คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา...
ับอันวิปริตโถมกระแทกลงบนแผ่นหลังของฉันในเสี้ยววินาทีที่ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงสู่ผืนทรายสีเงินยวบยาบ
มันไม่ใช่เพียงน้ำหนักทางกายภาพ ทว่าคือแรงบีบอัดมหาศาลจากมวลอากาศที่เข้มข้นจนแทบกลายเป็นของเหลว ลมหายใจของฉันสะดุดกึก อกสะท้านราวกับถูกท่อนซุงขนาดพันชั่งพุ่งชนอย่างจัง ความรู้สึกอึดอัดเสียดแทงแล่นริ้วไปตามโครงกระดูกจนได้ยินเสียงข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ ผืนทะเลทรายเบื้องหน้าเหยียดยาวสุดสายตาจนจรดเส้นขอบฟ้าสีม่วงคล้ำ ทว่าเม็ดทรายใต้ฝ่าเท้าหาใช่ทรายธรรมดา หากแต่เป็นสะเก็ดดวงดาวโบราณที่แหลกละเอียด เปล่งประกายระยิบระยับล้อเลียนความตาย ละอองดาวพวกนั้นแผ่คลื่นรังสีความร้อนระอุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไอร้อนบิดเบือนทัศนียภาพจนสั่นระริก ปราณเทพโบราณที่ตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศกดข่มพลังวัตรในร่างจนเดือดพล่านพลอยทำให้การไหลเวียนของโลหิตติดขัด
[ระบบ: ตรวจพบสภาวะวิกฤต! ร่างกายได้รับผลกระทบจาก 'ปราณเทพโบราณกดทับ' ความเร็วการเคลื่อนที่ลดลง 50% อัตราการสูญเสียน้ำในกายเพิ่มขึ้น 5 เท่า เปิดใช้งาน 'การไหลเวียนปราณต้านแรงดึงดูด' อัตโนมัติ!]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังก้องขึ้นในหัวช่วยกระตุกสติฉันให้ตื่นตัว
"อึก... หนักเป็นบ้า!"
เสียงสบถทุ้มต่ำหลุดออกมาจากลำคอของชั้นสี่ ร่างกำยำสูงใหญ่ของเขาเซถลา หัวเข่าขวากระแทกลงบนทรายสีเงินจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย โล่ยักษ์สีนิลกาฬในมือที่เคยถือได้อย่างมั่นคงบัดนี้ทวีน้ำหนักขึ้นนับสิบเท่า ปลายโล่จมลึกกรีดผืนทรายลงไปเกือบครึ่งศอก โซ่ตรึงวิญญาณเส้นหนาที่พันรอบแขนส่งเสียงครืดคราดยามที่กล้ามเนื้อแขนของเขาปูดโปนเพื่อพยุงน้ำหนัก
ข้างกันนั้น ครามสะบัดชายแขนเสื้อสีครามอย่างรวดเร็ว เธอคุกเข่าประคองกู่ฉินลายคลื่นน้ำลงบนตัก นิ้วเรียวงามรีบกรีดแตะลงบนสายไหมฟ้าเพื่อคลี่คลายแรงกดดัน ทว่าอากาศที่หนาทึบและหนักอึ้งกลับต้านทานแรงสั่นสะเทือน เสียงกู่ฉินกังวานแปร่งปร่ากลายเป็นเสียงหวีดแหลมสะบั้นหู เส้นเสียงคลื่นน้ำแตกกระจายเป็นฟองอากาศเปล่าดาย ใบหน้าหวานของเธอซีดเผือด ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความตึงเครียด
หากปล่อยไว้เช่นนี้ เส้นลมปราณของทุกคนต้องถูกบดขยี้จนแตกสลายตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มก้าวเดินแน่!
