คลื่นพลังมืดและสายฟ้าสะท้านปฐพีฉีกกระชากมิติเหนือหุบเขา เมฆาดำทะมึนกลืนกินยอดเขาทั้งลูกจนแสงตะวันดับสนิท ลมหนาวพัดผ่านร่องผาเหมือนเสียงหายใจของสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน ฉันยืนนิ่งบนหินแตก ปราณสายฟ้าในเส้นลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์เต้นเป็นจังหวะหนัก ๆ ที่หน้าอก ตลับศิลาในอกเสื้ออุ่นผิดธรรมชาติราวกับกำลังเตือน
ประตูกระจกมิติเบื้องหน้าสั่นสะเทือน ผิวของมันไม่ใช่กระจกใส หากเป็นกระจกสีดำสนิทที่สะท้อนทุกสิ่งกลับด้าน เงาของฉันในกระจกยิ้ม ทั้งที่ริมฝีปากฉันไม่ขยับ
แล้วร่างนั้นก็ทะลุออกมา
เยี่ยหลิงไม่ได้เดินออกมาในรูปขุนพลอีกต่อไป กระดูกของเขาฉีกตัวเองใหม่ต่อหน้าต่อตา ผิวหนังกลายเป็นแผ่นกระจกเงาสีดำซ้อนกันเป็นชั้น ๆ สะโพกยืด ไหล่บาน กะโหลกสูงเสียดกลุ่มเมฆ ดวงตาสองข้างเป็นวงแหวนเงินที่ไม่มีลูกตา ทุกครั้งที่เขาขยับ ข้อต่อส่งเสียงกรีดเหมือนมีดขูดแก้ว
ปราณมืดระดับสามขั้นสูงสุดแผ่ออกเป็นวง หญ้าบนยอดเขาเหี่ยวดำในพริบตา หินกรวดลอยขึ้นแล้วถูกบดเป็นผง
คำเตือนยังไม่ทันจางจากหัวกะโหลก แขนยักษ์ก็ฟาดลง
ผิวแขนเป็นกระจกโค้ง คลื่นลมกรดพุ่งออกจากปลายนิ้วห้าเล็บแก้ว ฉีกพื้นหุบเขาเป็นร่องลึกตั้งแต่เชิงผาจนถึงเท้าของพวกเรา เสียงดังสนั่นจนแก้วหูฉันชา ฝุ่นหินพุ่งเข้าปาก รสชาติเลือดผสมแร่เหล็กล้นลิ้น
“ถอย!” ฉันตะโกน
ลิลี่ไม่ถอย
เธอพุ่งเป็นเส้นแสงสีเงิน Spirit Blade ในมือเรืองประกายเย็นเยียบ คมดาบวาดเป็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวฟันเข้าที่ข้อมือของอสูรกระจก ฉันเห็นจังหวะนั้นชัดเกินกว่าจะห้ามทัน ดาบสัมผัสผิวกระจกเพียงปลายเสี้ยววินาที
แล้วทุกอย่างกลับด้าน
แรงฟันของลิลี่ถูกกระจกกลืนเข้าไป แล้วคายกลับออกมาแรงกว่าเดิมสองเท่า คมดาบสะท้อนใส่ข้อมือของเจ้าของ เสียงกระดูกดังกร๊อบ ดาบหลุดจากมือหมุนตัดอากาศไปปักกลางหินด้านหลัง ร่างเล็กของลิลี่กระเด็นถอยเหมือนถูกค้อนยักษ์ทุบ เลือดพุ่งจากมุมปากเป็นสายบาง ๆ
“ลิลี่!”
ชั้นสี่กระโดดตัดทางกลางอากาศ โล่ยักษ์ของเขาหมุนรับร่างเธอไว้ได้ทัน ก่อนคลื่นสะท้อนลูกที่สองจะตามมาชนเต็มหน้าโล่
บึ้ม!
