คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...
ษทรายสีเงินยวบยาบใต้ฝ่าเท้าของฉันขณะที่แผ่นดินเบื้องหน้าปริแยกออกเป็นรอยกว้าง เสียงครืนครั่นกึกก้องสะท้านเลื่อนลั่นประหนึ่งเสียงถอนหายใจของอสุรกายโบราณที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพมานับหมื่นปี ท่ามกลางม่านฝุ่นทรายสีเงินระยิบระยับที่ม้วนตัวขึ้นสู่ท้องนภา เสาหินขนาดยักษ์นับร้อยต้นค่อยๆ ผุดโผล่ขึ้นมาจากใต้ผืนทราย ทะยานสูงเสียดฟ้าอย่างสง่างามและน่าพรั่นพรึง
สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดค้างไม่ใช่ขนาดอันมหึมาของมัน หากแต่เป็นลวดลายที่สลักลึกอยู่บนพื้นผิวเสาศิลากลุ่มนั้น
ทุกต้น ทุกเหลี่ยมมุม ล้วนเต็มไปด้วยภาพสลักรูป 'ดวงเนตรสวรรค์' ดวงตานับหมื่นคู่ที่มีขนาดลดหลั่นกันไป ลึกซึ้ง คมกริบ และชวนขนลุกราวกับว่าพวกมันไม่ได้ถูกแกะสลักด้วยสิ่ว แต่เป็นดวงตาของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ในเนื้อหิน และทุกสายตากำลังจับจ้องตรงมายังพวกเราทั้งเจ็ดคนในจังหวะเดียวกัน กลิ่นอายโบราณกาลที่เย็นเยียบและสาบสางของอารยธรรมที่สาบสูญทะลักล้นออกมาจากปากทางเข้า เคล้าคลอไปกับความเงียบงันที่บีบคั้นประสาทจนหัวใจแทบหยุดเต้น
*[ระบบ: ตรวจพบการเข้าสู่ซากโบราณสถาน 'วิหารหมื่นดวงเนตร'!]*
*[ระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังสะกดจิตระดับบรรพกาลกระจายตัวหนาแน่น! แนะนำ: รวมสมาธิและระวังภาพลวงตาจากภาพสลักดวงเนตร!]*
เสียงเตือนของระบบดังก้องขึ้นในหัวช่วยกระชากสติของฉันให้กลับคืนมา พลังลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างของฉันพลันหมุนวนอย่างมั่นคง รากฐานดั่งศิลาแช่น้ำลึกที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างยาวนานแผ่ขยายออกไปสะกดกลั้นความพรั่นพรึงในอก ฉันสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองเพื่อนร่วมทางทุกคน
"อย่าสบตากับภาพสลักพวกนั้นตรงๆ คุมสติไว้!" ฉันตะโกนสั่งพลางผายมือส่งสัญญาณ "พายุทรายละอองดาวกำลังจะกลืนกินทุกอย่าง เข้าไปข้างในโถงวิหารเดี๋ยวนี้!"
