📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 136 จาก 135

ตอนที่ 136: สกัดลำแสงสังเวย — ผ่าเสาแสงต้นที่หนึ่ง

เสียงหวีดหวิวฉีกกระชากอากาศดังเสียดแก้วหูจนแทบคลั่ง!

ลำแสงมรณะสีม่วงดำเส้นผ่าศูนย์กลางนับสามวาพวยพุ่งทะลวงออกจากยอดเสาหินทมิฬต้นที่หนึ่ง พลังทำลายล้างบิดเบือนมิติรอบข้างจนยุบยวบ ปลายทางของมันมุ่งตรงไปยังร่างของครามที่กำลังนั่งคุกเข่ารวบรวมลมปราณอยู่บนแท่นศิลาเบื้องหลัง

เวลานั้นสติของฉันเร็วกว่าความคิด สองเท้าถีบส่งพลังปราณสายฟ้าแท้ระเบิดพื้นหินจนแตกร้าวเป็นหลุมกว้าง ร่างของฉันพุ่งทะยานตัดผ่านอากาศ ประจันหน้าเข้าใส่ลำแสงสังเวยที่กำลังจะกลืนกินลมหายใจของเธอ

"คราม หลบไป!"

ฉันคำรามลั่น สองมือประสานกระชับด้ามดาบสายฟ้าแท้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ยกตลับศิลาโบราณขึ้นประกบแนบไปกับสันดาบ ปลดปล่อยคลื่นปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ไหลเวียนทะลักล้นออกจากจุดตันเถียน รากฐานลมปราณอันหนักแน่นดั่งขุนเขาแช่อยู่ใต้ก้นสมุทรลึกถูกเค้นออกมาจนถึงขีดสุด ประกายอัสนีสีทองคำแล่นริ้วห่อหุ้มผิวกายเพื่อตั้งรับมวลพลังงานอำมหิตตรงหน้า

*ตูมมมมมมมมม!*

วินาทีที่ลำแสงปะทะเข้ากับใบดาบและตลับศิลา แรงสะเทือนสะท้านพิภพบดขยี้ลงมาบนร่างของฉันโดยตรง คลื่นความร้อนเยียบเย็นแทรกซึมเข้าสู่กระดูกทุกท่อน กลิ่นอายสังเวยอันเน่าเปื่อยบดกระแทกกล้ามเนื้อแขนจนปริแตก เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากมุมปาก ฟันกรามขบแน่นจนแทบแหลกละเอียด เสียงกระดูกหัวไหล่ลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกหักเป็นเสี่ยงๆ ลมปราณในทรวงอกตีกลับอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดเสียดแทงทะลวงไปถึงจิตวิญญาณ

[ระบบ: แจ้งเตือนอันตรายถึงชีวิต! ตรวจพบการแทรกซึมของลำแสงสังเวยดวงดาว! พลังทำลายล้าง: 20,000 ปราณ!]

[ระบบ: ร่างกายทนรับแรงกระแทกได้อีกไม่เกิน 10 วินาที! เปิดใช้งาน 'ม่านสายฟ้าแท้หักเหวิถี' อัตโนมัติ!]

แสงสีทองจากตัวดาบกางออกเป็นตาข่ายอัสนีต้านทานลำแสงสีม่วงดำเอาไว้ ทว่าน้ำหนักของมันมหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้ พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของฉันแตกร้าวทรุดฮวบ เข่าข้างหนึ่งกระแทกครูดลงกับพื้นจนเลือดซึมย้อมก้อนหิน ฉันกัดฟันสู้ไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว หากฉันขยับหนีเพียงคืบเดียว ลำแสงนี้จะบดขยี้ร่างของครามจนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้าธุลี!

"หัวหน้า! ข้ามาแล้ว!"

เสียงกู่ร้องก้องกังวานดุจราชสีห์คำรามแหวกลมพายุ ร่างกำยำมหึมาของชั้นสี่พุ่งทะยานฝ่าม่านฝุ่นเข้ามา แผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขากระแทกเข้าค้ำยันด้านหลังของฉันอย่างแม่นยำ โล่ยักษ์ศิลาทมิฬถูกยกขึ้นประกบด้านข้างเพื่อช่วยกระจายแรงอัด

"โซ่ตรึงปฐพีแปดทิศ ปักหลักยึดวิญญาณ!"

