📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 135 จาก 135

ตอนที่ 135: คลื่นสังเวยแรก — ทัพผู้พิทักษ์มิติหมื่นดารา

คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...

ปรี้ยง!

อัสนีบาตทมิฬสายมหึมาผ่าฟาดลงกลางลานหินเบื้องหน้าฉันอย่างบ้าคลั่ง แรงอัดอากาศมหาศาลผลักระลอกฝุ่นคลุ้งกระจายไปรอบทิศ เสาหินสีนิลกาฬขนาดแปดคนโอบทั้งแปดต้นที่ปักล้อมรอบแท่นสังเวยหมื่นดาราระเบิดเสียงคำรามครืนครั่น ลำแสงสีม่วงแกมดำทะยานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ดั่งคมหอกปีศาจที่ทิ่มแทงสวรรค์จนหมู่เมฆบิดเบี้ยวกลายเป็นสีโลหิตฉาน บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งดั่งมีขุนเขานับสิบลูกกดทับลงบนแผ่นหลัง

กลิ่นคาวสนิมและกลิ่นไหม้ของกำมะถันปะปนในสายลมกระโชก ม่านพลังสีชาดรอบแท่นสังเวยเริ่มกระเพื่อมไหว ก่อนที่เงาทมิฬรูปร่างคล้ายมนุษย์จะค่อยๆ ก้าวทะลักออกมาไม่ขาดสาย พวกมันคือหุ่นศิลานักรบในชุดเกราะโบราณ ดวงตาไร้วิญญาณลุกโชนด้วยเปลวไฟสีม่วงเย็นเยียบ ถือดาบโค้งและง้าวศึกขึ้นสู่ฟ้าราวกับฝูงมดปลวกกระหายเลือดนับพันตน

[ระบบ: แจ้งเตือนอันตรายระดับวิกฤตสูงสุด!]

[ตรวจพบการเคลื่อนพลของกองกำลังหลักแท่นสังเวยหมื่นดารา!]

[ตรวจพบบัญชาการรบ: แม่ทัพศิลาอัสนี (ระดับสามขั้นสูงสุด)!]

[ตรวจพบค่ายกล 'แปดเสาสังเวยวิญญาณ' เริ่มต้นการทำงาน — หากเสาแสงบรรจุพลังครบแปดต้น อาณาเขตทั้งมิติจะถูกสูบกลืนสู่ความว่างเปล่า!]

เสียงแจ้งเตือนก้องสะท้อนในโสตประสาทของฉัน ปลุกเร้าให้ชีพจรลมปราณทั่วร่างสูบฉีดเร็วรัว แม้ฉันจะกักตนอยู่ที่ระดับสามขั้นสมบูรณ์ รากฐานลมปราณสะสมแน่นขนัดดั่งศิลาพันปีแช่อยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึก มิยอมให้ตนเองทะลวงขึ้นสู่ระดับสี่อย่างบุ่มบ่าม แต่แรงกดดันจากศัตรูตรงหน้านั้นไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย

ตูม!

เสียงกระแทกของเกราะหนักดังกึกก้อง ร่างกำยำสูงตระหง่านเกือบสามเมตรดิ่งลงมาจากยอดเสาแสงต้นที่หนึ่ง ศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าของมันแตกระแหงเป็นวงกว้าง ฝุ่นควันจางหายเผยให้เห็นเกราะทองดำลวดลายอสูรกลืนดารา แผ่รังสีสังหารข้นคลักจนผิวหนังของฉันรู้สึกแสบแปลบ ในอุ้งมือหยาบกร้านของมันกระชับหอกสายฟ้าโบราณขนาดยักษ์ ประกายอสนีบาตสีม่วงแล่นเปรี๊ยะปรั๊ยะส่งเสียงกรีดร้องเสียดแก้วหู

มันตวัดปลายหอกชี้ตรงมาที่หน้าอกของฉัน นัยน์ตาสีเปลวเพลิงทมิฬหรี่แคบลง

"เจ้ามดปลวกผู้ถือครองเข็มสามเล่ม..." สุ่มเสียงแหบพร่าดังกังวานคล้ายหินบด "คิดหรือว่าการดั้นด้นมาเหยียบถึงลานสังเวยนี้คือชัยชนะของพวกเจ้า? เปล่าเลย... กลิ่นอายวิญญาณบริสุทธิ์ของพวกเจ้า เป็นเพียงเครื่องสังเวยชิ้นสุดท้ายอันโอชะที่ท่านผู้นั้นเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนานต่างหาก!"