เสียงไม่เหมือนโลหะปะทะโลหะ หากเหมือนระฆังวัดทั้งลูกถูกทุบแตกจากข้างใน ชั้นสี่ถอยกรูด ส้นเท้าครูดหินเป็นร่องสองเส้น แขนซ้ายของเขาสั่นจนเส้นเอ็นปูด ตรงกลางโล่เกิดรอยบุบขนาดเท่าหัวคน รอยร้าวเล็ก ๆ วิ่งออกจากศูนย์กลางเหมือนใยแมงมุม
“รับไหว…” เขาขบฟัน เสียงแหบ “แต่ถ้าโดนตรง ๆ อีกลูก โล่แตก”
โขมยืนยันเท้าทั้งสองข้างลงดิน ปราณดินหนาเป็นเกราะรอบกลุ่ม แต่แม้กระนั้นกรวดหินรอบตัวเขายังถูกแรงลมดูดให้ลอย เข็มขัดเกราะของเขาสั่นเป็นคลื่น
ฉันกดฝ่ามือลงที่พื้น สายฟ้าแลบออกเป็นเส้นบางพยายามตรึงสมดุลให้ทุกคน ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ของฉันไหลเต็มเส้น แต่เมื่อชนสนามมืดของเยี่ยหลิง มันถูกผลักกลับจนข้อนิ้วชา
อสูรกระจกเงาหันหน้ามา วงแหวนเงินในเบ้าตาหมุนช้า ๆ
“กระบวนท่าของเจ้า…” เสียงของมันไม่ได้ออกจากปาก หากสั่นออกจากผิวกระจกทั้งร่าง “ฉันจำได้หมด แล้วฉันจะคืนให้แรงกว่า”
มันยกแขนอีกข้าง ผิวกระจกสีดำเรืองแสงจาง ๆ ฉันเห็นภาพเงาของลิลี่กำลังฟันดาบปรากฏบนแขนมัน แล้วภาพนั้นก็ถูกยิงกลับออกมาเป็นคลื่นคม
ชั้นสี่สบถหยาบ ๆ แล้วดันโล่ขึ้นรับอีกครั้ง แรงสะท้อนกระแทกจนเข่าเขาทรุดข้างหนึ่ง เลือดซึมออกจากรูหู
ฉันห้ามตัวเองไว้ได้เฉียดฉิว ฝ่ามือขวาที่กำลังรวบรวมสายฟ้าเพื่อยิงใส่หน้าอกมันถูกฉันกำแน่นจนเล็บจิ้มเนื้อ ระบบไม่โกหก ถ้าฉันยิงพลังบริสุทธิ์ใส่ตรงหน้า สายฟ้าของฉันจะถูกคูณสองแล้วดีดกลับเข้าหัวใจ
“อย่ายิงตรง!” ฉันตะโกนให้มินกับอันได้ยินท่ามกลางลมกรด “ธนูธรรมดาใช้ไม่ได้ ดาบตรงใช้ไม่ได้!”
มินอยู่บนโขดหินสูง เนตรพิกัดของเธอเป็นวงแสงสีอำพันบาง ๆ เธอกัดริมฝีปากจนซีด “ฉันมองไม่เห็นจุดตาย ผิวมันสะท้อนพิกัดกลับ ทุกจุดที่เล็ง ลูกศรจะหักเข้าหาคนยิง”
อันอยู่ข้างเธอ ลูกธนูสามดอกพร้อมบนสาย แต่ฝ่ามือสั่น “ถ้าสะท้อนมา เราตายก่อนมัน”
ครามนั่งลงบนก้อนหินราบด้านหลังฉัน กู่ฉินวางบนตัก นิ้วของเธอยังไม่ดีด สายตาคมนิ่งจับจ้องผิวของอสูร ผมสีเข้มปลิวตัดกับเมฆาดำ เสียงของเธอเบาแต่ชัดเข้าหูฉันท่ามกลางลม