*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*

โซ่เหล็กกล้าขนาดเท่าแขนเด็กแปดเส้นพุ่งทะลวงออกจากขอบโล่ยักษ์ของชั้นสี่ ปักลึกลงไปในเนื้อหินใต้ฝ่าเท้าลึกกว่าสิบวา แรงกระแทกมหาศาลที่กดทับร่างของฉันถูกถ่ายเทผ่านร่างของเขาลงสู่ผืนดินเบื้องล่าง ส่งผลให้หินผารอบทิศทางส่งเสียงครืนครืนแตกระแหงเป็นวงกว้าง ทว่าแผ่นหลังอันมั่นคงนั้นช่วยหยุดยั้งการทรุดตัวของฉันไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์

"พี่จิน อดทนไว้!"

เสียงหวานใสแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวสะท้อนมาจากทางปีกซ้าย ร่างของลิลี่พลิ้วไหวประดุจนกนางแอ่นเหินลม กระบี่วิญญาณในมือของเธอเปล่งประกายสีครามบริสุทธิ์ ปราณกระบี่ไร้สภาพควบแน่นกลายเป็นคมดาบนับร้อยเล่มพุ่งดิ่งลงสู่พื้นดินด้านล่าง เธอสะบัดข้อมือฟาดฟันกระบี่วิญญาณตัดผ่านวงจรอักขระสีเลือดที่กำลังสูบฉีดพลังงานจากพื้นส่งขึ้นไปหล่อเลี้ยงเสาหิน

*ฉัวะ! เพล้ง!*

เส้นเลือดเวทมนตร์บนผิวศิลาขาดสะบั้น ประกายไฟสีแดงฉานระเบิดกระจัดกระจาย การโจมตีอันเฉียบคมของลิลี่ตัดทอนพลังงานสังเวยที่โถมใส่ฉันลงไปได้ถึงสามส่วนทันตา!

แรงกดทับเบาบางลงเพียงเสี้ยววินาที แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับยอดฝีมือ

ครามที่ตั้งหลักได้แล้วเบิกเนตรขึ้น ดวงตากระจ่างใสสะท้อนประกายเด็ดขาด เธอดีดตัวขึ้นนั่งขัดสมาธิบนโขดหิน นิ้วเรียวยาวทั้งสิบกรีดกรายลงบนสายกู่ฉินโบราณอย่างดุดัน เสียงดนตรีมิได้อ่อนหวานพลิ้วไหวดั่งวันวาน หากแต่แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพายุคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

"เพลงคลื่นหวนคืนสะท้อนฟ้า!"

*ตึ้งงงงงงง!*

คลื่นเสียงความถี่สูงกระแทกผ่านอากาศเป็นระลอกคลื่นสีฟ้าคราม มันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะตรงๆ แต่หมุนวนรอบลำแสงสังเวย บิดเกลียวพลังงานสีม่วงดำให้สั่นสะเทือนจนสูญเสียความเสถียร ลำแสงที่เคยพุ่งเป็นเส้นตรงเริ่มบิดเบี้ยวและแตกซ่าน ประกายสายฟ้าสีทองของฉันผสานเข้ากับคลื่นเสียงของคราม เกิดเป็นแรงสะท้อนกลับอันรุนแรงจนปลายลำแสงเริ่มแตกกระจายออกไปในอากาศ

จังหวะนั้นเอง ตัวอักษรสีทองเบื้องหน้าสายตาของฉันก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง

[ระบบ: วิเคราะห์โครงสร้างพลังงานศัตรูสำเร็จ! ตรวจพบจุดศูนย์รวมพลังงานของเสาแสงสังเวยต้นที่หนึ่ง!]

[ระบบ: เป้าหมายคือ 'แกนดวงดาวกลืนวิญญาณ' บริเวณยอดเสาสูงสามสิบจั้ง! มีค่าความหนาแน่นของพลังงานแปดหมื่นหน่วย หากทำลายแกนกลางได้ วงจรสังเวยจะพังทลายทันที!]

"อยู่บนยอดเสา!" ฉันตะโกนส่งเสียงผ่านลมปราณก้องไปทั่วหุบเหว "สูงสามสิบจั้ง มิน อัน โขม เคลียร์ทางด้านล่างให้ที!"