ฉันไม่รอช้า สูดลมหายใจลึกดึงพลังจากจุดตันเถียน พลังปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างเอกอุถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดสุด รากฐานของฉันหนักแน่นและสงบนิ่งดั่งศิลาพันปีที่จมลึกอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร แม้ปราณภายนอกจะพยายามบีบคั้นกดดันเพียงใด ก็ไม่อาจสั่นคลอนความมั่นคงในกายฉันได้แม้เพียงกระผีกริ้น ประกายอัสนีสีครามแกมทองแตกแขนงพวยพุ่งออกจากรูขุมขน เลื้อยวนรอบกายประดุจอสรพิษเพลิงก่อนจะแผ่ขยายออกไปเป็นวงกลมรัศมีสามจั้ง
"ทุกคน เข้ามาในเขตอาคมสายฟ้าของฉัน!" ฉันตะโกนสั่งพลางกางแขนออก
ม่านพลังอัสนีหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น ทำหน้าที่ดั่งเกราะกั้นแยกแรงกดดันของปราณเทพโบราณออกไป ประกายไฟฟ้าวิ่งเปรี๊ยะๆ ฉีกกระชากคลื่นรังสีความร้อนที่ถาโถมเข้ามา ส่งผลให้แรงโน้มถ่วงรอบตัวเพื่อนร่วมทีมลดทอนลงไปกว่าสามส่วน ชั้นสี่สูดหายใจเข้าปอดได้เฮือกใหญ่ เขารีบยันกายลุกขึ้นยืนพลางกระชากโล่ยักษ์ขึ้นมาตั้งการ์ด
"ดื่มนี่เร็วเข้า!"
อันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย มืออันคล่องแคล่วของเธอสะบัดขวดหยกสีเขียวมรกตออกมาหลายสิบขวด 'โอสถน้ำค้างศิลา' ถูกแจกจ่ายส่งตรงถึงมือทุกคนอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของสมุนไพรวิเศษแทรกซึมผ่านไอความร้อนระอุ ทันทีที่ฉันกระดกหยดโอสถลงคอ รสชาติเย็นเยียบดุจน้ำแข็งละลายก็แผ่ซ่าน ชำระล้างลำคอที่แห้งผากและแทรกซึมเข้าหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่กำลังหดเกร็ง ป้องกันการเหือดแห้งจากพิษละอองดาวได้อย่างเฉียบพลัน
ลิลี่ใช้กระบี่วิญญาณเล่มเพรียวยาวปักลงบนผืนทรายเพื่อค้ำพยุงร่างกาย ลมปราณกระบี่แหลมคมหมุนวนรอบตัวช่วยสะบั้นคลื่นความร้อนที่เล็ดลอดเข้ามา ขณะที่โขมสะบัดพัดในมืออย่างเงียบงัน ละอองหมอกมายาสีเทาหม่นแผ่คลุมเหนือศีรษะของพวกเรา กลั่นตัวเป็นร่มเงาผืนใหญ่ช่วยบดบังแสงแดดสีม่วงเข้มอันแผดเผา ทัศนียภาพรอบด้านจึงเริ่มกลับมามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
"มิน หาทางไปต่อได้ไหม?" ฉันหันไปถามพลางเพ่งสมาธิคุมเขตอาคมสายฟ้า
หญิงสาวผู้ถือคันธนูไม่ตอบเป็นคำพูด ทว่าดวงตาทั้งสองข้างของเธอเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า 'เนตรพิกัด' ถูกเปิดใช้งานเต็มกำลัง ม่านตาของเธอหดเล็กลง มองทะลุไอความร้อนที่ระเหิดขึ้นจากผืนทราย กวาดสายตาผ่านภาพลวงตาอันบิดเบี้ยวไปยังเส้นทางเบื้องหน้า
"ห่างออกไปห้าลี้... มีแนวเสาหินดวงดาวโบราณทอดตัวยาวผ่านหุบผาหินทราย" มินเอ่ยเสียงนิ่ง ดวงตายังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า "ที่นั่นมีร่องรอยค่ายกลโบราณหลงเหลืออยู่ แรงกดทับของมวลอากาศเบาบางกว่าจุดนี้มาก น่าจะเป็นทางเดินเดียวที่ปลอดภัย!"