ฉันกระตุกยิ้มมุมปาก มือขวาเอื้อมไปแตะด้ามดาบศัสตราวุธสายฟ้าแท้ที่สะพายอยู่ด้านหลัง นิ้วมือซ้ายแตะเบาๆ ที่ตลับศิลาข้างเอว ไอเย็นเยียบและแรงสั่นสะเทือนของเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มที่นอนนิ่งอยู่ภายในส่งผ่านความมั่นใจมายังปลายนิ้ว

"ถ้าคิดว่ากบาลของพวกฉันจะกลายเป็นเครื่องเซ่นให้เจ้านายของแกง่ายๆ ละก็..." ฉันกระชากดาบออกจากฝัก ประกายสายฟ้าสีครามทองสว่างวาบ ฉีกกระชากความมืดมิดโดยรอบ "ก็เข้ามาลองดูว่า หอกผุพังของแกจะทานรับคมดาบของฉันได้สักกี่กระบวนท่า!"

"ฆ่าพวกมันให้สิ้น!" แม่ทัพศิลาอัสนีคำรามก้อง

สิ้นเสียงกู่ร้อง กองทัพนักรบดวงดาวทมิฬนับพันตนก็ทะลักโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์สีดำ คมดาบและง้าวศึกเสียดสีกันจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดใจ

"ตั้งค่ายกล!" ฉันตะโกนสั่งการลั่นลานหิน

"เข้ามาเลย ไอ้พวกเศษหินไร้วิญญาณ!" ชั้นสี่คำรามก้อง สองมือยกโล่ยักษ์ศิลาดำกระแทกลงสู่พื้นอย่างหนักแน่น ปราณคุ้มกายสีทองคำระเบิดออกผลักดันคลื่นกระแทกด้านหน้า โซ่เหล็กกล้าเส้นมหึมาพุ่งรัดเกี่ยวพันรอบเสาหินและแนวหินผา ตรึงแนวรบไว้อย่างแข็งแกร่งดั่งกำแพงเมืองที่ไม่มีวันทลาย

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

คมดาบของเหล่านักรบทมิฬฟันลงบนผิวโล่จนเกิดประกายไฟสว่างวาบ แต่ไม่อาจสั่นคลอนชั้นสี่ได้แม้แต่ครึ่งก้าว จังหวะนั้นเอง เงาร่างปราดเปรียวของลิลี่ก็ทะยานข้ามไหล่ของชั้นสี่ไปข้างหน้า กระบี่วิญญาณในมือของเธอหมุนวนเป็นพายุหมุนเกลียวสีเงิน ควงสว่านตัดทะลวงเข้าใส่แนวหน้าของศัตรูจนศีรษะและลำตัวของพวกมันขาดสะบั้น เศษชิ้นส่วนศิลากระเด็นว่อนกลางอากาศ

ฟิ้ว! ตูม!

บนชะง่อนผาสูงชันทางขวา มินเล็งคันศรยาว ดวงตาเบิกกว้างเปล่งแสงสีฟ้าครามด้วยเนตรพิกัด ลำศรปราณระเบิดสายฟ้าถูกยิงออกไปราวกับห่าฝน ลูกศรทุกลูกปักลงกลางกระหม่อมของพวกมันอย่างแม่นยำ ก่อนจะระเบิดทำลายล้างข้าศึกเป็นวงกว้าง ข้างกายของเธอ อันคอยปาขวดยาโอสถเพลิงพิโรธลงมาสกัดแนวรบด้านข้าง เปลวเพลิงสีมรกตลุกท่วมเผาไหม้ร่างศิลาจนปริแตก

"หมอกลวงตาพรางวิญญาณ!" โขมสะบัดพัดในมือ ม่านหมอกหนาทึบผสมไอปราณพิษกัดกร่อนแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสมรภูมิ หุ่นศิลาที่ก้าวเข้ามาต่างเสียทิศทาง ชะงักงันและถูกกรดในหมอกกัดกร่อนเกราะจนผุกร่อน

