📖 เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน
เกิดใหม่เป็นเทพ ระบบพลังมาเยือน · บทที่ 130 จาก 135

ตอนที่ 130: หักล้างแผนร้ายสู่มิติใหม่ — ประตูกระจกมิติ

เสียงระเบิดของแกนพลังกระจกมิติดังสะท้านปฐพีจนกระดูกอกฉันสั่นเป็นระลอก ยอดเขาเมฆาดำถูกประตูกระจกมิติกลืนกินทีละชั้น หินผาปริแตกเป็นเกล็ด ท้องฟ้าบิดเบี้ยวราวผ้าที่ถูกมือมหึมาบิดจนเส้นด้ายหลุด แรงดูดพุ่งออกจากวงแหวนกระจกสีเงินหม่น ทุกสิ่งที่อยู่ใกล้ปากประตูถูกฉีกเป็นจุลก่อนจะหายวับเข้าไปในความมืดที่ไม่มีก้น

ฉันกวัดแกว่งปราณสายฟ้าเฮือกสุดท้ายในร่างระดับสามขั้นสมบูรณ์ เส้นลมปราณร้อนผ่าวแต่ยังไม่ขาด มือซ้ายล้วงเข้าอกเสื้อ ฝ่ามือสัมผัสความเย็นของตลับศิลา ฉันดึงมันขึ้นสู่ใจกลางมิติ แสงเทาจางในตลับเต้นผิดจังหวะราวหัวใจที่กำลังจะหยุด

[ระบบ] แจ้งเตือนวิกฤตสูญสลายระดับมิติ: ตรวจพบการพังทลายของมิติเบื้องหลัง! ภารกิจเร่งด่วน: รวมพลังของเข็มตรึงวิญญาณ 3 เล่มกับแกนพลังคราม เพื่อสร้างค่ายกลสมดุลผกผัน ปิดผนึกการระเบิด! โอกาสสำเร็จ: 12.5%!

ลมกรดพัดผมฉันปลิวไปทางปากประตู กลิ่นโอโซนปนควันเหล็กแลบเข้าจมูก หินก้อนเท่าหัวคนลอยผ่านไหล่ฉันแล้วแหลกเป็นผุยผงก่อนจะถึงวงแหวนกระจก ต้นสนโบราณถูกถอนรากทั้งลำต้น ลำต้นบิดเป็นเกลียวแล้วหายเข้าไปในความว่าง

“ชั้นสี่!” ฉันตะโกนทับเสียงลม

ร่างกำยำของชั้นสี่ปักเท้าลงบนเสาหินหลักที่ยังไม่ถูกดูดหลุด โล่ยักษ์ปักครึ่งหนึ่งลงดิน โซ่เหล็กดำพุ่งออกจากขอบโล่เป็นเส้นๆ พันรอบเอวทุกคนแล้วตรึงปลายโซ่ไว้กับร่องหิน แรงดูดกระชากจนโซ่ส่งเสียงกรีด ชั้นสี่ขบกราม เลือดซึมจากมุมปาก แต่เท้าทั้งสองไม่ขยับ

“อย่าให้โซ่หย่อน!” เขาคำราม “ถ้าหลุดแม้เส้นเดียว พวกเราจะกลายเป็นฝุ่น!”

ลิลี่ยืนเยื้องไปทางซ้าย ดาบวิญญาณในมือเธอสั่นเป็นคลื่นสีเงิน เศษมิติที่พุ่งย้อนออกจากประตูเป็นสะเก็ดแก้วคมราวเข็มนับร้อย เธอฟันเป็นวง ทุกครั้งที่คมดาบสัมผัสสะเก็ด เสียงแก้วแตกดังกรอบ ประกายเย็นกระจายใส่แก้มฉัน

“ทางซ้ายโล่ง!” ลิลี่ตะโกน “มิน เล็งจุดบิดของวงแหวน!”

มินยืนบนโขดหินที่โซ่ตรึงไว้ เนตรพิกัดในดวงตาขวาเรืองเป็นเส้นตารางบางๆ ธนูพลังในมือเธอยืดสายจนเส้นเอ็นส่งเสียงหวีด “พิกัดสามจุดมุมประตู... ขยับทุกสองลมหายใจ! อัน โขม กันปีกขวา!”

