📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 133 จาก 135

ตอนที่ 133: อสูรพิทักษ์ศิลาโบราณ — บททดสอบแรกแห่งดินแดนเทพ

คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...

ม!

ผืนทรายสีเงินยวบยาบใต้ฝ่าเท้าของพวกเราพลันระเบิดออกเป็นละอองดาวพร่างพราวเสียดแทงสายตา คลื่นกระแทกมหาศาลผลักมวลอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู จากหลุมยุบเบื้องหน้า ร่างมหึมาทมิฬทะมึนสูงสง่าเกินกว่าห้าจั้งพุ่งทะยานแหวกม่านฝุ่นทรายขึ้นสู่นภากาศ ประกายแสงสีเงินยวงสะท้อนผิวผลึกหินดวงดาวสีดำขลับที่เรียงซ้อนกันเป็นเกราะหนารอบกาย เงาของหนามแหลมคมนับร้อยเล่มทอดยาวบดบังผืนฟ้า ดวงเนตรสีแดงฉานดั่งโลหิตคู่นั้นกวาดมองลงมา แผ่กลิ่นอายสังหารดุดันบ้าคลั่งจนไอพิสุทธิ์รอบด้านสั่นสะเทือน

ความกดดันอันหนักหน่วงระดับสามขั้นสูงสุดแผ่ซ่านเข้ามาบดขยี้ลมหายใจฉันทันที

[ระบบ: แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสีส้ม! ตรวจพบอสูรพิทักษ์ธรณีประตู 'อสูรเกราะดาวโบราณ'! ระดับพลัง: ขั้นสามสูงสุด! ความสามารถพิเศษ: 'เกราะสะท้อนพลังธาตุ 80%'! จุดอ่อน: แกนผลึกดาวบริเวณใต้แผ่นเกราะคอ!]

ตัวอักษรสีส้มเรืองรองวาบขึ้นในลานสายตา ข้อมูลที่ระบบป้อนเข้ามาทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ เกราะสะท้อนพลังธาตุแปดส่วนหมายความว่าวิชากำลังภายในหรือเพลิงปราณสายฟ้าทั่วไปแทบไร้ผล หากโจมตีส่งเดชคลื่นพลังสะท้อนกลับย่อมย้อนมาสังหารตัวพวกเราเอง

"ระวังตัว ทุกคนเข้ากระบวนรบ!" ฉันตวาดก้องพร้อมกับขยับสองเท้าปักแน่นบนทราย พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในร่างหมุนวนอย่างเยือกเย็น รากฐานพลังที่แน่นหนาดั่งศิลาแช่น้ำลึกส่งผ่านแรงพยุงอันมั่นคงไปทั่วกระดูกสันหลัง

กรรรจ์!

อสูรเกราะดาวโบราณฟาดหางมหึมาที่เต็มไปด้วยหนามศิลาแหลมคมลงมากลางวง ปลายหางแหวกลมจนเกิดเสียงหวีดแหลมประหนึ่งอัสนีบาตฟาดฟัน ชั้นสี่คำรามลั่น สองมือกระชากโซ่เหล็กกล้าตรึงร่างให้หลุดพ้นจากระยะขย้ำของกรงเล็บหน้าเบื้องบน ก่อนจะกระโดดเหยียบผืนทรายแล้วยกโล่ยักษ์สีนิลกระแทกรับแรงฟาดจากหางอสูรเต็มเหนี่ยว

เปรี้ยง!

ประกายไฟสีส้มสว่างวาบราวกับฟ้าผ่า คลื่นปะทะกระแทกร่างกำยำของชั้นสี่จนไถลครูดไปบนผืนทรายสีเงินไกลกว่าสิบวา รอยเท้าลากเป็นทางลึก โล่ยักษ์สะท้านสะเทือนจนข้อมือหนาของเขาเริ่มปริแตก มีเลือดซึมออกมาตามซอกนิ้ว

"บัดซบ! หนังมันหนาเหมือนภูผาเหล็กเลยลูกพี่!" ชั้นสี่กัดฟันสบถพลางปักปลายโล่ลงดิน ยึดจุดยืนไม่ยอมถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว

เสี้ยววินาทีนั้น ร่างเพรียวบางของลิลี่ดีดสะท้อนอากาศดุจผีเสื้อกลางพายุ คมกระบี่วิญญาณในมือเธอเปล่งแสงสีฟ้าครามเย็นเยียบ ตวัดฟาดฟันเข้าใส่ข้อต่อขาหลังของอสูรยักษ์สามดาบติดต่อกันด้วยความเร็วระดับมองไม่ทันด้วยตาเปล่า ทว่าเมื่อคมกระบี่กระทบผิวหินดาว เสียงเสียดสีแสบแก้วหูดังสะท้าน ประกายไฟแตกกระจายโดยที่เกราะหินแทบไม่ปรากฏแม้แต่รอยขีดข่วน คลื่นสะท้อนกลับกระแทกจนกระบี่วิญญาณสะบัดดีด ลิลี่ต้องตีลังกากลางอากาศถอยร่นออกมาอย่างรวดเร็ว

