ลำแสงสายฟ้าสีดำฟาดเปรี้ยงลงจากยอดเสาค่ายกลต้นที่สาม เสียงดังสนั่นราวกระดูกฟ้าปริ แรงกระแทกแห่งพลังมืดซัดร่างชั้นสี่จนโล่ยักษ์ร้องครวญ ขอบโล่บิดเป็นคลื่น ฝ่ามือของเขาปริเลือดร้อนฉ่า ฉันยืนอยู่กึ่งกลางวงรบ อกสั่นสะเทือนเหมือนมีใครทุบแกนหัวใจด้วยค้อนเหล็กเย็น
ไอมืดแทรกเข้าทางรูจมูก ลิ้นขมคล้ายสนิมผสมเลือด ภาพตรงหน้าพร่ามัว แล้วโลกก็พลิกเป็นสีแดงฉาน
ฉันเห็นหุบเขาทั้งผืนกลายเป็นบึงเลือด เสาหินสามต้นงอกเป็นกระดูกซี่โครงยักษ์ ใบหน้าของครามแตกร้าว ดวงตาของเธอกลวง ริมฝีปากขยับโดยไม่มีเสียง ลิลี่ในภาพลวงตายิ้มเย็น ดาบวิญญาณของเธอกลับด้าน ปลายคมชี้มาที่คอฉันเอง ชั้นสี่คุกเข่า โล่หักสองท่อน มินยืนไกลออกไป ดวงเนตรพิกัดของเธอขาวโพลน ไม่มีลูกตา
“อย่าเชื่อภาพนั้น”
เสียงกู่ฉินของครามตัดเข้ามาบางเฉียบ ท่วงทำนองคลื่นกระทบโขดหินในห้วงจิต ฉันกระอัก รสเหล็กเต็มปาก เธอยืนอยู่จริงข้างหลังอันกับโขม นิ้วทั้งสิบกดสายกู่ฉินจนข้อนิ้วซีด เลือดซึมมุมปาก แต่เธอไม่ยอมปล่อยเครื่องดนตรี
คำเตือนระเบิดในกะโหลก ฉันกัดฟันจนกรามลั่น ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์หมุนรอบตันเถียนอย่างฝืดเคือง ยังไม่ถึงขั้นสี่ ร่างกายนี้รับภาระได้แค่เท่านี้ ถ้าฝืนทะลวงตอนนี้ เส้นลมปราณจะขาดเป็นเส้นด้าย
บนยอดเสา ขุนพลหน้ากากเงินยืนตระหง่าน ชายคลุมปลิวตัดกับฟ้ามืด มือซ้ายของเขาประคองเข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สาม เข็มเรียวดำสนิท ตัวอักษรโบราณคลานไปตามผิวโลหะราวแมลงเป็นๆ เขาบิดข้อมือเพียงนิด
ฟ้าคราง
เข็มเงาสีดำนับหมื่นเล่มแยกตัวจากเข็มแม่ พุ่งกระหน่ำลงมาเป็นห่าฝนเหล็ก เสียงหวีดแหลมแทงแก้วหู ลมที่มาก่อนเข็มมีกลิ่นไหม้และกลิ่นศพเก่า
“ยก!” ชั้นสี่คำราม
กล้ามเนื้อทั่วร่างเขาปูดระเบิด เส้นเอ็นตึงจนเห็นชัดใต้ผิว เขาทรุดเข่าข้างหนึ่งปักโล่ยักษ์ลงดิน มุมโล่เฉียงรับฝนเข็ม แรงปะทะแต่ละดอกทำให้พื้นหินใต้เท้าเขาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม เข็มบางเล่มไถผิวโล่เป็นประกายดำ บางเล่มกระเด็นกลับขึ้นฟ้า
ลิลี่ไม่รอให้ช่องว่างกว้าง เธอหมุนตัวต่ำ ผมยาวฟาดอากาศ Spirit Blade ในมือส่งเสียงหวีดใสราววิญญาณกรีดร้อง คมดาบวาดเป็นม่านวงกลมรอบตัวฉัน เข็มเงาที่ลอดโล่มาได้ถูกสะท้อนเป็นเส้นแสงเงินกระจาย ประกายไฟดำกับประกายดาบชนกันกลางอากาศ เศษโลหะร่วงปรายลงบนไหล่ฉันร้อนจี๊ด
