คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทสะท้อนสะท้านจนแก้วหูของฉันแทบฉีกขาด เสาแสงทั้งห้าต้นที่ยังคงหยัดยืนอยู่รอบแท่นสังเวยพลันบิดเกลียวเข้าหากันราวกับอสรพิษยักษ์ที่กำลังโอบรัดเหยื่อ ประกายแสงสีม่วงเข้มระเบิดออกก่อนจะควบแน่นกลายเป็นโดมผลึกดวงดาวขนาดมหึมา มันครอบทับยอดแท่นสังเวยลงมาอย่างรวดเร็ว ปิดกั้นทางออกทุกทิศทางด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะจับทัน
วินาทีที่ขอบข่ายม่านผลึกปิดสนิท อากาศรอบตัวฉันก็พลันหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยขุนเขานับร้อยลูก บรรยากาศกลายสภาพเป็นสุญญากาศในพริบตา ปราณธรรมชาติที่เคยไหลเวียนอยู่ในห้วงมิติถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไร้ซึ่งกระแสลม ไร้ซึ่งพลังฟ้าดิน มีเพียงความเงียบงันอันหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก
[ระบบ: แจ้งเตือนสภาวะวิกฤตสูญสลาย! ตรวจพบการก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขต 'กรงขังหมื่นดารามรณะ'!]
[ระบบ: ผลกระทบจากการดูดกลืนปราณทำงานทันที — ปริมาณปราณแท้จริงภายในกายจะลดลง 10% ในทุก 60 วินาที!]
[ระบบ: คำเตือนระดับสูงสุด — หากปราณในร่างเหือดแห้งจนหมดสิ้น โครงสร้างชีวภาพจะแปรสภาพกลายเป็นผลึกแก้วสังเวยดวงดาวอย่างไม่อาจฟื้นคืน!]
หน้าต่างอักษรสีแดงฉานกะพริบถี่รัวอยู่ตรงหน้า ฉันขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันบดละเอียด ปราณแท้จริงในจุดตันเถียนของฉันซึ่งอยู่ในระดับสามขั้นสมบูรณ์เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังที่ฉันสั่งสมมาอย่างมั่นคงดั่งศิลาแช่น้ำลึกกำลังถูกแรงดึงดูดลึกลับรอบทิศทางกระชากออกไปทีละน้อย แม้รากฐานของฉันจะหนักแน่นไม่คลอนแคลนเพียงใด แต่การถูกช่วงชิงพลังจากมิติปิดตายเช่นนี้ก็สร้างความเจ็บปวดยิ่งยวดยามที่เส้นชีพจรทั่วร่างบิดเกร็ง
เบื้องหน้าของพวกเราในระยะเพียงสิบก้าว ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ใจกลางแท่นสังเวย
ผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองปรากฏกายขึ้นท่ามกลางไอหมอกสีทมิฬ เสื้อคลุมยาวสีม่วงเข้มปักลวดลายดาราจักรโบราณพลิ้วไหวโดยไร้ลม นัยน์ตาทั้งสองข้างของมันเป็นประกายสีม่วงเรืองรอง ไร้ซึ่งแววตาของมนุษย์ มีเพียงความเย็นชาที่เหยียบย่ำทุกสรรพสิ่ง ปราณมืดระดับสูงที่แผ่ออกมาจากร่างของมันหนักหน่วงเสียจนพื้นที่ใต้ฝ่าเท้าของมันเริ่มปริแตกเป็นลายใยแมงมุม
"ทำลายเสาไปได้ถึงสามต้นก็นับว่าเก่งกาจเกินกว่ามดปลวกทั่วไป..." มันเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องสะท้อนในกรงขัง ทรงอำนาจและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "แต่ในกรงขังหมื่นดารานี้ ข้าคือผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ ยิ่งพวกเจ้าดิ้นรน ยิ่งพวกเจ้าเค้นใช้พลัง ปราณในร่างก็จะยิ่งเหือดแห้งเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ จงนิ่งเฉยและยอมจำนนกลายเป็นผลึกเครื่องเซ่นแก่ดวงดาวเสียเถิด"
เสียงหอบหายใจอย่างทรมานดังขึ้นจากด้านหลังของฉัน