อันและโขมกระโดดไปคนละด้านของเสาหิน อาวุธสั้นของอันปัดก้อนหินที่โซ่รับไม่ไหว ส่วนโขมใช้ฝ่ามือทุบอากาศเป็นกำแพงลมหนา กันไม่ให้เศษผาพุ่งใส่หลังของฉันกับคราม

ครามยืนเคียงไหล่ฉัน เส้นผมสีเข้มปลิวชนแก้ม นิ้วเธอวางบนสายกู่ฉินที่ลอยอยู่ตรงหน้าอก เสียงเพลงคลื่นหวนคืนดังแผ่วแต่หนักแน่น ไม่ไพเราะแบบงานเลี้ยง มันเป็นจังหวะของน้ำที่ดันเรือให้ไม่ล่ม

“ตลับศิลาเปิดแล้ว” เธอพูดใกล้หูฉัน “แกนครามในตัวฉันตอบสนอง อย่าฝืนทะลวงระดับ ใช้ฐานที่เจ้ามีอยู่ให้หมด”

ฉันพยักหน้า ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในตันเถียนแน่นดั่งศิลาแช่น้ำ ไม่มีรอยร้าวให้พลังขั้นสี่แทรก และฉันก็ไม่เปิดรอยนั้น มือขวาชูขึ้น เข็มตรึงวิญญาณสามเล่มลอยออกจากแขนเสื้อ เข็มสีเงินจาง ลำแต่ละเล่มบางเท่าขนนกแต่หนักจนอากาศรอบตัวยุบ

“สามเล่ม...” ฉันกระซิบ “ตรึงสามมุม อย่าให้ประตูบิดต่อ”

แรงดูดพุ่งแรงขึ้นอีกชั้น โซ่ของชั้นสี่ส่งเสียงดังสนั่น ร่องหินปริเป็นใยแมงมุม ชั้นสี่ทรุดเข่าข้างหนึ่งแต่ยังไม่ปล่อยโล่ เลือดหยดจากนิ้วที่กำขอบโล่ลงบนหินร้อน

ลิลี่กระโดดขวางลำแสงเศษมิติที่พุ่งตรงหน้าฉัน ดาบวิญญาณปักลงพื้นเป็นกำแพงบาง เศษแก้วมิติกระแทกแล้วกระจายเป็นละอองเย็น “เร็วเข้า จิน! ดาบฉันรับได้อีกไม่กี่ลม!”

ฉันส่งเข็มเล่มแรกออกไป ปราณสายฟ้าพันลำเข็มเป็นเกลียวสีขาวอมฟ้า เข็มพุ่งเฉียดลมกรดไปปักที่มุมซ้ายบนของประตูกระจก หินอากาศรอบจุดนั้นหยุดบิดครู่หนึ่ง เข็มเล่มสองตามไปทางมุมขวาล่าง ประกายไฟแลบตามร่องมิติ เข็มเล่มสามฉันไม่ได้ยิงด้วยแรงดิบ ฉันรอจังหวะเพลงของคราม

นิ้วเธอดีดสายกู่ฉินสามครั้ง คลื่นเสียงสีครามไหลออกจากอกเธอเข้าสู่ตลับศิลาในมือฉัน แล้วแยกเป็นสามสายบางๆ พุ่งเกาะลำเข็ม พลังบริสุทธิ์ของแกนครามไม่ระเบิด มันเย็น สงบ และดึงความบ้าคลั่งของสายฟ้าให้เข้าจังหวะเดียวกัน

เข็มเล่มที่สามลอยช้าแต่ตรง ปักลงมุมบนขวาของประตูพอดีตอนที่วงแหวนกระจกกำลังจะพลิกคว่ำ

ปวดแปลบแล่นจากฝ่ามือถึงหัวใจ ฉันกัดฟันไม่ร้อง ปราณในเส้นลมปราณถูกดูดออกเป็นเส้นๆ แต่ฐานระดับสามไม่ยุบ มันแค่แน่นขึ้นราวหินที่ถูกอัด

[ระบบ] แจ้งเตือน: ผสานพลัง ‘ตรีอัสนีตรึงวิญญาณ’ และ ‘เพลงคลื่นหวนคืน’ สำเร็จ! อัตราความสำเร็จพุ่งขึ้นเป็น 95%!

เข็มทั้งสามเล่มสั่นพร้อมกัน ลำเข็มขยายใหญ่ต่อหน้าต่อตา จากเส้นเงินบางกลายเป็นเสาแสงสามต้น สูงท่วมยอดเขาที่เหลือ แสงขาวอมครามพุ่งจากยอดเสาลงสู่ฐาน ประตูกระจกมิติถูกตรึงไว้ที่สามมุม แรงดูดยังคำรามแต่ทิศทางเริ่มสับสน หินที่ลอยค้างกลางอากาศร่วงหล่นเป็นฝนกรวด

“ใจกลางยังเปิด!” มินร้อง เนตรของเธอฉายตารางที่หดเหลือจุดเดียว “ถ้าไม่ปิดแกน ประตูจะฉีกเสาแสงภายในสามลมหายใจ!”