“ซ้ายสามวา เข็มแม่กำลังเอียง!” เสียงมินดังมาจากโขดหินด้านข้าง
เนตรพิกัดของเธอสว่างเป็นวงแหวนบาง ลูกศรในมือขวาโก่งจนสายธนูร้อง เธอยิงไม่เล็งฝูง แต่เล็งจุดบรรจบของเข็มเงา สามดอกพุ่งทะลุช่องว่าง ระเบิดเป็นคลื่นสั่นตรงแนวที่ฝนเข็มหนาที่สุด ทำให้ทิศทางของห่าเหล็กเพี้ยนไปครึ่งองศา พอให้ชั้นสี่ยันไหว
อันกับโขมไม่เข้าประชิดเสา พวกเขารู้หน้าที่ โขมปักทวนสั้นลงดินสร้างวงปราณรอบคราม อันใช้ฝ่ามือประกบหลังเธอ ส่งลมปราณอุ่นเข้าเส้นลมปราณที่สั่นเพราะเสียเลือด
ครามกัดริมฝีปากจนเลือดใหม่ทับเลือดเก่า เธอเปลี่ยนท่วงทำนอง จากคลื่นกระทบโขดเป็น ‘ท่วงทำนองคลื่นสงบนิ่ง’ เสียงกู่ฉินแผ่วลง แต่ทุ้มลึก ทุกโน้ตเหมือนมือเย็นวางทับหน้าผากฉัน ภาพบึงเลือดกระเพื่อม ใบหน้าแตกของเธอในภาพลวงตาเริ่มไม่แน่ชัด
ฉันคว้าจังหวะนั้น
มือขวาล้วงเข้าอกเสื้อ ตลับศิลาเย็นจัดแนบผิว ฉันดึงมันออกมา ฝาตลับสะบัดเปิดเองเมื่อปราณสายฟ้าในกายสัมผัสรอยสลัก เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่หนึ่งและเล่มที่สองลอยขึ้นช้าๆ หมุนสวนทางกัน แสงทองจางๆ เลียไปตามลำเข็ม ไอมืดที่เกาะปลายเข็มถูกเขี่ยหลุดเป็นขี้เถ้า
ฟ้าด้านบนตอบสนอง
ก้อนเมฆที่ถูกเสามืดดูดจนดำเริ่มปริรอยทอง ประกายธรรมชาติไม่ใช่สายฟ้าของค่ายกล มันมาจากฟ้าจริง จากประจุที่สะสมเหนือหุบเขามานานก่อนที่เสาทั้งสามจะถูกปัก ฉันเงยหน้า ไม่หลบ
สายฟ้าสีทองผ่าลงmeasures—
ไม่ มันผ่าลงตรงตัวฉัน
ความร้อนขาวแล่นจากกระหม่อมถึงส้นเท้า ฟันทุกซี่ร้อง เล็บมือเป็นสีฟ้าชั่วขณะ ฉันไม่เก็บปราณหนี ฉันกางอก ใช้ร่างกายระดับสามขั้นสมบูรณ์เป็นตัวนำ เส้นลมปราณทุกเส้นถูกบังคับให้เป็นร่องทองแดง กระแสธรรมชาติพุ่งผ่านหัวใจ ผ่านตันเถียน แล้วพุ่งออกทางปลายดาบที่กำแน่น
เพลงของครามยังไหลอยู่ในเลือด คลื่นสงบนิ่งโอบกระแสไฟฟ้าที่อยากจะระเบิดมั่ว ฉันผสานสองสิ่งที่โดยปกติฆ่ากัน ฟ้ากับน้ำ คมกับนุ่ม ทุกครั้งที่สายฟ้าจะฉีกเส้นปราณ โน้ตของเธอกดมันให้กลับเข้าสู่จังหวะ
ดาบในมือเริ่มร้อง
ไม่ใช่เสียงเหล็ก เป็นเสียงฟ้าฟาดผิวทะเล
ตัวเลขสีแดงเริ่มนับถอยหลังในมุมมองจิต ห้าสิบเก้า ห้าสิบแปด ฉันไม่มีเวลาชมประกาย
“ถอยวง!” ฉันตะโกน
