📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 131 จาก 135

ตอนที่ 131: ประตูศิลาหมื่นดารา

ลมกรรโชกสีม่วงเข้มกรีดเฉือนชั้นบรรยากาศจนแหลกละเอียดเป็นริ้วรอยแตกแขนง เสียงหวีดหวิวเสียดแทงแก้วหูราวกับเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับล้าน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาสายฟ้าร้างที่เคยเป็นสีเทาหม่น เวลานี้กลับถูกฉีกกระชากออกเป็นโพรงสุญญากาศขนาดมหึมา เศษหินและฝุ่นผงบนพื้นดินถูกดูดลอยขึ้นสู่อากาศด้วยแรงดึงดูดประหลาด คลื่นพลังมืดและกลิ่นอายโบราณกาลอันมหาศาลไหลบ่าทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก

ใจกลางห้วงมิติที่บิดเบี้ยว รอยแยกนั้นแข็งตัวกลายเป็นวัตถุมหึมา มันคือบานประตูศิลาสีนิลดำสนิทที่สูงตระหง่านเสียดแทงขึ้นสู่หมู่เมฆ ความกว้างของมันทอดขนานประหนึ่งกำแพงเมืองโบราณ ผิวสัมผัสของเนื้อหินสลักเสลาลวดลายดวงดาวพันหมื่นดวงระยิบระยับ ทว่ากลับแฝงประกายเย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัว แรงกดดันมหาศาลทับถมลงบนไหล่ของฉันจนกระดูกลั่นเกรียบ

[ระบบ: ตรวจพบสิ่งก่อสร้างโบราณ ‘ธรณีประตูศิลาหมื่นดารา’!]

[ระบบ: ช่องทางมิติกำลังเชื่อมต่อสู่ ‘ดินแดนเทพโบราณ’! ระดับความเสี่ยง: สูงสุด!]

[ระบบ: คำเตือน! สภาพแวดล้อมเบื้องหลังบานประตูมีแรงโน้มถ่วงและความหนาแน่นของปราณเทพสูงกว่าโลกปกติสิบเท่า!]

ตัวอักษรโปร่งแสงสีแดงกะพริบถี่รัวอยู่เบื้องหน้า ม่านตาของฉันหดแคบลงทันควัน สองเท้าเหยียบจมลงไปในดินครึ่งคืบเพื่อรักษาสมดุล กลิ่นอายโบราณที่แผ่ซ่านออกมาไม่ใช่ปราณธรรมดาสามัญ แต่มันหนักอึ้งดั่งมวลน้ำลึกหมื่นวาที่พร้อมจะบดขยี้ปอดของมนุษย์ให้แบนราบ

"ทุกคน ยึดตำแหน่งกระบวนรบไว้!" ฉันตะโกนสั่งการ แข่งกับเสียงคำรามกึกก้องของอากาศธาตุที่กำลังพังทลาย

ฉันล้วงมือเข้าไปใต้สาบเสื้อ หยิบเอาตลับศิลาสีเทาหม่นออกมา ฝาตลับสลักลวดลายกักขังวิญญาณโบราณ ทันทีที่มันสัมผัสกับไอพลังของประตูศิลาหมื่นดารา ตลับหินในมือก็สั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ความร้อนผ่าวแล่นผ่านฝ่ามือจนแทบจะทานทนไม่ไหว

เสียง *กริ๊ก* ดังสะท้อนก้อง ฝาตลับศิลาดีดเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ

ลำแสงสีครามสามสายพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ เข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มลอยคว้างอยู่เหนือกำปั้นของฉัน ปลายเข็มเรียวแหลมเปล่งประกายเจิดจ้า สั่นระริกดุจมีชีวิต พวกมันหมุนวนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเบนหัวเข็มพร้อมเพรียงกัน ชี้ตรงไปยังรอยเว้าลึกสามจุดบนบานประตูศิลาขนาดยักษ์ รูกุญแจโบราณรูปทรงสามเหลี่ยมมุมกลับที่สลักไว้ตรงกึ่งกลางรอยต่อของบานประตูนั่นเอง