ฉันพยักหน้ารับคำ ขยับมือแตะที่เอวปลด 'ตลับศิลา' ลวดลายสลักโบราณขึ้นมาเปิดฝาออก ภายในตลับบุด้วยกำมะหยี่สีเลือด บรรจุ 'เข็มตรึงวิญญาณ' สามเล่มที่มีประกายเย็นยะเยือก บัดนี้เข็มศิลาทั้งสามไม่ได้อยู่นิ่ง ทว่ากลับหมุนวนคว้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยุดกึก ปลายเข็มแหลมคมพร้อมใจกันชี้ตรงไปยังทิศทางเดียวกับที่มินบอก ทะลุแนวเสาหินลึกเข้าไปยังใจกลางทะเลทราย
พวกมันกำลังตอบสนองต่อ 'แท่นสังเวยหมื่นดารา' จุดศูนย์กลางของดินแดนเทพโบราณแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
"เป้าหมายชัดเจนแล้ว ไปตามแนวเสาหิน!" ฉันออกคำสั่งพร้อมกับก้าวเดินนำ ทุกย่างก้าวยังคงหนักหน่วง เม็ดทรายสะเก็ดดาวส่งเสียงกรอบแกรบยามถูกเหยียบย่ำ พลังงานความร้อนพยายามแทรกผ่านพื้นรองเท้าเข้ามา แต่ก็ถูกปราณสายฟ้าสลายไปจนหมดสิ้น
[ระบบ: ตรวจพบคลื่นพลังงานพ้องรูป 'เข็มตรึงวิญญาณ' ระยะห่างจากแท่นสังเวยหมื่นดารา: สามสิบลี้ ค่าความเสถียรของมิติ: ปานกลาง]
เสียงระบบย้ำเตือนให้รู้ว่าพวกเรามาถูกทาง ทว่ายิ่งก้าวเข้าใกล้แนวเสาหินโบราณ บรรยากาศรอบข้างกลับยิ่งวิปริตแปรปรวน ท้องฟ้าสีม่วงคล้ำเริ่มปรากฏริ้วหมอกสีชาด พลังกดดันของดินแดนโบราณทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทรายสีเงินรอบตัวเริ่มไม่เกาะตัวกันแน่นเหมือนเดิม ละอองดาวที่เคยนอนนิ่งเริ่มสั่นไหวและลอยเคว้งคว้างขึ้นมาในระดับสายตา
"หยุดก่อน!" ฉันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณเตือน สัญชาตญาณการต่อสู้ที่เฉียบคมกรีดร้องขึ้นในใจ
พื้นทรายใต้ฝ่าเท้าที่ควรจะมั่นคง บัดนี้กลับมีแรงสั่นสะเทือนระลอกคลื่นแผ่ออกมา มันไม่ใช่แผ่นดินไหวตามธรรมชาติ ทว่าคือจังหวะการเคลื่อนไหวที่เป็นจังหวะ... เหมือนเสียงหัวใจเต้นขนาดยักษ์ที่ดังก้องมาจากใต้พิภพ!
ละอองดาวสีเงินในรัศมีร้อยก้าวเริ่มหมุนวน ปลุกเร้าให้ผืนทรายยุบยวบลงอย่างผิดธรรมชาติ เม็ดทรายนับล้านเม็ดไหลวนเป็นเกลียวคลื่น คล้ายวังน้ำวนทรายดูดขนาดมหึมาที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตลงสู่ก้นบึ้งอันมืดมิด
[ระบบ: แจ้งเตือนภัยคุกคามระดับสีชาด! ตรวจพบสิ่งมีชีวิตพลังงานระดับสูงใต้พื้นทราย! ความลึก: 50 จั้ง! ความเร็วในการเคลื่อนที่พุ่งทะยาน: 80 ลี้ต่อชั่วยาม! ทิศทาง: พุ่งตรงมายังตำแหน่งทีมในแนวดิ่ง!]
เสียงแจ้งเตือนแทบจะระเบิดขึ้นในโสตประสาทของฉันพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าที่ทวีความรุนแรงจนผืนดินสะเทือนเลื่อนลั่น!
"กระจายตัวออกไปเร็ว!" ฉันตะโกนสุดเสียง
ตูม!
ไม่ทันขาดคำ พายุทรายละอองดาวพลันระเบิดออกเป็นเกลียวคลื่นยักษ์สูงเสียดฟ้า มวลทรายสีเงินนับหมื่นชั่งสาดกระจายบดบังแสงสว่างจนมืดมิด ผืนทรายตรงจุดที่พวกเราเคยยืนอยู่ยุบฮวบลงกลายเป็นหลุมลึกร้อยจั้งในพริบตาเดียว แรงดูดมหาศาลกระชากทุกสิ่งให้ร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า
และจากก้นหลุมอเวจีอันดำมืดนั้น สิ่งก่อกำเนิดจากยุคบรรพกาลก็ได้เผยโฉม!