ชั้นสี่ถอนโล่พร้อมเสียงครางต่ำ ลิลี่ตัดม่านดาบเป็นเสี้ยวเดียวแล้วถอยเฉียง มินยิงลูกธนูสัญญาณพุ่งขึ้นเป็นแสงเขียวสั้นๆ บอกช่องว่างบนท้องฟ้า อันตะโกนให้ครามอย่าหยุดเล่น แม้เธอจะสั่นจนสายกู่ฉินเปื้อนเลือด
ฉันถีบพื้น
หินใต้เท้ายุบเป็นหลุม ร่างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวลูกศรสายฟ้า ลมกรีดแก้มจนแสบ หูอื้อเป็นแผ่นเดียว ความเร็วเหนือเสียงทำให้ฝนเข็มเงาดูช้าลงครึ่งจังหวะ ฉันไม่ฟันทุกเล่ม ฉันเอียงไหล่ บิดข้อเท้าในอากาศ หลบเป็นเส้นซิกแซกชิดขอบประกายดำ เข็มบางดอกไถชายเสื้อขาดเป็นริ้ว กลิ่นผ้าไหม้โชยขึ้นจมูก
ยอดเสาใกล้เข้ามา ขุนพลหน้ากากเงินหันมา ดวงตาหลังหน้ากากเป็นรอยแยกเรืองแสงมัว เขาชักกระบี่มืดออกจากฝัก คมกระบี่ไม่มีเงาสะท้อน มันกลืนแสงรอบตัว แล้วฟันลงมาตรงแนวพุ่งของฉัน
“มาให้ถึงมือข้าก่อน ค่อยพูดเรื่องเข็ม”
เสียงเขาแบน ไร้อารมณ์
ดาบอัสนีบาตสวรรค์เก้าชั้นในมือฉันส่งชั้นพลังออกมาทีละระลอก ชั้นแรกผ่าลม ชั้นสองฉีกไอมืดที่ห่อกระบี่ ชั้นสามถึงชั้นเจ็ดอัดรวมเป็นลำแสงทองขาวไม่มีเสียง ฉันบิดข้อมือตอนระยะประชิด ปลายดาบชนกลางคมกระบี่มืด
เสียงหักดังกว่าฟ้าร้อง
กระบี่มืดสะบั้นจากตรงกลาง ครึ่งคมหมุนหลุดออกจากมือขุนพล หน้ากากเงินร้าวเป็นเส้นบาง เขาเซถอยหนึ่งก้าวบนยอดเสาแคบๆ เข็มตรึงวิญญาณเล่มที่สามยังลอยข้างไหล่เขา สั่นระริกเหมือนอยากหนี
ฉันไม่ให้ช่อง
ดาบฟาดลงกลางเสาค่ายกลต้นที่สาม ไม่ได้เล็งขุนพล เล็งแกนหินที่ดูดฟ้ามืดทั้งผืน ทองชนดำ เสาส่งเสียงร้องต่ำราวสัตว์ถูกชำแหละทั้งเป็น รอยแยกวิ่งจากยอดลงโคนเร็วกว่าสายตา ประกายไฟสีทองระเบิดออกเป็นกลีบ พุ่งฉีกเนื้อหินเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นเล็ก ฝุ่นร้อนซัดหน้าฉันจนน้ำตาไหลเอง
เข็มเล่มที่สามกระเด็นหลุดจากแรงดูดของเสา หมุนคว้างกลางประกาย
สี่สิบวินาที
ฉันเหยียดมือซ้าย ปราณสายฟ้าที่เหลือในปลายนิ้วดีดเป็นตะขอ คว้าด้ามเข็มไว้ได้ก่อนมันจะตกสู่เหวหิน เข็มเย็นผิดธรรมชาติ ไอมืดพยายามไต่เข้าเส้นเลือดข้อมือ ฉันกระชากตลับศิลาขึ้นมาด้วยมือขวา เปิดฝาค้างไว้ เข็มเล่มหนึ่งและเล่มสองข้างในส่งแสงทองเรียก
ฉันยัดเข็มเล่มที่สามลงไปทันที
ฝาตลับปิดสนิทเอง