"ฟันไม่เข้าเลยค่ะท่านพี่ เกราะมันหนาเกินไปแถมยังสะท้อนแรงกระแทกกลับมาด้วย!" ลิลี่ตะโกนบอก สีหน้าของเธอเคร่งเครียด คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น

อสูรเกราะดาวไม่ปล่อยให้พวกเราได้หายใจ มันหันหัวมหึมากลับมา กรงเล็บหน้าเงื้อขึ้นพร้อมจะเหยียบขยี้ลิลี่ให้แหลกคาทราย

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

ลูกศรพลังปราณสองดอกพุ่งแหวกลมด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าแลบ มินยืนนิ่งอยู่บนเนินทรายห่างออกไป เนตรพิกัดของเธอเปล่งประกายสีเขียวมรกต ล็อกเป้าหมายอย่างแม่นยำ ศรทั้งสองพุ่งเข้าใส่ดวงตาสีเลือดของอสูรเกราะดาวโบราณอย่างจัง บีบให้มันต้องสะบัดหัวหลบหลีก แรงระเบิดของศรปราณทำให้มันเสียจังหวะไปชั่วขณะ อันซึ่งยืนประกบอยู่ด้านหลังมินสะบัดมือร่ายโอสถละอองคราม เปล่งแสงรักษาปกคลุมร่างของชั้นสี่จากระยะไกล บรรเทาอาการบาดเจ็บที่ข้อมือได้ทันท่วงที

พร้อมกันนั้น โขมก็ก้าวออกมาข้างหน้า ร่ายฝ่ามือปลดปล่อยหมอกมายาสีเทาหม่นแผ่ขยายออกไปบดบังทัศนวิสัยของอสูรยักษ์ ไอหมอกหนาทึบพันธนาการประสาทสัมผัสของมันจนมันเริ่มเหวี่ยงกรงเล็บสะเปะสะปะด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน

ฉันจับดาบในมือแน่น สายตากวาดมองทุกท่วงท่าของศัตรูอย่างละเอียดลออภายใต้ความสงบนิ่งที่ฝึกฝนมาเนิ่นนาน ในจังหวะที่มันอ้าปากคำรามเพื่อขับไล่หมอกมายา แผ่นเกราะหนาทึบบริเวณใต้ลำคอของมันพลันเลื่อนเปิดออกชั่วพริบตา เผยให้เห็นแกนผลึกดาวสีม่วงครามที่เปล่งแสงวูบวาบอยู่ภายใน แรงสั่นสะเทือนของพลังวิญญาณไหลเวียนอยู่ที่ตรงนั้น

นั่นคือหัวใจของมัน!

[ระบบ: ยืนยันเป้าหมายจุดอ่อน! แกนผลึกดาวเปิดออกเพียง 1.5 วินาทีในระหว่างคำราม! อัตราการสะท้อนพลังธาตุ ณ จุดนั้นลดลงเหลือ 0%!]

"คราม!" ฉันส่งสัญญาณจิตข้ามผ่านอากาศอย่างฉับพลัน "บรรเลงเพลงสะกดแกนผลึกที!"

ร่างระหงของครามนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหินลอยเด่นอย่างสง่างาม ใบหน้างามหมดจดไร้ความตื่นตระหนก ปลายนิ้วเรียวขาวผ่องกรีดลงบนสายกู่ฉินโบราณอย่างทรงพลัง เพลง 'คลื่นสั่นพ้องสะกดมาร' ระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นเสียงใสกระจ่างแต่แฝงแรงสะกดอันมหาศาล คลื่นเสียงม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพลังโปร่งแสงพุ่งทะลวงหมอกมายา ตรงเข้ากระแทกใส่ลำคอของอสูรเกราะดาวโบราณอย่างจัง

กิ๊ง—!

คลื่นความถี่สูงสั่นพ้องเข้ากับแกนผลึกดาวสีม่วงครามอย่างแม่นยำ ร่างมหึมาของอสูรเกราะดาวพลันชะงักงัน กล้ามเนื้อใต้ลำคอของมันกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนจนแผ่นเกราะคอเปิดอ้ากว้างออก ไม่อาจหุบลงได้ตามสัญชาตญาณ

โอกาสมีเพียงเสี้ยวพริบตาเดียว!