อันทรุดฮวบลงกับพื้น มือข้างหนึ่งกุมลำคอตัวเองแน่น ใบหน้าขาวซีดเผือด ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากการขาดอากาศหายใจอย่างกะทันหัน เม็ดยาโอสถในมือนางร่วงกราวลงบนพื้นหิน จินยีเองก็ทรุดเข่าลง ร่างกายสั่นสะท้าน เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามขมับยามที่พยายามสูดเอาอากาศที่ไม่มีอยู่จริงเข้าปอด
"ตั้งสติไว้!" ชั้นสี่คำรามต่ำ แม้ตัวเขาเองจะเหงื่อท่วมกาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอึดอัด แต่เขาก็กัดฟันกระแทกขอบล่างของโล่ยักษ์ลงกับพื้นเสียงดังสนั่น แขนอันกำยำทั้งสองข้างยันโล่ไว้มั่นเพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวและกำบังแรงกดดันให้เพื่อนร่วมทีม
ด้านข้าง ลิลี่กำด้ามกระบี่วิญญาณแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบกระบี่ของเธอสั่นสะท้านส่งเสียงหวีดหวิว รังสีดาบที่เคยคมกริบเปล่งประกายริบหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกม่านพลังมืดกดข่ม เธอพยายามจะก้าวออกไป แต่แรงโน้มถ่วงและสุญญากาศดึงรั้งร่างของเธอไว้จนแทบขยับไม่ได้
หากปล่อยไว้เช่นนี้ ไม่เกินห้านาที พวกเราทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงรูปปั้นผลึกแก้วไร้ชีวิต
ติ้ง—!
เสียงสายเครื่องดนตรีกระทบกังวานใสปานหยาดน้ำค้างหยดลงบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ดังก้องทะลวงผ่านความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
ครามนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นหินอย่างสงบนิ่ง ใบหน้างดงามของเธอซีดเซียว ทว่าดวงตากลับเปี่ยมล้นด้วยความเด็ดเดี่ยว นิ้วมือเรียวยาวทั้งสิบที่แตกจนมีเลือดสีแดงสดซึมเปรอะเปื้อนแตะลงบนสายกู่ฉินโบราณอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกรีดกรายบรรเลงท่วงทำนองที่หนักแน่นและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน
บทเพลง 'ลมหายใจแห่งปฐพี' แผ่ซ่านออกมาเป็นระลอกคลื่นโปร่งแสงสีคราม
คลื่นเสียงบริสุทธิ์หมุนวนรอบตัวพวกเรา ขยายตัวออกเป็นฟองอากาศปราณคุ้มกายขนาดใหญ่ที่ห่อหุ้มสมาชิกทั้งเจ็ดคนเอาไว้ อากาศบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นภายในฟองคลื่นเสียง เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกัน อันสำลักไอเล็กน้อยก่อนจะรีบคว้าเม็ดยาฟื้นฟูขึ้นมากระเดือกกลืน จินยียันตัวลุกขึ้นได้อีกครั้ง ขณะที่ลิลี่คลายสีหน้าตึงเครียดลง
ทว่าฉันเห็นชัดเจนว่าปลายนิ้วของครามกำลังสั่นระริก เลือดหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนแผ่นไม้กู่ฉิน การต้านทานกฎเกณฑ์ของกรงขังระดับนี้กำลังผลาญเผาพลังชีวิตของเธอไปทีละหยาดหยด
เราไม่มีเวลาเหลือให้ผลาญเล่นอีกแล้ว
[ระบบ: ดำเนินการวิเคราะห์โครงสร้างกรงขังหมื่นดารามรณะเสร็จสิ้น!]
[ระบบ: ตรวจพบความเชื่อมโยงของกระแสพลังงาน! ผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองจำเป็นต้องยืนหยัดอยู่บน 'จุดศูนย์รวมดวงดาว' ณ ใจกลางแท่นเพื่อส่งกำลังบำรุงรักษากรงขัง!]