“ผิวมันไม่นิ่งตลอดเวลา”
ฉันเหลือบมอง
เยี่ยหลิงฟาดแขนอีกครั้ง คลื่นลมฉีกหน้าผาซ้ายเป็นชิ้นใหญ่หล่นลงเหว ชั้นสี่รับแรงกระแทกจนร่างถอยอีกสามก้าว โล่ส่งเสียงร้องโหย ลิลี่ที่ถูกเขารับไว้พยายามลุก มือซ้ายกดหน้าอก มือขวาเอื้อมไปทาง Spirit Blade ที่ปักอยู่ไกล แต่ขาของเธอทรุด
ฉันวิ่งเฉียดคลื่นลม หยิบดาบของลิลี่ขึ้นมาแล้วปาคืนให้เธอพร้อมปราณสายฟ้าบาง ๆ พยุงข้อมือ
“อย่าฟันตรงหน้ามัน” ฉันพูดเร็ว “รอบนสัญญาณ”
ลิลี่รับดาบ ดวงตายังโกรธแต่ไม่ดื้อ “เข้าใจ”
อสูรกระจกก้าวหนึ่งก้าว ยอดเขาทั้งลูกสะเทือน เงาของพวกเราสะท้อนบนหน้าท้องมันเป็นภาพบิดเบี้ยว ฉันเห็นตัวเองในกระจกยกมือยิงสายฟ้า แล้วภาพนั้นก็ยิ้มเยาะ
ครามยกมือขึ้น
นิ้วเธอแตะสายกู่ฉินเส้นแรก
เสียงต่ำหนึ่งโน้ตไหลออกมา ไม่ดังไม่แหลม แต่กดลงไปในกระดูกอกของทุกคนเหมือนคลื่นใต้น้ำ ฝุ่นหินที่ลอยอยู่กระเพื่อมเป็นระลอกวงกลม
บนผิวกระจกของเยี่ยหลิง มีบางอย่างเปลี่ยน
ช่วงไหล่ซ้ายของมัน แผ่นกระจกที่เรียบสนิทเมื่อครู่สั่นไหวเป็นคลื่นเล็กเท่าเส้นผม อยู่เพียงชั่วลมหายใจเดียว แล้วกลับเรียบอีกครั้ง
หัวใจฉันกระแทกซี่โครง
“อีกที” ฉันพูดโดยไม่หันหลัง “ความถี่เดิม ต่ำกว่านั้นอีกนิด”
ครามไม่ถาม นิ้วทั้งสิบกดลง บทเพลงคลื่นกระแทกดังขึ้นเป็นชั้น เสียงทุ้มก้องในช่องอก ท้อง กระดูกเชิงกราน ไม่ใช่เพลงสำหรับหู หากเป็นเพลงสำหรับโครงร่างของสิ่งของ คลื่นแต่ละลูกเดินทางผ่านอากาศหนาทึบของปราณมืด แล้วปะทะผิวอสูร
ครั้งนี้ฉันเห็นชัด
ทุกครั้งที่โน้ตต่ำกระทบ ผิวกระจกสีดำไม่ได้สะท้อนแสงนิ่งอีกต่อไป มันกระเพื่อมเหมือนผิวน้ำถูกหยดฝน จุดที่เป็นข้อต่อ ซอกคอ ร่องหน้าอก เกิดรอยย่นชั่วคราว สนามสะท้อนพลังที่ห่อร่างมันกะพริบเป็นจังหวะเดียวกับสายกู่ฉิน
ลมหายใจของฉันสั้นลงแต่คมขึ้น
“มิน อัน” ฉันชี้โดยไม่ลดสายตาจากอสูร “อย่ายิงเพื่อฆ่า ยิงแสงให้ตกกระทบมุมเอียง สร้างเงาบนผิวมัน ฉันต้องการจุดมืดที่ไม่สะท้อนกลับมาตรง ๆ”
