เศษซากโลหะทมิฬที่แตกกระจายร่วงกราวลงสู่พื้นศิลาดังกังวาน ประกายไฟเวทและคลื่นกระแทกม้วนตลบพัดพาเอาฝุ่นควันแห่งความตายจางหายไป เผยให้เห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากากเหล็กกล้าที่ครอบงำศัตรูร้ายมาเนิ่นนาน
ฉันยืนปักหลักมั่น ลมหายใจหนักหน่วง กลิ่นคาวเลือดและไอโอสถลอยคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก สายตาของฉันจับจ้องร่างที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าไม่กะพริบ ปราณแท้ในร่างของฉันสงบนิ่งดุจศิลาแช่อยู่ใต้ห้วงน้ำลึก แม้จะเผชิญหน้ากับคลื่นลมมรสุมโหมกระหน่ำ พลังระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันก็ยังคงหยั่งรากแน่นขนัด ไม่คลอนแคลนแม้เพียงกระผีกริ้น
ครึ่งใบหน้าที่ปรากฏสู่สายตาของพวกเราคือผิวหนังซีดเผือดแตกร้าว ทว่าสิ่งที่สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่งคือรอยสักอักขระโบราณรูปเกลียวคลื่นครามที่พาดยาวจากขมับซ้ายจรดปลายคาง รอยแผลเป็นลึกที่เกิดจากเพลิงสังหารผสานเข้ากับดวงตาสีม่วงเข้มเรืองรอง มันมิใช่แววตาของมนุษย์ทั่วไป หากแผ่ซ่านด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่ถูกบ่มเพาะมายาวนานนับร้อยปี!
[ระบบ: ตรวจสอบข้อมูลตัวตนเป้าหมาย: 'มู่เฉิน — อดีตศิษย์พี่ใหญ่สำนักคลื่นคราม / ขุนพลคนที่สองแห่งแท่นสังเวย'! สถานะ: บาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำลายหน้ากากสะกดจิต! พลังงานกำลังปะทุสู่การระเบิดพลีชีพ!]
เสียงเตือนของระบบดังก้องขึ้นในโสตประสาทของฉัน ราวกับระฆังเตือนภัยแห่งหายนะ
"ศะ... ศิษย์พี่มู่เฉิน..."
เสียงหวานสั่นเครือดังขึ้นจากด้านหลังของฉัน ครามทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง นิ้วเรียวบางที่วางอยู่บนสายกู่ฉินสั่นระริกจนไม่อาจควบคุม ม่านน้ำตาเอ่อล้นบดบังดวงตากลมโตของเธอ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านราวกับกิ่งหลิวต้องลมหนาวเหน็บ เธอจ้องมองใบหน้าอันคุ้นเคยแต่แปรเปลี่ยนไปด้วยไอปีศาจตรงหน้าด้วยหัวใจที่แหลกสลาย
"ท่าน... ท่านรอดชีวิตมาได้..." เสียงของเธอขาดห้วง สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย "หนึ่งร้อยปีก่อน ทุกคนคิดว่าท่านสิ้นชีพไปพร้อมกับท่านอาจารย์ในการกวาดล้างครั้งใหญ่... แต่เหตุใด... เหตุใดท่านจึงหันมารับใช้ความมืด ทรยศคำสอนของสำนัก และสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์นับหมื่นลงสู่แท่นสังเวยโลหิตนี้!"
มู่เฉินเงยหน้าขึ้น เส้นผมสีเทาดอกเลาปลิวกระจาย ชายชราในคราบมารร้ายหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาแหบแห้ง บิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่สะท้อนก้องไปทั่วโถงศิลาโบราณ
"คำสอนรึ? สัจธรรมของสำนักคลื่นครามรึ? ฮ่าๆๆๆ!" มู่เฉินสำลักลิ่มเลือดสีดำข้นออกมาเปรอะเปื้อนแผ่นอก แววตาสีม่วงจับจ้องครามด้วยความเกลียดชังระคนเย้ยหยัน "ในวันที่เพลิงทมิฬเผาผลาญยอดเขาคลื่นคราม ในวันที่ศิษย์น้องและสหายร่วมสำนักถูกสังหารกรีดร้องขอความเมตตา... มีผู้ใดบ้างที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา? มีสำนักธรรมะหน้าไหนโผล่หัวมาบ้าง?!"