[ระบบ: เงื่อนไขการทำลายสภาวะ — หากสามารถผลักดันหรือเคลื่อนย้ายร่างเป้าหมายออกจากจุดศูนย์รวมดวงดาวได้สำเร็จ ข่ายอาคมกรงขังจะอ่อนกำลังลงทันที 70%!]
ประกายแสงในดวงตาของฉันวาบขึ้นทันควัน ข้อมูลจากระบบแล่นผ่านห้วงความคิดอย่างรวดเร็ว
"ทุกคน ฟังฉัน" ฉันส่งกระแสเสียงผ่านคลื่นจิตไปยังทุกคนในทีมโดยตรงโดยไม่ขยับริมฝีปาก "มันผูกติดอยู่กับจุดศูนย์กลางของแท่นสังเวย ตราบใดที่มันยังยืนอยู่ตรงนั้น มันจะไร้เทียมทาน แต่ถ้าเรากระชากมันออกมาได้ กรงขังนี้จะพังทลายลงเจ็ดส่วน เราต้องร่วมมือกันในจังหวะเดียว ล่อให้มันเปิดช่องว่าง แล้วดึงมันออกมาให้ได้!"
"รับทราบ!" ทุกคนตอบรับผ่านกระแสจิตอย่างพร้อมเพรียง ไร้ซึ่งความลังเล
ฉันสูดลมหายใจลึก ดึงพลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่สงบนิ่งดั่งห้วงสมุทรลึกให้ระเบิดพลุ่งพล่านขึ้นมาที่ฝ่าเท้า พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของฉันยุบยวบลงทันทียามที่ฉันพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดั่งดาวตก ดาบในมือขวาของฉันเปล่งประกายสายฟ้าสีเงินยวบยาบ ประกายอัสนีบาตฟาดฟันแหวกม่านอากาศที่ว่างเปล่า มุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของศัตรูหมายปลิดชีพในดาบเดียว
"โง่เขลา!"
ผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองแค่นเสียงเย็น มันไม่ได้ขยับเท้าแม้แต่นิ้วเดียว เพียงแค่ยกฝ่ามือซ้ายขึ้น ม่านมิติมืดรูปกงจักรหมุนวนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า สกัดกั้นวิถีดาบสายฟ้าของฉันเอาไว้อย่างง่ายดาย
เปรี้ยง—!
ประกายสายฟ้าและไอความมืดปะทะกันจนเกิดคลื่นกระแทกแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง แรงสะท้อนมหาศาลผลักให้กระดูกแขนของฉันส่งเสียงลั่นกร๊อบ แขนขวาชาด้านไปครึ่งแถบ แต่ฉันไม่ยอมถอย ขยับดาบฟาดฟันซ้ำอย่างบ้าคลั่ง ล่อหลอกให้มันต้องเพ่งสมาธิทั้งหมดมาที่การต้านรับการโจมตีตรงหน้า
และนั่นคือจังหวะที่พวกเราเฝ้ารอ
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ลูกศรสองดอกที่ไร้สุ้มเสียงพุ่งเฉียดผ่านสีข้างของฉันไปอย่างแม่นยำ มินที่ใช้เนตรพิกัดตรวจจับจุดอับสายตาของศัตรู ปล่อยศรตรึงเงาผสานปราณร่วมกับโอสถพิษสะกดการเคลื่อนไหวของอัน หัวลูกศรทั้งสองปักลงบนพื้นหินชิดปลายเท้าของผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สอง ม่านเงาดำจากลูกศรพลันแปรสภาพเป็นลิ่มหนามทิ่มแทงเงาของมันไว้แน่นหนา
"อะไรกัน?!" นัยน์ตาสีม่วงของมันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
ตูม!