“เงาตกกระทบ…” มินหรี่เนตรพิกัด วงอำพันหมุนเร็ว “ฉันเห็นร่องแล้ว สามจุด ข้อไหล่ซ้าย กลางหน้าอก ใต้กระดูกหัวใจ มันโผล่ตอนเสียงต่ำกระทบ”
อันผายคันศร “ลูกศรส่องแสง พร้อม”
โขมตบพื้นด้วยฝ่าเท้า กำแพงดินเตี้ย ๆ ผุดขึ้นเป็นฉากกำบังให้ชั้นสี่ถอยมาจัดท่าใหม่ “ฉันตรึงพื้นให้ ใครจะพุ่งก็พุ่งบนหินที่ฉันยก”
ชั้นสี่ยกโล่ที่บุบ เลือดที่มุมปากถูกเขาเช็ดด้วยหลังมือ “ครั้งหน้าฉันรับด้านข้าง ไม่รับหน้าเต็ม”
เยี่ยหลิงเหมือนสัมผัสได้ว่าเราหยุดบุ่มบ่าม มันก้มคอลง วงแหวนเงินหดแคบ
“เพลง…” เสียงกระจกสั่น “เจ้าคิดว่าเสียงจะทำลายกระจกได้หรือ”
มันกระทืบเท้า
คลื่นสะท้อนไม่ได้พุ่งเป็นเส้นตรงอีกต่อไป มันระเบิดรอบทิศ ภาพเงาของโล่ชั้นสี่ ภาพคมดาบของลิลี่ ภาพลูกธนูของอัน ถูกฉายออกจากผิวมันพร้อมกันสิบกว่าภาพ แต่ละภาพมีน้ำหนักของแรงจริง
ชั้นสี่ไม่เผชิญหน้า เขาเอียงโล่เป็นมุมเฉียงตามที่ฉันตะโกน แรงส่วนหนึ่งไถลออกไปฉีกผา อีกส่วนกระแทกขอบโล่จนเขาถอยแต่ไม่ทรุด ลิลี่ใช้ Spirit Bladeปัดคลื่นด้านข้าง ไม่ฟันเข้าเนื้อกระจก ประกายเงินเฉียดผิวอสูรแล้วเบนออก มือของเธอยังชาแต่ไม่หลุดดาบอีก
ฉันใช้ช่วงนั้นพุ่งเฉียดใต้แขนมัน
ปราณสายฟ้าไม่ถูกยิงออกเป็นลำ ฉันเก็บมันไว้ในเส้นเอ็น ข้อเท้า ปลายนิ้ว ให้ร่างกายเคลื่อนที่เร็วขึ้นเท่านั้น พอเข้าใกล้ ฉันได้กลิ่นโอโซนผสมกลิ่นแก้วถูกเผา ผิวของเยี่ยหลิงเย็นจนขนลุกแม้ห่างไปคืบ
โน้ตต่ำของครามลงจังหวะพอดี
ผิวข้อไหล่ซ้ายของมันย่น
มินตะโกนพิกัด “ซ้าย สองคืบจากข้อ ตอนนี้!”
อันกับมินปล่อยลูกธนูแสงพร้อมกัน ไม่ได้เล็งเนื้อ ลูกศรสองดอกวาดโค้งตัดกันเหนือไหล่อสูร แสงสีขาวอำพันตกกระทบแผ่นกระจกเป็นมุมเฉียง เงาของลูกศรทอดยาวเป็นแถบมืดพาดผ่านจุดที่ผิวกำลังสั่น
จุดบอด
มันดำสนิท ไม่สะท้อน ไม่เรือง ไม่ส่งภาพกลับ
ฉันหยุดฝ่ามือที่กำลังจะแทงสายฟ้าเข้าไปตรงนั้นไว้ได้ เพราะยังเร็วเกินไป จุดบอดอยู่แค่ชั่วโน้ตเดียว ถ้าเข็มไม่ถึงพร้อมกัน สามจุดจะไม่เปิดพร้อกัน
“คราม อย่าปล่อยจังหวะ!” ฉันร่วงลงพื้น หลังกระแทกหินแต่ลุกทันที “มิน เปิดสามจุดพร้อมกันในคลื่นหน้า!”
