสีครามอมทองสว่างจ้าขึ้นมาทันที พลังแห่งดวงดาวจากผลึกหลอมรวมเข้ากับสายฟ้าแท้จนใบดาบสั่นสะท้าน ส่งเสียงหวีดร้องแหลมคม ฉันย่อตัวลงเล็กน้อย ต้านทานแรงโน้มถ่วงที่พยายามฉุดรั้ง แล้วดีดตัวพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าราวกับสายฟ้าแลบ
เพลงดาบสายฟ้าสวรรค์ผ่าดวงดาว!
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
ประกายดาบสีทองวาดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งสามสาย คมดาบที่อาบด้วยพลังดวงดาวเฉือนผ่านร่างหินผาของวิหคศิลาตัวแรกจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อนอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ ก่อนที่ฉันจะหมุนตัวฟันซ้ำ ปลดปล่อยคลื่นสายฟ้าแท้กระจายออกเป็นร่างแห ฉีกกระชากปีกหินของวิหคศิลาอีกสองตัวจนแตกกระจายเป็นผุยผงกลางเวหา
เศษหินและประกายสายฟ้าโบราณร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน ลิลี่แทงกระบี่วิญญาณซ้ำเข้าไปในรอยแตก ดับลมหายใจของพวกมันจนหมดสิ้น
"ยอดเยี่ยม! ทุกคนตามฉันมา อย่าหยุดเดิน!" ฉันสะบัดคราบหินออกจากใบดาบแล้วทะยานนำหน้าต่อทันที
การต่อสู้ภายใต้แรงกดดันมหาศาลผลาญพลังปราณไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครในทีมยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ขั้นที่หกร้อย... เจ็ดร้อย... แปดร้อย...
ยิ่งสูงขึ้นไปเท่าใด อากาศยิ่งเบาบางลงเท่านั้น แต่แรงโน้มถ่วงกลับหนักหน่วงจนแทบจะบดขยี้อวัยวะภายใน เลือดกำเดาของอันเริ่มไหลซึม ครามต้องเปลี่ยนท่วงทำนองพิณเป็นบทเพลงสะกดวิญญาณเพื่อช่วยค้ำจุนชีพจรของทุกคน ลิลี่ต้องใช้กระบี่วิญญาณสองเล่มคอยค้ำยันร่างขณะก้าวเดิน ชั้นสี่กัดฟันจนเลือดกบปาก แผ่นหลังของเขาค่อมลงแต่โล่ยักษ์ยังคงตั้งตระหง่านไม่ยอมล้ม
ฉันควักตลับศิลาออกมาจากอกเสื้อ สัมผัสความเย็นเยียบของเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มที่นอนนิ่งอยู่ภายใน ความเยือกเย็นของมันช่วยดึงสติฉันให้ตื่นตัวตลอดเวลา ฉันส่งพลังปราณสายฟ้าแท้เข้าไปหล่อเลี้ยงเข็มทั้งสาม เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เก้าร้อยแปดสิบ... เก้าร้อยเก้าสิบ...
และในที่สุด สองเท้าของพวกเราก็เหยียบลงบนบันไดขั้นที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้า!
ตึง!
เสียงฝีเท้าก้าวสุดท้ายกระทบพื้นศิลาหยกขาว ลานกว้างเบื้องหน้าทอดยาวออกไปสู่วิหารเทพบรรพกาล ประตูหยกขาวขนาดยักษ์สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่าน ลวดลายทวยเทพและดวงดาวที่สลักไว้บนบานประตูเปล่งประกายเรืองรอง ทุกคนทรุดฮวบลงนั่งหอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เหงื่อและเลือดไหลโทรมกายจนชุ่มโชก แต่แววตาของทุกคนยังคงลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
"รอด... รอดแล้วใช่ไหม..." ชั้นสี่ทิ้งตัวลงพิงโล่ยักษ์ พลางสูดอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง
"ยัง..." ฉันเอ่ยเสียงเครียด สองตายังคงจับจ้องไปที่กึ่งกลางลานหยกขาวเบื้องหน้า
ครืนนนนน!
พื้นศิลาหยกขาวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แท่นหินขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่หน้าประตูวิหารเริ่มปริแตก ร่างมหึมาที่นอนสงบนิ่งอยู่บนนั้นขยับไหว ฝุ่นผงโบราณปลิวกระจายออก เผยให้เห็นเกล็ดสีทองคำอร่ามที่เรียงซ้อนกันแน่นหนาราวกับเกราะเพชร ลำตัวของมันกำยำดั่งราชสีห์แต่มีศีรษะเป็นมังกร กรงเล็บแหลมคมจิกลงบนพื้นหินจนแตกร้าว
มันคือ 'อสูรศิลากิเลนทอง'!
เปลือกตาหินของมันค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นด!