เขาชี้หน้าครามด้วยนิ้วมือที่แห้งกรังราวกับกรงเล็บอสุรกาย
"ตาแก่อาจารย์ของเจ้ายอมตายโง่ๆ เพียงเพื่อปกป้อง 'แกนคราม' จอมปลอมนั่น! เขาเลือกที่จะรักษาเศษหินไร้ค่ามากกว่าชีวิตของพวกเรา! ข้าต้องคลานออกมาจากกองซากศพ กลืนกินเลือดเนื้อของพวกพ้องเพื่อประทังชีวิต! ความมืดต่างหากที่เมตตาข้า... พลังแห่งเทพบรรพกาลต่างหากที่มอบลมหายใจและพลังอันไร้ขีดจำกัดนี้ให้แก่ข้า!"
ฉันก้าวขึ้นมาขวางหน้าคราม มือขวากระชับแน่นที่ข้างเอว สัมผัสกับตลับศิลาโบราณที่เหน็บอยู่ สายตาของฉันคมกริบดุจเหยี่ยว "เจ้าละทิ้งความเป็นคนไปแล้ว มู่เฉิน ความเคียดแค้นบดบังดวงตาของเจ้าจนกลายเป็นเพียงเบี้ยหมากของความมืด"
"เบี้ยหมากรึ? เจ้าหนูระดับสามปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!" มู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้าย เขากวาดสายตามองแกนครามในอ้อมแขนของคราม และตลับศิลาในมือฉัน "พวกเจ้าคิดว่าทำลายหน้ากากสะกดจิตของข้า แล้วจะคว้าชัยชนะไปได้งั้นรึ? ช่างเขลาเบาปัญญายิ่งนัก! แท่นสังเวยหมื่นดารานี้ถูกสร้างขึ้นโดยผูกติดกับชีพจรวิญญาณของข้ามาแต่แรกเริ่ม... หากข้าตาย แท่นศิลานี้จะถล่มลง และเปิดประตูมิติมืดดึงพวกเจ้าทั้งหมดลงสู่อเวจีไปพร้อมกับข้า!"
"บัดซบ!" ชั้นสี่สบถลั่น โล่เหล็กยักษ์ในมือของเขากระแทกลงบนพื้นศิลาจนเกิดเสียงสะท้อนทึบหนัก โซ่ตรึงวิญญาณรอบแขนของเขาตึงเปรี๊ยะ "เจ้าสารเลวนี่คิดจะลากพวกเราไปตายด้วย!"
ไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว มู่เฉินก็แผดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเป็นครั้งสุดท้าย ฝ่ามือผอมเกร็งที่เปี่ยมด้วยไอปีศาจสีม่วงเข้มแทงทะลวงเข้าสู่ขั้วหัวใจของตนเองอย่างไร้ความปรานี!
ฉึก!
เลือดสีดำกาฬพวยพุ่งออกจากหน้าอกของเขา สาดกระจายลงสู่ร่องอักขระบนแท่นบูชา ประกายแสงสีม่วงปนเลือดลุกวาบขึ้นในพริบตา พลังงานชั่วร้ายที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพเริ่มปะทุและส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับมังกรคลั่งใต้บาดาล
ครืนนนนน!
พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของพวกเราแตกระแหงเป็นริ้วยาว ลอยแยกออกจากกัน เสาหินสลักลายโบราณทั้งห้าต้นที่ตั้งตระหง่านรอบแท่นสังเวยเริ่มสั่นคลอนและปริแตก ไอพลังมิติมืดหมุนวนกลายเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ใจกลางแท่นบูชา รอยแยกแห่งความว่างเปล่าสีดำสนิทเปิดอ้าออก กลืนกินเศษหินและละอองปราณรอบข้างด้วยแรงดึงดูดมหาศาล
"ระวังตัว!" ลิลี่ตะโกนเสียงแหลม กระบี่วิญญาณในมือของเธอเปล่งประกายสีครามสว่างจ้า เธอฟาดฟันคลื่นกระบี่สกัดเศษหินยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำจนแตกละเอียดเป็นผุยผง
"พิกัดมิติกำลังบิดเบี้ยว!" มินที่ยืนอยู่บนชะง่อนหินสูงรั้งสายธนูวิญญาณ ดวงตาเรืองแสงด้วยเนตรพิกัด "หลุมดำตรงกลางกำลังขยายตัว หากพวกเราไม่ทำลายสมดุลของแกนค่ายกลภายในสามสิบอึดใจ พื้นที่ทั้งหมดนี้จะถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่วิญญาณ!"
โขมสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยหมอกมายาสีขาวนวลเข้าโอบล้อมรอบตัวพวกเราเพื่อลดทอนแรงดึงดูดของมิติมืด ขณะที่อันเปิดน้ำเต้าโอสถ ซัดเม็ดกลั่นปราณบริสุทธิ์แจกจ่ายให้ทุกคนอย่างรวดเร็ว "กลืนลงไปเร็วเข้า! โอสถนี้จะช่วยพยุงชีพจรวิญญาณไม่ให้แตกสลาย!"
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงกรีดร้องของมิติมืดที่กำลังฉีกขาด ฉันก้าวออกไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล รากฐานพลังระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันนิ่งสนิทดุจขุนเขา ไม่หวั่นไหวต่อแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะกระชากวิญญาณของฉัน
"อย่ายอมแพ้!" ฉันตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่แฝงปราณแท้ ก้องกังวานทะลุเสียงพายุ "คราม! ใช้เพลงคลื่นคุมจุดสมดุลของค่ายกลไว้! ชั้นสี่ ลิลี่ ตรึงฐานหินทางทิศเหนือและใต้! มิน โขม อัน คุ้มกันรอบนอกและส่งปราณหนุนนำ! ทุกคน... รวมพลังปราณเจ็ดดารา!"
คำสั่งของฉันเปรียบเสมือนเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของทุกคนในยามคับขัน
ครามสูดหายใจลึก เธอกัดริมฝีปากจนห้อเลือด แววตาที่เคยอ่อนแอและเต็มไปด้วยคราบน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เธอดีดตัวขึ้นนั่งขัดสมาธิลอยเด่นอยู่เหนือพื้น วางกู่ฉินโบราณลงบนตัก ปลายนิ้วทั้งสิบร่ายรำบนสายกู่ฉินอย่างรวดเร็วและพลิ้วไหวดุจสายน้ำเชี่ยวกราก
เพลงกู่ฉินบทสุดท้ายแห่งสำนักคลื่นครามดังสะท้านขึ้น—'คลื่นครามสงบปฐพี'!
เสียงพิณกังวานใสทว่าหนักแน่นดั่งมหาสมุทรที่โอบอุ้มแผ่นดิน คลื่นเสียงสีครามแผ่กระจายเป็นระลอกคลื่นโปร่งแสง พุ่งเข้าชำระล้างไอมืดสีม่วงที่กำลังพวยพุ่งออกจากร่างของมู่เฉินและรอยแยกมิติ เสียงพิณสะกดการปะทุของพลังงานมืดให้ชะงักงันลงชั่วขณะ
"ตรึง!" ชั้นสี่คำรามลั่น ปักโล่เหล็กยักษ์ลงลึกไปในเนื้อหิน โซ่ตรึงวิญญาณเส้นมหึมาพวยพุ่งออกจากแขนเสื้อ รัดพันเข้ากับเสาหินทิศเหนืออย่างแน่นหนา ลิลี่พุ่งทะยานดั่งนกนางแอ่น กระบี่วิญญาณของเธอเปล่งประกายเจิดจ้า เสียบทะลวงลงใจกลางศิลาทิศใต้ ผนึกกำลังเข้ากับปราณกระบี่บริสุทธิ์เพื่อยึดเหนี่ยวไม่ให้แท่นหินแตกกระจาย
มินยิงศรปราณเจ็ดดอกปักลงตามจุดพิกัดดวงดาว โขมและอันประสานมือถ่ายทอดปราณรักษาและหมอกมายาเชื่อมโยงสายใยพลังงานของพวกเราทั้งเจ็ดคนเข้าด้วยกัน เกิดเป็นวงแหวนค่ายกลเจ็ดดาราสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิด!