"รับทราบ!"

เสียงของมินตอบรับผ่านสายลม เนตรพิกัดของเธอส่องประกายสีเงินวาวโรจน์บนยอดผาสูง คันธนูใหญ่ในมือถูกน้าวสายจนตึงเปรี๊ยะ ลูกศรระเบิดปราณสามดอกถูกยิงออกไปพร้อมกันราวกับดาวตก มันแหวกรังสีสังเวยพุ่งเข้าใส่กลุ่มนักรบดวงดาวทมิฬนับร้อยที่กำลังกรูกันเข้ามาเพื่อปกป้องฐานเสาหิน

*ตูม! ตูม! ตูม!*

เปลวเพลิงสีชาดระเบิดฉีกร่างของพวกมันจนกระเด็นกระดอน อันสะบัดแขนเสื้อขว้างขวดยาสมุนไพรพิษสูตรพิเศษตามไปติดๆ ละอองโอสถกรดวิญญาณสลายเนื้อหนังและเกราะเหล็กของศัตรูจนส่งเสียงฟู่ ขณะเดียวกันโขมก็ประสานอินอย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยหมอกมายาสีเทาหม่นเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ปั่นป่วนประสาทสัมผัสของทหารผีดิบเหล่านั้นจนพวกมันหันอาวุธฟาดฟันกันเองอย่างบ้าคลั่ง

ทางเบื้องล่างเปิดโล่งแล้ว!

"ชั้นสี่ คราม เตรียมส่งฉันขึ้นไป!" ฉันคำรามสั่งการ หัวใจเต้นระทึกดุจกลองศึก

"ไปเลย หัวหน้า!"

ชั้นสี่เกร็งกล้ามเนื้อแขนจนเส้นเลือดปูดโปน ปลดโซ่ตรึงดินแล้วย่อตัวลง ใช้โล่ยักษ์รองรับฝ่าเท้าของฉันไว้ ขณะเดียวกันครามก็กรีดนิ้วลงบนสายกู่ฉินเส้นที่เจ็ด ปลดปล่อยคลื่นลมปราณผลักดันอากาศมหาศาลมารองรับอยู่ใต้ฝ่าเท้าของฉัน

*เปรี้ยงงงงง!*

แรงดีดสะท้อนจากโล่ยักษ์ผสานกับคลื่นสายลมปราณของครามระเบิดออก ส่งร่างของฉันทะยานลิ่วขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบนดุจลูกเกาทัณฑ์หลุดจากแล่ง พุ่งทะลวงย้อนทวนกระแสลำแสงสังเวยขึ้นไปราวกับดาวตกสีทองย้อนศร!

ลมกรรโชกแรงกรีดแทงใบหน้า ประกายสายฟ้ามืดมนที่แผ่ออกมาจากเสาหินพยายามฟาดฟันเข้าใส่ร่างของฉัน ทว่าปราณบริสุทธิ์ระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการเคี่ยวกรำมานับพันครั้งได้ควบแน่นกลายเป็นเกราะคุ้มกายที่แข็งแกร่งดุจเพชร ฉันเอื้อมมือซ้ายแตะที่ตลับศิลาข้างเอว ปลดผนึกกลไกโบราณด้วยจิตสัมผัส

*กริ๊ก!*

ฝาตลับศิลาเปิดอ้าออก ประกายแสงสีขาวเงินบริสุทธิ์สว่างเรืองรองขึ้นมา เข็มตรึงวิญญาณเล่มยาวเท่านิ้วมือเล่มแรกดีดตัวลอยขึ้นมาต่อหน้าฉันตามคำสั่งจิต ฉันถ่ายทอดปราณสายฟ้าแท้เข้าไปในตัวเข็มจนมันสั่นสะเทือนส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง

"ไป!"

ฉันสะบัดฝ่ามือซัดเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่หนึ่งออกไปล่วงหน้า เข็มเล่มนั้นหมุนควงเป็นเกลียวแสงสีขาว ทะลวงฝ่าม่านสายฟ้ามืดและสนามพลังป้องกันของเสาหินอย่างง่ายดาย มันพุ่งเข้าปักตรึงลงบนผิวของ 'แกนดวงดาวกลืนวิญญาณ' ทรงกลมสีม่วงดำขนาดเท่าศีรษะคนตรงยอดเสาพอดิบพอดี!