ยังไม่ทันที่มันจะได้สลายเงาตรึง โขมก็ระเบิดยันต์หมอกมายาออกทันที ไอหมอกหนาทึบผสมผสานภาพลวงตากระจายตัวบดบังทัศนวิสัยทั่วทั้งแท่นสังเวยในพริบตา ความมืดและหมอกขาวตีวนจนประสาทสัมผัสของศัตรูปั่นป่วน
"ชั้นสี่! ตอนนี้!" ฉันคำรามก้องผ่านม่านหมอก
"ย้ากกกกก!"
เสียงคำรามกู่ร้องดังก้องปานฟ้าถล่ม ชั้นสี่รวบรวมปราณทั้งหมดในร่างเฮือกสุดท้าย ละทิ้งการป้องกันด้วยโล่ สองมือหนายกโซ่เหล็กกล้าลงอักขระหนักนับพันชั่งขึ้นเหนือศีรษะ กล้ามเนื้อแขนของเขาปูดโปนจนเส้นเลือดแทบปริแตก โซ่เส้นมหึมาถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรง แหวกม่านหมอกมายาพุ่งทะลวงตรงเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยการนำทางของเสียงกระบี่วิญญาณของลิลี่ที่กรีดแทงเปิดทางลม
แกร๊ก— เคร้ง!
โซ่เหล็กหนักพันชั่งตวัดรัดเข้าที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองอย่างแน่นหนา อักขระสะกดบนโซ่สว่างวาบขึ้นสกัดกั้นปราณมืดของมันชั่วขณะ
"ดึง!" ฉันแผดเสียงก้องจนคอแทบแตก
ชั้นสี่ปักส้นเท้าลงกับพื้นหินจนจมลึกไปหลายนิ้ว เขาหงายหลังดึงโซ่อย่างสุดกำลัง ประกายไฟแลบแปลบปลาบจากข้อโซ่ที่เสียดสีกัน เสียงกระดูกลั่นดังสะท้านยามที่เขาเค้นพลังกายทั้งหมดที่มี กระชากร่างของผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองให้ลอยหวือ หลุดกระเด็นออกจากจุดศูนย์รวมดวงดาวใจกลางแท่นสังเวยไปทางด้านหลังหลายก้าว
เปรี๊ยะ... เพล้ง!
ทันทีที่ฝ่าเท้าของมันพ้นจากจุดใจกลาง โดมกรงขังหมื่นดารามรณะเบื้องบนก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยร้าวสีทองแตกระแหงลามไปทั่วผลึกสีม่วงราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลาย แรงกดดันและสภาวะสุญญากาศลดฮวบลงไปถึงเจ็ดส่วนในชั่วพริบตา ลมหายใจสดใหม่ทะลักกลับเข้ามาสู่ปอดของพวกเราอีกครั้ง
"พวกสวะชั้นต่ำ!" มันส่งเสียงคำรามด้วยความเดือดดาล ปราณมืดในร่างระเบิดออกหมายจะทำลายโซ่เหล็กและบดขยี้ชั้นสี่ให้แหลกเป็นผุยผง
แต่ฉันไม่ยอมปล่อยให้โอกาสที่เพื่อนร่วมทีมแลกมาด้วยชีวิตต้องหลุดลอยไป
มือซ้ายของฉันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ กระชากตลับศิลาโบราณออกมา ฝาตลับเปิดอ้าออก เผยให้เห็นเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มที่เปล่งประกายสีเงินยวบยาบเย็นเยียบ ฉันสะบัดฝ่ามือซ้าย ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่อัดแน่นจนถึงขีดสุดขับดันเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มให้ลอยวนรอบตัวดาบสายฟ้าในมือขวา
ประกายอัสนีบาตสีครามผสานเข้ากับไอเย็นเยียบของเข็มตรึงวิญญาณ เกิดเป็นเปลวคลื่นทำลายล้างที่บิดเบือนมิติรอบข้างจนส่งเสียงหวีดแหลม
เท้าของฉันแตะพื้นเบาๆ แต่ส่งร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าครั้งใด ร่างของฉันเลือนหายไปในความว่างเปล่า ก่อนจะไปปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สองในระยะประชิดเพียงแค่หนึ่งคืบ
ปลายดาบสายฟ้าที่ห่อหุ้มด้วยเข!