เธอไม่ตอบด้วยคำ นิ้วดีดสายถัดไปหนักกว่าเดิม บทเพลงคลื่นกระแทกความถี่ต่ำกดทั้งยอดเขาให้สะเทือน เส้นผมของฉันลอย น้ำในเหงื่อบนผิวหนังเป็นระลอก แม้แต่ปราณมืดรอบเยี่ยหลิงยังเป็นคลื่นไม่เป็นลำ
อสูรคำราม เสียงกรีดแก้ว
มันหมุนตัวเร็วผิดกับขนาด พยายามบดเราด้วยฝ่ามือกระจก ชั้นสี่พุ่งเข้าประกบด้านข้างโล่ ไม่ใช่รับเต็มหน้า เขาใช้ขอบโล่กระแทกข้อมือมันให้เบนครึ่งหนึ่ง แรงสะท้อนยังดีดเขาออกไป แต่ทิศทางของฝ่ามือพลาดจากกลุ่มเราไปฟาดเหว
ลิลี่วิ่งตามประกาย Spirit Blade ฟันเส้นเอ็นแสงที่ข้อเท้าด้านหลังของอสูรแบบเฉียดผิว ไม่ให้คมจม เพียงพอให้จังหวะก้าวของมันสะดุดครึ่งก้าว
ครึ่งก้าวนั้นคือทั้งหมดที่ฉันต้องการ
มือซ้ายฉันล้วงเข้าอกเสื้อ ตลับศิลาเย็นสัมผัสฝ่ามือแล้วร้อนขึ้นเมื่อฝาเปิด ภายในมีเข็มตรึงวิญญาณสามเล่มวางเรียง เข็มไม่ได้เป็นโลหะตาย มันสั่นเองเมื่อถูกอากาศของยอดเขาเมฆาดำ
เข็มเล่มหนึ่งเปล่งแสงสีทอง
เล่มสองเป็นสีม่วงเข้ม
เล่มสามเป็นสีครามเข้มกว่าท้องฟ้าก่อนฝน
ฉันไม่เอ่ยคาถายาว ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ถูกบีบจากตันเถียนขึ้นมาที่ปลายนิ้ว เป็นสายฟ้าที่ไม่ระเบิดออกนอก แต่ไหลเป็นเส้นไหมบางเข้าไปในรูเข็มทั้งสาม
“ลอย”
เข็มทั้งสามหลุดจากตลับ วนรอบตัวฉันเป็นวงช้า ๆ แสงสามสีตัดกับความมืดของเมฆ ขนแขนลุกชันเพราะไฟฟ้าสถิต กลิ่นโอโซนแรงจนแสบจมูก
“ได้ยินแล้ว” ฉันกระซิบ
เยี่ยหลิงหันกลับมาหาฉัน วงแหวนเงินเบิกกว้าง มันเห็นเข็ม
ฝ่ามือกระจกฟาดลงตรงหัวฉัน
ชั้นสี่ร้องเสียงหลงแล้วกระโดดสไลด์เข้ามา โล่เอียงสี่สิบห้าองศารับแรง รอยบุบเดิมฉีกกว้าง เลือดกำเดาเขาแตก แต่ฝ่ามืออสูรเบนออกไปครึ่งหนึ่งพอให้ฉันไม่แบน
“ไป!” เขาคำราม “ฉันรับไม่ได้อีกนาน!”
ครามกดสายสุดท้ายของท่อนเพลง เสียงต่ำจนพื้นหินเป็นรอยแตกละเอียด คลื่นกระแทกสามลูกซ้อนกันพอดีกับจังหวะที่มินตะโกน
“เปิด!”
ลูกธนูแสงหกดอกของมินและอันวาดใยแสงตัดกันบนผิวอสูร เงาตกกระทบพาดสามจุดพร้อมกัน ข้อต่อหัวไหล่ ร่องกลางหน้าอก และตำแหน่งหัวใจที่เนตรพิกัดของมินล็อกไว้ด้วยวงอำพัน
ผิวกระจกย่นทั้งสามจุด
สนามสะท้อนกะพริบดับเป็นรูดำ
ฉันดีดนิ้ว
เข็มสีทองพุ่งก่อน ปราณสายฟ้าพันรอบลำเข็มไม่ใช่เพื่อระเบิด แต่เพื่อเจาะให้วิถีตรง มันไม่ชนผิวเรียบ มันหายเข้าไปในรูดำที่ข้อไหล่ซ้าย
เสียงที่ดังไม่ใช่เสียงสะท้อน
เป็นเสียงแก้วถูกตรึงจากข้างใน กร๊อก
เข็มสีม่วงตามมาครึ่งลมหายใจ ปักเข้าหน้าอก แสงม่วงแลบตามรอยร้าวเส้นเล็ก
เข็มสีครามเล่มสุดท้ายฉันไม่ยิงไกล ฉันพุ่งตามมันไปเอง เพราะจุดหัวใจอยู่ลึก และถ้าจังหวะคลาดแม้ครึ่งเสี้ยว รูดำจะปิด
คลื่นเพลงของครามยังกดความถี่ไว้ ฉันกระโดดเหยียบเข่าชั้นสี่ที่เขาย่อให้เป็นบันได แล้วเหยียบขอบโล่บุบเป็นขั้นที่สอง ร่างกายระดับสามขั้นสมบูร!