"มันคือกุญแจเปิดผนึกจริงๆ ด้วย" ฉันพึมพัม ลมหายใจเริ่มติดขัดจากแรงดึงดูดของมิติที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

"จิน ระวังลมวนมิติ!" เสียงหวานใสทว่าหนักแน่นของครามดังขึ้นเคียงข้าง

ร่างเพรียวบางในชุดคลุมสีฟ้าน้ำทะเลก้าวขึ้นมายืนเทียบเคียงฉัน นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนทาบลงบนสายกู่ฉินโบราณที่ลอยคว้างอยู่ตรงหน้าเธออย่างแผ่วเบา คลื่นปราณสีครามกระจายออกจากปลายนิ้ว เธอดีดสายฉินเสียงแผ่วพลิ้ว แต่กลับหนักแน่นทรงพลังดั่งคลื่นสมุทรลูกใหญ่ บทเพลง ‘คลื่นดวงดาวสงบนิ่ง’ ดังสะท้อนกังวาน คลื่นเสียงแปลงสภาพเป็นระลอกคลื่นน้ำสีครามแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง โอบอุ้มพื้นที่รัศมีสิบวาเอาไว้ ปะทะเข้ากับลมกรรโชกสีม่วงที่กำลังฉีกกระชากอากาศ ช่วยเหนี่ยวรั้งความผันผวนของมิติไม่ให้ฉีกร่างของพวกเราจนแหลกเป็นชิ้นเนื้อ

"ขอบคุณมาก คราม" ฉันสบตากับเธอ แววตาของครามยังคงสงบนิ่งดั่งบึงน้ำลึก แม้สายลมบ้าคลั่งจะพัดผมยาวสลวยของเธอจนปลิวสะบัด

"อย่าเพิ่งวอกแวก รีบหาจังหวะลงมือเถอะ ลมปราณของฉันต้านทานแรงดึงระดับนี้ได้ไม่นานนัก" เธอเอ่ยเตือน ปลายนิ้วยังคงตวัดพรมลงบนสายกู่ฉินอย่างต่อเนื่อง เสียงดนตรีผสานคลื่นพลังช่วยตรึงมิติรอบกายให้มั่นคงดุจเกาะกลางพายุ

อีกด้านหนึ่ง ลิลี่พุ่งทะยานร่างไปรอบฐานประตูศิลา กระบี่วิญญาณในมือของเธอเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตบริสุทธิ์ ประกายกระบี่พลิ้วไหวดุจสายลม กรีดสะบั้นเศษหินและสะเก็ดพลังงานที่ร่วงหล่นลงมาจากบานประตูไม่ให้ตกใส่กลุ่ม "รอบฐานปลอดภัย ไม่มีไอปีศาจแฝงตัว!"

"ทางนี้ก็เรียบร้อย!" ชั้นสี่คำรามลั่น ชายร่างยักษ์ปักโล่โลหะทมิฬลงบนพื้นดินลึกเกือบศอก เสียงเหล็กกล้ากระทบหินดังกึกก้อง โซ่เหล็กเส้นหนาเท่าแขนเด็กหลายสายพุ่งออกจากขอบโล่ ตรึงร่างของเขาและเสาหินธรรมชาติรอบด้านไว้แน่นหนา ประหนึ่งสมอบกขนาดยักษ์ที่พร้อมต้านทานพายุร้าย

มินยืนอยู่บนยอดหินสูงด้านหลัง ดวงตาทั้งสองข้างทอแสงสีทองเจิดจ้าด้วยเคล็ดวิชาเนตรพิกัด สายตาของเขากวาดมองทะลุผ่านม่านฝุ่นและรอยแยกมิติ ลูกธนูปราณพาดอยู่บนสายธนูพร้อมยิงตลอดเวลา "ระยะสองลี้รอบนอกไม่มีการเคลื่อนไหวของศัตรู ไม่มีกับดักซุ่มโจมตีจากภายนอก แต่พลังงานในประตูบานนั้นกำลังจะถึงจุดระเบิดแล้ว พี่จิน รีบลงมือเถอะ!"