[ระบบ: การประสานพลัง 'ค่ายกลเจ็ดดาราผสานคลื่นคราม' ทำงานสมบูรณ์! พลังงานเสถียรขึ้น 40%! ตรวจพบแกนกลางการระเบิดมิติอยู่ที่หัวใจของมู่เฉิน!]
จังหวะนี้แหละ!
ฉันเปิดตลับศิลาโบราณข้างเอวออกอย่างรวดเร็ว ประกายแสงสีเงินยวบยาบสว่างวาบขึ้น เข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มที่สลักลวดลายมังกรโบราณลอยขึ้นสู่เบื้องหน้าของฉัน ปราณแท้ระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างของฉันถูกรีดเค้นออกมาอย่างแม่นยำ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไหลเวียนเข้าสู่เข็มทั้งสามเล่มจนพวกมันสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ
"กลับคืนสู่ความสงบเสียเถิด มู่เฉิน!"
ฉันสะบัดฝ่ามืออย่างรุนแรงและเฉียบขาด เข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นตรงสีเงินบริสุทธิ์ ปักทะลวงเข้าสู่จุดชีพจรสำคัญสามแห่งบนหน้าอกของมู่เฉินอย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เข็มเล่มที่หนึ่งตรึงชีพจรลมปราณ เข็มเล่มที่สองสะกดพลังงานมิติมืด และเข็มเล่มที่สามปักลงใจกลางหัวใจ ปิดผนึกการระเบิดทำลายล้างของแกนกลางแท่นสังเวยลงในทันที!
"อึก... อา..."
เสียงกรีดร้องแห่งความทรมานของมู่เฉินสงบลง รอยแยกมิติมืดที่กำลังดูดกลืนทุกสิ่งเริ่มหดตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนจะปิดสนิท พายุร้ายสลายตัวไป หลงเหลือเพียงสายลมอ่อนๆ ที่พัดพาเอาความอบอุ่นของคลื่นเสียงกู่ฉินวนเวียนอยู่รอบกาย
ร่างของมู่เฉินที่ถูกเข็มตรึงวิญญาณสะกดไว้ค่อยๆ แตกสลาย ไอปีศาจร้ายสีม่วงถูกคลื่นเสียงพิณของครามชำระล้างจนหมดสิ้น ร่างกายของเขาเริ่มแปรสภาพเป็นละอองดาวสีครามระยิบระยับ ลอยล่องขึ้นสู่เบื้องบน
ก่อนที่สติสัมปชัญญะสุดท้ายจะดับสูญ ดวงตาสีม่วงอันเกรี้ยวกราดของเขาได้จางหายไป กลับคืนสู่ดวงตาสีดำสนิทอันอ่อนโยนและแจ่มใสดุจวันวานในอดีต เขามองตรงมาที่คราม ริมฝีปากที่แห้งผากขยับยกยิ้มอย่างสงบเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งร้อยปี
"คราม... เจ้าเติบโตขึ้นมากจริงๆ..." น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม "จงระวัง... 'ผู้สร้างที่แท้จริง'... มันมิได้หลับใหล... มันกำลังรอคอยพวกเจ้าอยู่ในวิหารชั้นใน..."
สิ้นเสียงกระซ!