ท่ามกลางความโกลาหล เสียงพิณกู่ฉินอันไพเราะทว่าแฝงกลิ่นอายสังหารเด็ดขาดก็ดังขึ้นจากยอดชะง่อนหินสูง ครามนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง นิ้วเรียวงามทั้งสิบกรีดพรมนิ้วลงบนสายพิณ เพลงคลื่นสวรรค์สะบั้นมารแผ่ระลอกคลื่นเสียงสีฟ้ากระจ่างตา คลื่นเสียงนั้นพัดผ่านร่างของพวกเราทุกคน ชำระล้างความเหนื่อยล้า ฟื้นฟูลมปราณ และเติมเต็มพละกำลังในการกวัดแกว่งอาวุธอย่างน่าอัศจรรย์

[ระบบ: ได้รับผลกระทบจากบทเพลง 'คลื่นสวรรค์สะบั้นมาร' ของสหายร่วมรบ!]

[พลังโจมตีธาตุสายฟ้าเพิ่มขึ้น ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ อัตราการฟื้นฟูลมปราณเพิ่มขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์!]

"ลุยกันเลย!" ฉันถีบปลายเท้าส่งร่างพุ่งทะยานเป็นเส้นตรง สายฟ้าแท้ห่อหุ้มใบดาบจนลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีคราม ฝ่าด่านนักรบทมิฬที่ขวางทางจนร่างพวกมันระเบิดเป็นผงธุลี เป้าหมายของฉันมีเพียงหนึ่งเดียว... ศีรษะของแม่ทัพศิลาอัสนี!

"รนหาที่ตาย!" แม่ทัพศิลาอัสนีเหวี่ยงหอกสายฟ้าฟาดเฉียงลงมา อัสนีสีม่วงม้วนตัวเป็นมังกรคลั่งหมายจะกลืนกินร่างฉัน

เปรี้ยงงงง!

ดาบสายฟ้าแท้ของฉันปะทะเข้ากับด้ามหอกโบราณ คลื่นกระแทกอัดระเบิดออกไปรอบทิศทาง แผ่นหินใต้เท้าของพวกเรายุบฮวบเป็นหลุมลึก แขนของฉันชาหนึบจากแรงสะท้อนมหาศาล ปราณระดับสามขั้นสูงสุดของมันช่างดุดันและหนักหน่วง ทว่า ลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างของฉันที่ผ่านการเคี่ยวกรำดั่งเหล็กกล้าในเตาหลอมกลับไม่ยอมถอยร่นแม้แต่กระเบียดนิ้ว

ฉันหมุนตัวอาศัยแรงเหวี่ยง ตวัดดาบฟันเฉือนเข้าที่ลำคอของมัน แต่มันยกแขนเกราะขึ้นกันไว้ได้ทัน คมดาบกรีดผ่านเกราะทองดำจนเกิดประกายไฟสว่างโร่

"ปราณระดับสามของเจ้า ช่างน่าขันนัก! คิดจะสู้ข้าด้วยพลังแค่นี้รึ!" มันคำรามพร้อมกับแทงหอกรัวเป็นชุดดั่งดาวตกนับร้อยดวง

ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!

ฉันเอี้ยวตัวหลบคมหอกเฉียดฉิว คมสายฟ้าสีม่วงเฉือนชายเสื้อของฉันจนขาดวิ่น ประสาทสัมผัสของฉันตื่นตัวถึงขีดสุด หูได้ยินเสียงการไหลเวียนของกระแสลมรอบตัว ดวงตาจับจ้องจังหวะการหมุนของเสาแสงสังเวยที่กำลังสูบกินปราณฟ้าดิน

ในจังหวะนั้นเอง ฉันปลดปล่อยจิตสัมผัสเชื่อมโยงไปยังตลับศิลาข้างเอว!

[ระบบ: เปิดใช้งาน 'เข็มตรึงวิญญาณ' สามเล่มพร้อมกัน!]

[ผสานลมปราณสายฟ้าแท้เข้าสู่อาคมตรึงวิญญาณ — ตรวจพบจุดอ่อนในวงจรลมปราณของเป้าหมาย!]