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ดึงพลังปราณทั้งหมดในร่างกลับคืนสู่จุดตันเถียน พลังของฉันยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ระดับสามขั้นสมบูรณ์ ความหนาแน่นของปราณหมุนวนอยู่ภายในดุจศิลายักษ์ที่แช่อยู่ใต้ก้นมหาสมุทรอันมืดมิด หนักแน่น มั่นคง ไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันภายนอก แม้จะไม่สามารถทะลวงผ่านไปสู่ระดับสี่ได้ในยามนี้ แต่มวลปราณสายฟ้าที่อัดแน่นจนเกือบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำก็ทรงอานุภาพเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ

เปรี๊ยะ!

ประกายอสนีบาตสีครามแล่นพล่านออกจากปลายนิ้วทั้งสิบ ฉันกวาดฝ่ามือไปข้างหน้า ปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์พวยพุ่งเข้าห่อหุ้มเข็มตรึงวิญญาณทั้งสามเล่มเอาไว้ เข็มศิลาซึมซับพลังสายฟ้าจนเปล่งแสงสว่างโร่ดุจดวงอาทิตย์ขนาดย่อม

"ไป!"

ฉันสะบัดมือออกไปอย่างดุดัน เข็มตรึงวิญญาณทั้งสามพุ่งทะลวงอากาศ แหวกผ่านคลื่นมิติที่บิดเบี้ยวด้วยความเร็วเหนือเสียง เกิดเสียงระเบิดอากาศดังสนั่น *ตูม!* ปลายเข็มพุ่งเสียบเข้าสู่รูกุญแจสามเหลี่ยมบนประตูศิลาหมื่นดาราพร้อมกันอย่างแม่นยำไร้ที่ติ

กึก! กึก! กึก!

เสียงกลไกโบราณสลักเข้าล็อกดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขาสายฟ้าร้าง บานประตูศิลาขนาดยักษ์ที่เคยนิ่งสงบพลันสะเทือนเลื่อนลั่น อักขระดวงดาวนับหมื่นที่สลักอยู่บนผิวหินสีนิลสว่างวาบขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน แสงสีทองและสีม่วงระเบิดประกายเจิดจ้าจนแสบตา ลวดลายทางช้างเผือกและหมู่ดาวเริ่มหมุนวนบนหน้าบานประตูดุจดั่งภาพมายาที่มีชีวิต

ทันใดนั้น แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลก็ระเบิดออกจากใจกลางประตู!

คลื่นกระแทกแห่งมิติแผ่กระจายออกมาราวกับคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็น มันกวาดซัดทุกสิ่งทุกอย่างในวิถีจนแหลกละเอียด ฝุ่นดินและก้อนหินปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า

"ระวัง!" ฉันแผดเสียงเตือนลั่น

"โซ่เหล็กพันธนาการ ประสานค่ายกลศิลา!" ชั้นสี่แหกปากตะโกนจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน สองมือของเขากดทับลงบนด้ามโล่ยักษ์อย่างสุดกำลัง โซ่เหล็กหนาหนักที่ดีดออกจากโล่พุ่งตวัดรัดเข้ากับเสาหินและโขดหินรอบด้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแยกแขนงออกมารัดเอวของทุกคนในทีมเอาไว้ ลิลี่สะบัดกระบี่วิญญาณฟันประกายแสงสีเขียวออกไปข้างหน้า ฉีกคลื่นลมกระแทกที่พุ่งเข้ามาให้แยกออกเป็นสองสาย เพื่อลดแรงปะทะที่จะเข้าถึงตัว

อันและโขมซึ่งยืนอยู่ตรงกลางถูกแรงลมซัดจนแทบปลิว อันกอดตลับโอสถไว้แนบอกแน่นด้วยความหวาดกลัว ขณะที่โขมรีบปล่อยหมอกมายาสีเทาออกมาห่อหุ้มร่างของทั้งสองไว้ เพื่อลดทอนแรงเสียดสีของบรรยากาศ มือของพวกเธอคว้าแขนของกันและกันไว้แน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในเนื้อ

ตึง! ตึง! ตึง!