พายุทรายภายนอกเริ่มคำรามก้อง ละอองดาวที่แฝงมากับลมคมกริบประดุจใบมีดตัดผ่านชั้นบรรยากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ฉันรีบก้าวนำทุกคนข้ามธรณีประตูหินศิลาบานยักษ์เข้าสู่โถงกลางของวิหารทันท่วงที บานประตูหินหนาหนักด้านหลังส่งเสียงครืนเบาๆ คล้ายตัดขาดพวกเราออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ความอบอ้าวของผืนทรายมลายหายไปในชั่วพริบตา แทนที่ด้วยไอเย็นยะเยือกที่แทรกซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่กระดูก แสงสว่างสีฟ้าหม่นเรืองรองลงมาจากเพดานโถงวิหารที่สูงลิบลิ่ว ด้านบนนั้นไม่ได้เป็นเพียงหินธรรมดา แต่ฝังด้วยผลึกดวงดาวโบราณที่เรียงร้อยกันเป็นลวดลายแผนที่จักรวาลอันไพศาล ส่องประกายวิบวับสลัวรางสะท้อนกับพื้นหินขัดมันที่เย็นเฉียบ
"ปลอดภัยชั่วคราวแล้ว..." ชั้นสี่ทอดถอนใจยาวพลางวางโล่ยักษ์ลงบนพื้น เสียงโลหะกระทบหินดังกังวาน โซ่ตรึงวิญญาณเส้นหนาที่พันรอบแขนของเขาครูดไปกับพื้นส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงนั่งพิงโล่อย่างเหนื่อยล้า บาดแผลจากกรงเล็บของอสูรเกราะดาวก่อนหน้านี้ยังคงมีเลือดซึมออกมาเป็นทาง
อันรีบขยับกายเข้ามาทันที นิ้วเรียวของเธอปลดตลับยาที่เอวออกอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรโบราณอบอวลขึ้นมาตัดกับกลิ่นอายสาบเย็นของวิหาร "อยู่นิ่งๆ ก่อนชั้นสี่ พิษละอองดาวจากอสูรเกราะดาวกำลังจะแทรกซึมเข้าสู่ชีพจร"
อันประกบฝ่ามือลงบนบาดแผลของชั้นสี่ พลันบังเกิดแสงรักษาละมุนตาสีเขียวอ่อนไหลรินชะโลมปากแผล เลือดที่เคยไหลซึมเริ่มหยุดนิ่งและเนื้อเยื่อเริ่มสมานตัวอย่างน่าอัศจรรย์ จินยีที่ยืนอยู่ข้างๆ คอยส่งเทียบยาผงและน้ำทิพย์ผสานพลังปราณคอยสนับสนุนอีกแรง ทำให้สีหน้าซีดเผือดของชั้นสี่เริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมา
ขณะเดียวกัน โขมสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หมอกมายาสีเทาจางพลันแผ่กระจายออกจากปลายเท้าของเขา ลอยเลียบไปตามซอกมุมของโถงวิหารเพื่อตรวจจับกับดักและสิ่งผิดปกติ ส่วนมินดึงคันธนูยาวขึ้นมาพาดไว้ที่ลำตัว ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายแสงสีครามคมกล้า เนตรพิกัดของเธอจับจ้องไปยังรอยทางเดินโบราณที่ทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด
"ทางข้างหน้าไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในรอบร้อยปี" มินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตายังคงระแวดระวัง "แต่โครงสร้างของพื้นที่นี้แปลกประหลาดมาก เส้นทางเดินถูกออกแบบมาให้เหมือนค่ายกลแปดทิศที่บิดเบี้ยว ราวกับจงใจนำทางผู้บุกรุกไปสู่จุดสังหาร"
"และที่น่ากลัวกว่านั้นคือภาพพวกนี้..." เสียงหวานนุ่มทว่าแฝงความตึงเครียดของครามดังขึ้น เธอไม่ได้นั่งพัก แต่กลับเดินตรงไปยังผนังหินศิลาฝั่งทิศตะวันออก นิ้วเรียวงามประดุจลำเทียนของเธอลูบไล้ไปตามร่องรอยแกะสลักที่เลือนราง
ฉันก้าวเดินเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ ครามถือพิณกู่ฉินแนบกาย กลิ่นหอมกรุ่นเฉพาะตัวของเธอช่วยบรรเทาความตึงเครียดในหัวใจของฉันลงได้บ้าง สายตาของฉันทอดมองตามปลายนิ้วของเธอที่ชี้ไปยังภาพสลักโบราณชุดหนึ่ง