สามเล็มเชื่อมกันภายในหิน เสียงไม่ดังที่หู แต่ดังในกระดูก คลื่นพลังชำระล้างแผ่ออกจากอกฉันเป็นวงแหวนทองขาว ไอมืดที่เกาะจิตสำนึกถูกชะล้างเหมือนคราบน้ำมันโดนน้ำทะเลซัด ภาพสีเลือดแตกสลาย หุบเขากลับมาเป็นหิน เป็นลม เป็นกลิ่นโอโซน
คลื่นนั้นไม่หยุดที่ตัวฉัน มันกวาดลงพื้น เข็มเงาที่ยังลอยอยู่ไหม้เป็นเถ้าก่อนแตะดิน รอยดำบนโล่ของชั้นสี่จาง เลือดที่มุมปากครามหยุดซึม เนตรของมินกะพริบกลับเป็นสีเดิม เสาที่สามพังทลายลงทั้งต้น เสียงหินถล่มก้องหุบเขาจนนกตายที่ซ่อนในซอกผากระเจิง
ฉันตัดกระแส ดาบในมือมืดลงเป็นเหล็กธรรมดา ความร้อนค้างในเส้นปราณยังแสบราวมีลวดทองแดงฝังเนื้อ ร่างกายระดับสามขั้นสมบูรณ์สั่นไม่หยุด เข่าอ่อนตอนเท้าแตะพื้นแตกร้าว ตลับศิลาในกำมืออุ่นผิดปกติ สามเข็มข้างในกระตุกเป็นจังหวะเดียวกันกับหัวใจ
ชั้นสี่ทรุดนั่ง พิงโล่ หัวเราะแห้งๆ “เสาหักแล้ว นายท่าน”
ลิลี่กวัดแกว่งข้อมือที่ชา “ยังไม่จบ กลิ่นไม่หายไปทั้งหมด”
มินกระโดดลงจากโขดหิน ลูกธนูเหลืออยู่ในซองไม่กี่ดอก “พิกัดมืดรวมศูนย์ที่ร่างนั้น ไม่กระจายแล้ว”
อันกับโขมประคองครามไว้ เธอมองฉัน ดวงตายังใส แต่ริมฝีปากซีดจัด นิ้วของเธอวางบนสายกู่ฉินเหมือนยังกลัวว่าถ้าปล่อย คลื่นในใจฉันจะแตกอีกครั้ง
ฉันหันไปทางเงาที่ร่วงลงมากับเศษเสา
ขุนพลหน้ากากเงินคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหินแตก หน้ากากร้าวครึ่งซีก เผยผิวซีดใต้รอยแยก เขาควรจะหมดแรง กระบี่หัก เสาพัง เข็มถูกชิง แต่มุมปากของเขากลับฉีกยิ้มกว้างจนผิดมนุษย์
เสียงหัวเราะลั่นสะท้อนผนังหุบเขา
“เจ้าคิดว่าแย่งเข็มได้แล้วจะชนะรึ? แกนพลังแท้จริงของท่านผู้นั้น... สถิตอยู่ในร่างข้า!”
พื้นใต้เขาร้าวออกเป็นวง ไอมืดที่คลื่นทองเพิ่งชำระล้างถูกดูดกลับเข้าสู่ทรวงอกเขาเหมือนน้ำวนย้อน กระดูกเขาดังกรอบแกรบ ไหล่บิดขยาย แขนยืดยาวเกินสัดส่วน หน้ากากเงินละลายเข้าสู่ผิว กลายเป็นแผ่นกระจกบิดเบี้ยวหลายร้อยเหลี่ยม
ร่างนั้นลุกขึ้น สูงท่วมโล่ของชั้นสี่ ทุกเหลี่ยมกระจกสะท้อนใบหน้าพวกเราบิดเบี้ยว ตาเป็นรูดำ ปากอ้าไม่มีเสียง ในเงาสะท้อน ฉันเห็นเข็มสามเล่มในตลับศิลาเรืองแสง แล้วเห็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอยู่บนพื้นจริง เงาร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หลังกระจกทุกบาน พยักหน้าช้าๆ
อสูรเงากระจกยักษ์ก้าวหนึ่ง หุบเขาสั่น!