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

เข็มผลึกสีเงินสามเล่มพุ่งทะลุออกจากตลับศิลา ดั่งดาวตกไร้เงา ลอยวนรอบกายฉันก่อนจะพุ่งฉีกอากาศเข้าปะทะกับหอกสายฟ้าโบราณ ลำแสงสีเงินจากเข็มเจาะทะลุผ่านม่านอัสนีบาตสีม่วง ปักตรึงเข้าที่ข้อมือ ข้อศอก และหัวไหล่ของแม่ทัพศิลาอัสนีอย่างแม่นยำ!

"อั้ก! พลังบัดซบอันใดกัน!" ร่างมหึมาของมันชะงักค้าง แขนขวาที่ถือหอกสั่นสะท้าน ลมปราณที่ไหลเวียนในอาวุธถูกสะกดจนขาดห้วงไปเสี้ยววินาที

นั่นคือเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายที่ฉันรอคอย!

ฉันสูดลมหายใจลึก รวบรวมปราณสายฟ้าแท้ทั้งหมดลงสู่ปลายดาบ ร่างกายเคลื่อนไหวประดุจสายฟ้าฟาด ฉวยจังหวะที่เสาแสงสังเวยต้นที่หนึ่งหมุนวนส่งพลัง ฉันฟันดาบสะบั้นออกไปด้วยกระบวนท่าตัดนภา!

ชิ้งงงง!

คมดาบสีครามทองกรีดผ่านอากาศ ผ่าทะลวงเข้าที่ปลายหอกสายฟ้าโบราณอย่างจัง คมสายฟ้าแตกกระจาย ปลายหอกหักสะบั้นกระเด็นลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นหินแตกกระจาย ปราณดาบที่เหลือยังพุ่งกระแทกเข้ากลางอกของแม่ทัพศิลาอัสนีจนเกราะทองดำแตกละเอียด ร่างยักษ์กระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบก้าว รอยร้าวสีทองลามเลียไปทั่วร่างหินของมัน

ฉันลดดาบลงเล็กน้อย ลมหายใจหอบเหนื่อย ปราณในร่างปั่นป่วนแต่ยังคงความมั่นคงดั่งขุนเขา

ทว่า... ร่างที่ทรุดอยู่บนพื้นกลับไม่ได้แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เปลวไฟในเบ้าตาสั่นระริก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่งจนน่าขนลุก

"ฮ่าๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆ! คิดว่าเจ้าชนะแล้วรึ เจ้าเด็กโง่เขลา!" มันพ่นควันดำออกจากปาก "ข้าเป็นเพียงแค่ตัวถ่วงเวลาเท่านั้น... ดูบนยอดแท่นสังเวยสิ!"

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของฉันหล่นวูบ

"หึหึหึ... ช่างเป็นการต่อสู้ที่เปล่าประโยชน์สิ้นดี"

น้ำเสียงเย็นยะเยียบเสียดแทงกระดูกดังก้องสะท้อนลงมาจากยอดแท่นสังเวยหมื่นดารา เสียงนั้นไม่ได้ดังผ่านอากาศ แต่ดังก้องสะท้อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปทั่วกระดูกสันหลังของฉันในทันที

ฉันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตระหนก บนยอดสูงสุดของแท่นสังเวย ปรากฏร่างในชุดคลุมยาวสีดำทมิฬยืนตระหง่าน ชายเสื้อโบกสะบัดใต้ท้องฟ้าสีเลือด ดวงตาคู่หนึ่งที่ทอดมองลงมาเปล่งประกายสีม่วงเข้มล้ำลึกดั่งห้วงเหวลึกไร้ก้นบึ้ง กลิ่นอายกดข่มของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าแม่ทัพศิลาอัสนีหลายเท่าตัวนัก... ผู้อยู่เบื้องหลังคนที่สอง!

[ระบบ: ตรวจพบตัวตนระดับภัยพิบัติ!]

[เสาสังเวยวิญญาณต้นที่หนึ่ง บรรจุพลังงานความตายเสร็จสิ้นสมบูรณ์!]

[คำเตือน: วงเวทย์สังเวยล็อกเป้าหมายวิญญาณบริสุทธิ์สูงสุดในพื้นที่!