ฉันชักดาบสายฟ้าแท้ คมดาบร้องเป็นเสียงฟ้าระยะใกล้ ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ไหลเข้ากระบี่ไม่ล้นไม่ขาด ทุกอณูที่ฉันมีถูกบิดเป็นเส้นเดียว เพลงคลื่นของครามพันรอบข้อมือฉัน เปลี่ยนประกายไฟที่เคยกระจัดกระจายให้กลายเป็นคลื่นต่อเนื่อง

“ชั้นสี่ ถอยโซ่เข้าครึ่งช่วง!” ฉันสั่ง “ลิลี่ เปิดช่องตรงกลาง! อัน โขม กันคลื่นย้อน!”

โซ่หย่อนลงเล็กน้อยพอให้ฉันก้าว ลมดูดฉีกชายเสื้อเป็นริ้ว ลิลี่ฟันดาบวิญญาณลงเป็นเส้นตั้ง ช่องว่างระหว่างเศษมิติเปิดกว้างเท่าไหล่ ฉันพุ่งเข้าไป

ความเย็นของมิติกัดผิว หูอื้อ ภาพตรงหน้าเหลือเพียงวงแหวนกระจกที่หมุนช้าลงเพราะเสาแสงสามต้น และจุดดำใจกลางที่ยังกลืนแสง

ฉันฟันลง

ดาบสายฟ้าแท้ผ่าใจกลางประตูจากบนลงล่าง เพลงคลื่นหวนคืนระเบิดตามรอยคมเป็นระลอกน้ำสีขาว ไม่ใช่การทำลายเพื่อเปิด แต่เป็นการกดเพื่อปิด เสาแสงสามต้นตอบสนอง พุ่งลำแสงมาบรรจบที่รอยฟัน แสงสีขาวสว่างวาบกลบความมืดมิดทั้งหมด จนแม้เปลือกตาที่หลับสนิทก็ยังร้อน

เสียงระเบิดที่เคยสะท้านปฐพีถูกดูดกลับเข้าไปในลำคอของมันเอง เหลือเพียงเสียงหึ่งต่ำแล้วดับ

ประตูกระจกมิติยุบตัว วงแหวนเงินแตกเป็นประกายละอองดาว ลอยขึ้นแล้วมอดลงบนพื้นหินที่แตกระแหง เข็มตรึงวิญญาณสามเล่มหดกลับเป็นเส้นเงิน ตกลงในฝ่ามือฉัน ร้อนจนเนื้อหนังแสบ แต่ไม่แตกสลาย

[ระบบ] แจ้งเตือน: ผนึกประตูกระจกมิติสมบูรณ์ มิติเบื้องหลังหยุดพังทลาย ค่ายกลสมดุลผกผันคงตัว ตลับศิลารับแรงกระแทกส่วนเกินแล้ว คงระดับผู้ใช้ไว้ที่สามขั้นสมบูรณ์

ฉันคุกเข่า ดาบปักดิน หายใจเข้าแล้วไอเป็นควันบาง ปราณในตันเถียนกระเพื่อมแต่ไม่ยกระดับ รากฐานแน่นเหมือนเดิม ไม่มีประตูขั้นสี่เปิดออกแม้เสี้ยว

หุบเขาสายฟ้าร้างที่เคยเต็มไปด้วยหมอกพิษเริ่มโล่ง ไอโลหิตสีแดงคล้ำที่คลุมโขดหินสลายเป็นละอองแล้วหายไปกับลมอุ่น ดินแดนปริศนาที่อยู่เลยแนวผาไม่มีเสียงกระซิบหลอนอีกต่อไป ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีตะกั่วฉีกออกเป็นช่องสีฟ้า

แสงตะวันสีทองสาดลงมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อุ่นบนต้นคอฉัน จนขนลุก

โซ่ของชั้นสี่คลายตัวลงทีละเส้น เขาทรุดนั่งพิงโล่ หัวเราะแห้งๆ แล้วยกมือปิดแผลที่สีข้าง “ยังไม่ขาด... โชคดีที่หินเสาหลักไม่ยอมตายก่อนเรา”

ลิลี่ปักดาบวิญญาณลงข้างตัว นั่งเหยียดขา เหงื่อเกาะคิ้ว “ดาบร้อนไปทั้งเล่ม แต่มันยังฟังฉันอยู่”