ภาพสลักนั้นบอกเล่าเรื่องราวของยุคบรรพกาล บนภาพมีผู้คนนับหมื่นกำลังคุกเข่ากราบไหว้แท่นหินขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่กลางหาว เหนือแท่นหินนั้นมีลำแสงดวงดาวสาดส่องลงมาจากสรวงสวรรค์ อาบชะโลมผืนแผ่นดินให้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และพลังปราณบริสุทธิ์
"แท่นสังเวยหมื่นดารา..." ครามเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของเธอสั่นไหวเล็กน้อย "แต่เดิมทีมันไม่ใช่สถานที่แห่งความตายหรือการเข่นฆ่า บันทึกอักษรโบราณบนนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า มันคือ 'แท่นรับพรแห่งดวงดาว' ที่สร้างขึ้นเพื่อรับพลังบริสุทธิ์จากห้วงดาราจักรเบื้องบนเพื่อหล่อเลี้ยงทวีป"
ฉันขมวดคิ้วแน่น กวาดตามองไปยังภาพสลักส่วนถัดไป ลายเส้นบนหินเริ่มเปลี่ยนจากความอ่อนช้อยเป็นบิดเบี้ยวและรุนแรง ร่างของบุคคลลึกลับในเงามืดตนหนึ่งปรากฏขึ้นในภาพสลัก มือของมันกำลังจารึกอักขระต้องห้ามทับลงไปบนค่ายกลดั้งเดิม รัศมีดวงดาวแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีดำที่ดูดกลืนร่างของผู้คนรอบข้างจนเหลือเพียงโครงกระดูก
"ค่ายกลกลืนวิญญาณ..." ฉันพึมพำออกมาด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง "มีใครบางคนดัดแปลงมัน ผู้อยู่เบื้องหลังใช้โครงสร้างของแท่นรับพรโบราณ เปลี่ยนแกนกลางของมันให้กลายเป็นหลุมดำแห่งความตาย เพื่อสูบกลืนปราณชีวิตและวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วทั้งทวีป... ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตต้องห้ามที่ถูกผนึกไว้!"
*[ระบบ: ปลดล็อกข้อมูลโบราณสถานสำเร็จ!]*
*[ระบบ: ตรวจพบความสอดคล้องระหว่างอักขระผนึกและวัตถุในครอบครอง!]*
คำเตือนของระบบกระตุ้นให้นึกถึงสิ่งของชิ้นสำคัญ ฉันล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงเอา 'ตลับศิลา' สี่เหลี่ยมสีดำขลับที่สลักลวดลายเมฆาโบราณออกมา ฝาตลับเปิดออกเผยให้เห็น 'เข็มตรึงวิญญาณ' ทั้งสามเล่มที่วางสงบนิ่งอยู่ภายใน ตัวเข็มสีเงินประกายทองส่งคลื่นพลังบางเบาทว่าเฉียบขาดออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่เข็มทั้งสามเล่มสัมผัสกับไอวิญญาณภายในโถง ตัวเข็มพลันสั่นสะเทือนเบาๆ เกิดเสียงหึ่งๆ ประดุจเสียงกระซิบของสายลม ละอองแสงสีทองสามสายพวยพุ่งออกจากปลายเข็ม พุ่งตรงเข้ากระทบกับภาพสลักดวงเนตรบนผนังหินอย่างแม่นยำ!
ครืนนนนน!
ผนังหินตรงจุดที่แสงกระทบพลันโปร่งแสงขึ้น เผยให้เห็นกลไกเฟืองศิลาและเส้นชีพจรพลังงานสีทองที่ซ่อนอยู่หลังกำแพง มันคือแผนที่เส้นทางลับที่ตัดผ่านค่ายกลสังหารทั้งหมด มุ่งตรงดิ่งสู่ใจกลางของแท่นสังเวยหมื่นดาราโดยตรง!
"นี่มัน... เส้นทางลัดงั้นหรือ!" ลิลี่ที่ยืนถือกระบี่วิญญาณคอยระวังหลังอุทานออกมา แววตาของเธอเป็นประกายด้วยความหวัง
แต่ความหวังนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตาเดียว
วูบ!
จู่ๆ แสงสีฟ้าหม่นบนเพดานก็ดับวูบลง บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดสนิท ก่อนที่เสาหินนับร้อยต้นจะเริ่มส่องประกายแสงสีม่วงเข้มอันชั่วร้ายออกมา ภาพสลักดวงเนตรนับหมื่นคู่บนเสาหินเบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน แสงสีม่วงอาบชะโลมห้องโถงกว้างจนกลายเป็นสีเลือดหมูอันน่าสะพรึงกลัว!