ประตูศิลาหมื่นดาราค่อยๆ แยกตัวออกจากกันอย่างช้าๆ รอยต่อตรงกึ่งกลางเปิดอ้าออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง มันไม่ใช่อุโมงค์หรือทางเดินหิน ทว่าคือวังน้ำวนขนาดยักษ์ที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ละอองแสงดาวระยิบระยับนับล้านเม็ดลอยเกลื่อนกลาดอยู่ในความมืดมิดไร้ก้นบึ้ง กลิ่นอายโบราณที่รุนแรงกว่าเดิมนับสิบเท่าทะลักล้นออกมาดุจคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง

[ระบบ: การปลดผนึกเสร็จสิ้น! ธรณีประตูมิติเปิดออกแล้ว!]

[ระบบ: ตรวจพบความผันผวนของช่องว่างมิติขั้นรุนแรง ประตูจะคงสภาพอยู่ได้เพียง 60 วินาทีก่อนจะปิดตัวลง!]

เวลาไม่คอยท่า หากไม่ข้ามไปตอนนี้ ประตูจะปิดตายลงชั่วนิรันดร์ และพวกเราจะถูกแรงระเบิดของมิติฉีกกระชากจนไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก!

"ชั้นสี่ ปลดโซ่!" ฉันสั่งการเสียงกร้าว สายตายังคงจับจ้องไปยังวังน้ำวนแสงดาวเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ

"รับทราบ!" ชั้นสี่กระชากแขนดึงโซ่เหล็กกลับเข้าสู่ตัวโล่ ประกายไฟแล่นแปลบปลาบ

ฉันหันกลับไปมองทุกคนในทีม ทุกคนมีสีหน้าตึงเครียดแต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ครามก้าวมายืนข้างฉัน มือหนึ่งกุมกู่ฉิน อีกมือหนึ่งยื่นมาจับมือซ้ายของฉันไว้แน่น สัมผัสจากฝ่ามือของเธอนุ่มนวลทว่าเยือกเย็น ช่วยดึงสติของฉันให้ตั้งมั่น ลิลี่ ชั้นสี่ มิน อัน และโขม ขยับเข้ามาล้อมวงประสานมือกันไว้เป็นกระบวนรบรูปหัวลูกศร

"จับมือกันไว้ให้แน่น ห้ามใครหลุดจากกระบวนรบเด็ดขาด!" ฉันออกคำสั่งเสียงดังกึกก้อง แววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังบานประตูนี้ เราจะก้าวไปด้วยกัน!"

"ลุยเลย พี่จิน!" มินตะโกนตอบรับ

ฉันไม่ลังเลอีกต่อไป สองขาถีบส่งพลังปราณสายฟ้าลงสู่พื้นดิน ร่างของฉันพุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรก ดึงพาทุกคนในทีมกระโจนข้ามธรณีประตูมิติ พุ่งตรงเข้าสู่วังน้ำวนแห่งแสงดาวที่กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง!

วูบ!

ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความว่างเปล่า ร่างกายราวกับถูกฉีกแยกออกเป็นล้านๆ ส่วนแล้วประกอบขึ้นมาใหม่ในเสี้ยววินาที แสงสว่างสีขาวโพลนเจิดจ้าจนกลืนกินประสาทสัมผัสทั้งหมดไปจนสิ้น เสียงรอบข้างเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน มีเพียงเสียงชีพจรที่เต้นระรัวอยู่ในอกของฉันเอง แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของพวกเราหมุนวนไปตามกระแสมิติที่ไร้จุดจบ

ฉันกำมือของครามไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปราณสายฟ้าระดับสามแผ่ออกไปรอบกายเพื่อสร้างเกราะป้องกันบางๆ คอยเหนี่ยวรั้งทุกคนไม่ให้กระเด็นพลัดหลง

ชั่วพริบตาต่อมา แสงสว่างจ้าก็แตกกระจายออกราวกับกระจกเงาที่พังทลาย!

พรึ่บ!

ลมร้อนระอุประหนึ่งเปลวเพลิงจากเตาหลอมนรกพัดกระแทกเข้าใส่ใบหน้าอย่างจัง กลิ่นไอของแร่ธาตุโบราณและกลิ่นกำมะถันไหม้เกรียมฉุนกึกจนแสบจมูก อากาศรอบตัวหนักอึ้งลงในทันที แรง!