*เปรี๊ยะ!*

ม่านพลังป้องกันของแกนดวงดาวแตกสลายออก เผยให้เห็นรอยร้าวบนผลึกสีดำทมิฬที่ส่งเสียงครางครืน

ร่างของฉันทะยานมาถึงจุดสูงสุดเหนือยอดเสาในระยะประชิด สองมือยกดาบสายฟ้าแท้ขึ้นเหนือศีรษะ ปราณอัสนีสีทองคำทั้งหมดในจุดตันเถียนหลั่งไหลเข้าสู่ตัวดาบจนใบดาบสั่นสะท้าน แสงสว่างเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดของหุบเหวจนสว่างไสวดุจกลางวัน

"ผ่า... ศิลา... กลืนวิญญาณ!"

ฉันคำรามสุดเสียง ฟันดาบผ่าลงมาตรงกึ่งกลางรอยแยกของแกนดวงดาวด้วยกระบวนท่าที่เด็ดขาดและหนักหน่วงที่สุดในชีวิต!

*เปรี้ยะตูมมมมมมมมมมมม!*

สายฟ้าสีทองคำขนาดยักษ์ผ่าทะลวงลงมาจากฟากฟ้า กลืนกินยอดเสาหินและแกนดวงดาวเข้าไปในพริบตา คลื่นทำลายล้างฉีกกระชากผลึกสีม่วงดำจนแตกกระจายออกเป็นผุยผง ลำแสงสังเวยมรณะที่เคยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากระตุกวูบและดับมอดลงทันที!

*ครืนนนนนนนน!*

เสาหินสังเวยต้นที่หนึ่งสูงสามสิบจั้งแตกร้าวตั้งแต่ยอดจรดฐาน ก่อนจะพังทลายระเบิดออกเป็นเศษหินมหึมาร่วงหล่นลงสู่ก้นหุบเหว ละอองดาวสีทองนับล้านดวงพวยพุ่งออกจากซากปรักหักพัง ลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อกลับคืนสู่วัฏจักร เป็นสัญญาณว่าดวงวิญญาณบริสุทธิ์ที่ถูกกักขังไว้ได้รับการปลดปล่อยแล้ว

[ระบบ: ภารกิจย่อยสำเร็จ! ทำลายเสาแสงสังเวยต้นที่หนึ่งเรียบร้อยแล้ว!]

[ระบบ: วงจรค่ายกลสังเวยลดทอนประสิทธิภาพลง 33%! ได้รับค่าประสบการณ์ลมปราณบริสุทธิ์ 5,000 หน่วย!]

ร่างของฉันทิ้งดิ่งลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคง ปลายเท้าแตะลงบนโขดหินข้างกายครามและลิลี่ เสียงหอบหายใจหนักหน่วง ลมปราณในกายปั่นป่วนแต่รากฐานยังคงมั่นคงดั่งศิลาแช่น้ำลึก ไม่มีความสั่นคลอนที่จะทะลักล้นข้ามขั้น ฉันปาดคราบเลือดที่ริมฝีปาก สายตามองดูเศษซากของเสาต้นแรกที่มอดดับไป

พวกเราทำสำเร็จไปหนึ่งก้าวแล้ว...

ทว่าความโล่งใจคงอยู่ได้ไม่ถึงสองอึดใจ!

"ฮ่าๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆๆ!"

เสียงหัวเราะแหบแห้งชั่วร้ายดังสะท้อนก้องมาจากอีกฟากหนึ่งของหุบเหว แม่ทัพศิลาอัสนีที่เคยถอยร่นไปก่อนหน้านี้ บัดนี้มันกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนหน้าผาสูงชันตรงกึ่งกลางระหว่างเสาแสงต้นที่สองและเสาแสงต้นที่สาม ร่างกายที่ทำจากหินผาและสายฟ้ามืดของมันเริ่มปริแตก มีเปลวเพลิงสีเลือดลุกโชติช่วงออกมาจากรอยแยกทั่วทั้งตัว

"พวกมดปลวกไร้ค่า... พวกเจ้าคิดว่าทำลายเสาต้นเดียว!