"อึก... เสียงอะไรน่ะ!" ชั้นสี่ร้องครางออกมาพลางยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างใหญ่โตของเขาเซถลาจนเกือบชนเข้ากับเสาหิน
เสียงกระซิบแหบพร่าดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่ผ่านเข้ามาทางหู แต่เป็นคลื่นพลังสะกดจิตที่แทรกซึมเข้าสู่ห้วงวิญญาณโดยตรง เสียงกรีดร้อง เสียงก่นด่า และภาพมายาแห่งความตายเริ่มผุดขึ้นมาหลอกหลอน ลิลี่กำด้ามกระบี่วิญญาณแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเธอเริ่มเหม่อลอยและแดงก่ำ กระบี่ในมือเริ่มสั่นระริกราวกับมองเห็นศัตรูคู่อาฆาตในอดีตยืนอยู่ตรงหน้า
"ถอยไป... อย่าเข้ามานะ!" ลิลี่ตวาดก้อง พลางเงื้อกระบี่วิญญาณฟันใส่ความว่างเปล่า ปราณกระบี่เฉือนอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวอย่างบ้าคลั่ง
"ทุกคนตั้งสติไว้! มันคือภาพลวงตา!" ฉันตะโกนสุดเสียง ทว่าเสียงสะท้อนของดวงเนตรหมื่นดวงกลับบดขยี้เสียงของฉันจนแทบไม่ได้ยิน
*[ระบบ: คำเตือนระดับวิกฤต! สมาชิกในกลุ่มตกอยู่ใต้สภาวะ 'จิตหลอนหมื่นเนตร'! พลังจิตต้านทานกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว!]*
สถานการณ์คับขันถึงขีดสุด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราคงได้เข่นฆ่ากันเองจนตายตกไปในวิหารแห่งนี้เป็นแน่!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ฉันระเบิดพลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ออกมาจนถึงขีดสุด รากฐานอันมั่นคงดั่งขุนเขาที่หยั่งรากลึกลงสู่ก้นมหาสมุทรปลดปล่อยคลื่นพลังมหาศาลออกมาต้านทานแรงสะกดจิต ฉันชักดาบสายฟ้าข้างเอวออกมาในพริบตา ประกายอัสนีบาตสีม่วงปนทองแล่นพล่านไปตามใบดาบอย่างบ้าคลั่ง
"จงแหลกสลายไปซะ!"
ฉันทุ่มพลังทั้งหมดฟาดดาบสายฟ้าลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าอย่างรุนแรง!
เปรี้ยงงงงงงงงงงง!
เสียงอัสนีบาตฟาดผ่าดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งโถงวิหาร คลื่นกระแทกแห่งสายฟ้าแท้ระเบิดออกเป็นวงกว้าง ประกายสายฟ้าสีทองนับร้อยสายแล่นพล่านไปตามรอยต่อของพื้นหิน พุ่งเข้าปะทะกับโคนเสาหินทุกต้นที่สลักภาพดวงเนตร แสงอัสนีอันบริสุทธิ์และทรงพลังช่วยฉีกกระชากม่านหมอกสะกดจิตสีม่วงให้ขาดสะบั้นลงชั่วขณะ!
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงสายพิณอันไพเราะก้องกังวานก็ดังขึ้นสอดประสาน
ติ้ง—! ต่อง—!
ครามนั่งคุกเข่าลงกับพื้น นิ้วทั้งสิบกรีดกรายลงบนสายกู่ฉินอย่างรวดเร็วและทรงพลัง ปลดปล่อยบทเพลง 'ท่วงทำนองชำระล้างจิต' คลื่นเสียงเพลงคลื่นอันสงบเยือกเย็นประดุจสายน้ำบริสุทธิ์จากยอดเขาน้ำแข็งไหลรินเข้าโอบอุ้มทุกคน คลื่นเสียงของกู่ฉินประสานเข้ากับแสงประกายสายฟ้าของฉันอย่างสมบูรณ์แบบ ก!