กรงเล็บศิลาสีดำทมิฬขนาดยักษ์ ลำแขนหนาใหญ่ดั่งเสาค้ำสวรรค์ ปกคลุมด้วยตะไคร่หินโบราณและอักขระอัสนีสีเลือดที่เต้นระริก มันพุ่งทะลวงแทรกผ่านผืนทรายขึ้นมาด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดอันมโหฬาร ความกดดันมหาศาลระเบิดออกจนม่านหมอกของโขมฉีกขาดกระจุย
เป้าหมายของมันชัดเจนและแม่นยำดั่งมัจจุราชล่าวิญญาณ!
"อั่ก!"
ชั้นสี่ที่ยืนรั้งท้ายเพื่อคุ้มกันทีมหลบไม่พ้น กรงเล็บศิลาทมิฬอ้าออกกว้างก่อนจะงับเข้าที่ข้อเท้าซ้ายของเขาอย่างจัง! ปลายเล็บแหลมคมกรีดทะลุเกราะเหล็กจนเกิดเสียงเสียดสีแสบแก้วหู โซ่ตรึงวิญญาณที่พันรอบตัวเขาตึงเปรี๊ยะ แรงฉุดดึงมหาศาลลากร่างสูงใหญ่ของชั้นสี่ไถลครูดไปกับขอบหลุมทรายดูด มุ่งตรงลงสู่ปากหลุมอันลึกชัน!
"ชั้นสี่!" ครามกรีดร้อง นิ้วมือของเธอสะบัดลงบนกู่ฉิน ดีดเพลงคลื่นสกัดกั้นอย่างบ้าคลั่งจนสายแทบขาด คลื่นเสียงแปลงเป็นคมมีดน้ำนับร้อยพุ่งเข้ากระหน่ำฟันใส่กรงเล็บยักษ์ ทว่ากลับทำได้เพียงสะกิดสะเก็ดหินให้กระดอนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
ลิลี่พุ่งตัวทะยานไปข้างหน้าพร้อมกระบี่วิญญาณที่เปล่งประกายเจิดจ้า แต่แรงโน้มถ่วงที่ผันผวนรอบปากหลุมบิดเบือนวิถีกระบี่ของเธอจนพลาดเป้า
ดวงตาของชั้นสี่เบิกกว้าง เขาพยายามปักโล่ยักษ์ลงกับขอบหลุมเพื่อยื้อแรงไว้ แต่ผืนทรายที่ร่วนซุยไม่อาจต้านทานพลังดึงระดับทำลายล้างนั้นได้ โล่ของเขาครูดเป็นทางยาว ร่างกำลังจะถูกลากจมหายลงไปในเงามืดใต้พิภพ!
ฉันไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป!
เปรี๊ยะ! บึ้ม!
ประกายสายฟ้าสีครามทองในกายฉันระเบิดออกจนถึงขีดสุด พลังวัตรระดับสามขั้นสมบูรณ์ไหลเวียนทะลักล้นจุดชีพจร รากฐานอันมั่นคงดั่งหินผาทำให้ฉันต้านทานแรงดึงดูดของหลุมยุบได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฝ่าเท้าถีบส่งทะยานร่างข้ามความว่างเปล่าดุจดาวตกสีอัสนี ดาบสายฟ้าในมือขวาถูกชักออกจากฝัก เสียงหวีดหวิวของดาบกรีดอากาศจนสะท้านไปทั้งทะเลทราย
ใบดาบอาบประกายอัสนีเข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นของเหลว ฉันพุ่งดิ่งลงไปตามความลาดชันของหลุมทราย สายตาจับจ้องไปยังจุดเชื่อมต่อระหว่างข้อมือศิลากับกรงเล็บยักษ์ที่กำลังพันธนาการเพื่อนร่วมทีม!
"ศัตรูใต้ดิน! ปล่อยมือจากคนของฉันเดี๋ยวนี้!"
ฉันคำรามลั่น กวัดแกว่งดาบสายฟ้าฟาดฟันลงไปด้วยจิตสังหารอันเด!