มินวางธนูลงบนตัก เนตรพิกัดดับลงเหลือดวงตาปกติ เธอยิ้มมุมปาก “พิกัดนิ่งแล้ว ไม่มีจุดบิดเหลือ”

อันทรุดลงข้างโขม ทั้งคู่หายใจหอบแต่หัวเราะเมื่อเห็นกันยังมีแขนครบ โขมตบไหล่อันแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้ง “กันปีกขวาได้... ครั้งหน้าขอยืมโซ่ชั้นสี่ไว้บ้าง”

ครามเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน เสียงกู่ฉินสงบลงเหลือสายสั่นแผ่ว เธอยิ้มให้อย่างอ่อนโยน นิ้วเย็นแตะข้อมือฉันตรวจจังหวะปราณ “ไม่ทะลวง ดีแล้ว ฐานของเจ้าแน่นดั่งศิลาแช่ในน้ำลึก ถ้าฝืนขึ้นตอนนี้ มิติที่เพิ่งปิดจะฉีกเจ้าแทน”

ฉันหลับตาครู่หนึ่ง ตรวจดูพลังตนเองอย่างละเอียด ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์หมุนเป็นวงช้าในตันเถียน ทุกเส้นลมปราณเชื่อมถึงกันไม่มีจุดรั่ว คมดาบสายฟ้ากับจังหวะเพลงคลื่นยังเกาะกันเป็นชั้นบางๆ ใต้ผิว รากฐานแข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการก้าวสู่ขั้นต่อไปในวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้

ตลับศิลาในอกเสื้อเย็นลง เข็มสามเล่มถูกเก็บกลับเข้าซองหนังข้างเอว น้ำหนักของมันคุ้นมือ ราวกับเพิ่งผ่านสงครามแล้วยอมหลับ

ลมทองพัดผ่านหุบเขา หญ้าแห้งที่เคยดำคล้ำเริ่มมีสีเขียวจางที่โคน น้ำในร่องหินสะท้อนฟ้าเป็นครั้งแรกที่ฉันจำได้ ไม่มีเสียงกระซิบของมิติ ไม่มีแรงดูด ไม่มีกลิ่นโลหิต

ฉันลืมตา มองหน้าทุกคนที่นั่งScattered บนลานหิน รอยยิ้มอ่อนเพลีย แต่ตาทุกคู่ยังมีไฟ

แล้วท้องฟ้าเบื้องบนที่เพิ่งสว่างกลับปรากฏรอยแยกบางเท่าเส้นผม สีม่วงจางๆ พาดผ่านเมฆทอง

ลมหยุด

ร่างจำลองแห่งจิตค่อยๆ ก่อตัวในรอยแยกนั้น ชายชุดคลุมดำพลิ้วโดยไม่มีลม ใบหน้าถูกเงามืดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตาสีม่วงเข้มจ้องตรงมาที่ฉัน ไม่กระพริบ

เสียงนั้นไม่ดังผ่านอากาศ มันดังในกระโหลก เย็นและชัด

“ยอดเยี่ยมมาก จิน... เจ้าทำลายตัวแทนข้าและชิงเข็มตรึงวิญญาณไปได้ครบทั้งสามเล่ม ก็นับว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอจะก้าวเข้าสู่ Arc 3 ดินแดนแห่งเทพโบราณ... ข้าจะรอเจ้าที่แท่นสังเวยหมื่นดารา!”

รอยแยกยุบลง ร่างคลุมดำจางหายไปกับละอองม่วง เหลือเพียงกลิ่นเย็นจางบนปลายลิ้น

[ระบบ] ยินดีด้วย! บรรลุเป้าหมาย Mini-Arc 10 สำเร็จ! ปลดล็อกเส้นทางสู่ Arc 3: มหากาพย์ดินแดนเทพโบราณ!

ฉันกำดาบแน่นจนข้อนิ้วขาว แสงตะวันยังอบอุ่นบนไหล่ แต่ในหูยังก้องชื่อแท่นที่รออยู่เบื้องหน้า ดินแดนที่เพิ่งฟื้นคืนนี้คือเพียงประตูที่ปิดลง และประตูที่ใหญ่กว่ากำลังจะเปิด!

เข็มตรึงวิญญาณสามเล่มในซองข้างเอวสั่นขึ้นพร้อมกันราวตอบรับคำท้า และฉันรู้ทันทีว่าศึกครั้งต่อไปจะไม่ให้อภัยแม้แต่ลมหายใจเดียว!