ฉันไม่อาจปล่อยให้เวลาทองนี้หลุดลอยไป สองเท้าถีบพื้นทรายสีเงินจนยุบเป็นหลุมกว้าง ร่างทะยานขึ้นสู่นภากาศดั่งลูกธนูหลุดจากแล่ง พลังปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่อัดแน่นจนเปี่ยมล้นระเบิดพลุ่งพล่านออกมาทั่วร่าง ทว่าฉันกดมันไว้ไม่ให้รั่วไหล ควบแน่นเป็นกระแสพลังบริสุทธิ์เกาะกุมรอบกาย

มือซ้ายของฉันล้วงหยิบตลับศิลาโบราณออกมาจากอกเสื้อ ฝาตลับเปิดออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏแสงสีทองเรืองรองของเข็มตรึงวิญญาณสามเล่มที่วางสงบนิ่งอยู่ภายใน ฉันชักนำเข็มเล่มที่หนึ่งออกมาด้วยพลังจิต สลักเสลาพลังปราณสายฟ้าสีทองอร่ามเข้ากับตัวเข็ม ก่อนจะส่งมันหลอมรวมเข้าสู่ปลายดาบเหล็กกล้าในมือขวาจนเปล่งประกายแสงสีม่วงทองเจิดจ้าเสียดฟ้า

[ระบบ: ทำการผสาน 'เข็มตรึงวิญญาณ' เข้ากับปราณสายฟ้าสำเร็จ! พลังทะลวงทำลายล้างเพิ่มขึ้น 300%! ผลลัพธ์: ตรึงสภาวะวิญญาณเป้าหมาย!]

"จงแหลกสลายไปซะ!"

ฉันทิ้งตัวดิ่งลงมาจากเวหาประหนึ่งดาวตกเพลิงสีม่วงทอง คมดาบที่อัดแน่นด้วยเข็มตรึงวิญญาณและปราณสายฟ้าพุ่งเสียบทะลวงเข้าสู่แกนผลึกดาวสีม่วงครามใต้ลำคอของอสูรเกราะดาวโบราณอย่างแม่นยำไร้ที่ติ

ฉึก—!

เสียงแทงทะลวงดังสะท้อนก้อง คมดาบจมมิดด้ามเข้าไปในผลึกแกนกลาง อสูรเกราะดาวเบิกตากว้าง คลื่นพลังสายฟ้าสีทองและม่วงระเบิดออกอย่างบ้าคลั่งจากภายในแกนผลึก รอยร้าวสีทองแผ่ขยายออกไปตามผิวเกราะหินดาวทั่วทั้งร่างของมัน เสียงแตกเปรี๊ยะดังระงมราวกับภูผากำลังถล่มทลาย

เปรี๊ยะ— บึ้ม!

แกนผลึกดาวแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยวละอองแสง อสูรเกราะดาวโบราณส่งเสียงคำรามโหยหวนสะท้านแผ่นดินเป็นครั้งสุดท้าย ร่างยักษ์ห้าจั้งล้มตึงฟาดลงบนผืนทรายจนฝุ่นคลุ้งตลบ ก่อนที่ซากศพศิลาอันแข็งแกร่งจะค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีเงินยวบยาบ ซึมลึกลงสู่ใต้พิภพอย่างรวดเร็วจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก

ฉันร่อนตัวลงแตะพื้นทรายอย่างแผ่วเบา สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสมดุลปราณสายฟ้าในอก เก็บตลับศิลาที่เหลือเข็มตรึงวิญญาณอีกสองเล่มกลับเข้าสู่สาบเสื้ออย่างมิดชิด

"สำเร็จแล้ว..." ลิลี่ถอนหายใจยาวพลางเก็บกระบี่วิญญาณเข้าฝัก ครามลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามายืนเคียงข้างฉัน สายตาของเธอทอดมองผืนทรายด้วยความระแวดระวัง

ทว่าความเงียบสงบกลับดำรงอยู่ได้ไม่ถึงอึดใจ

ครืนนนนน!

ผืนทรายสีเงินที่เพิ่งดูดกลืนของเหลวจากร่างอสูรพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม คลื่นความถี่ประหลาดดังกึกก้องมาจากใต้พิภพ ราวกับว่าการสิ้นชีพของอสูรพิทักษ์ตนนี้มิใช่ชัยชนะ แต่คือการปลดสลักค่ายกลโบราณที่หลับใหลมานับหมื่นปี!

พื้นทรายรอบทิศแตกระแหงแยกออกจากกันเป็นหลุมลึกยาวนับร้อยวา ควันกรุ่นสีม่วงเข้มพวยพุ่งขึ้นมาตามรอยแยก และท่ามกลางพายุทรายที่บ้าคลั่ง ซากปรักหักพังของสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาดั่งขุนเขาค่อยๆ ผุดทะยานขึ้นมาจากใต้ทะเลทรายเบื้องหน้าพวกเรา

มันคือยอดหอคอยศิลาสีดำทมิฬของ 'วิหารหมื่นดวงเนตร' ลวดลายสลักโบราณบนผนังหินเต็มไปด้วยรูปดวงตานับพันนับหมื่นดวงที่เรียงรายสลับซับซ้อน

และในพริบตานั้นเอง เปลือกตาหินที่ปิดสนิทบนผนังวิหารนับพันดวง... ก็พลันเปิดโพลงขึ้นพร้อมกัน เปล่งแสงสีชาดสาดส่องลงมาจับจ้องที่พวกเราทีละดวง!

สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังดวงเนตรเหล่านั้นคือสิ่งใดกันแน่?!