เสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะท้านฟ้าเหนือหุบเขาสายฟ้าร้างก่อนที่ขอบฟ้าจะขาว ท้องฟ้าแยกเป็นสีม่วงเข้มกับดำทะมึนราวแผลเป็นที่ไม่มีวันสมาน กองทัพหุ่นเชิดวิญญาณนับพันตนเคลื่อนพลออกจากหมอกมืด กลิ่นไอพิษขมคล้ายกระดูกเผาผสมพลังสะกดจิตวิญญาณแผ่ปกคลุมหุบเขาเหมือนกำแพงเหล็กเย็นจัด ขนบนท่อนแขนฉันลุกชัน พื้นหินใต้ฝ่าเท้าสั่นเป็นจังหวะหนัก ๆ ตามฝีเท้าที่ไม่มีชีวิต
ฉันกัดฟันอ่านข้อความที่ลอยพริบตรงหน้า ปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ในเส้นลมปราณยังนิ่งแน่น ไม่พุ่งพล่านเกินขอบเขต ตลับศิลาในอกเสื้ออุ่นจาง ๆ สัมผัสผิวผ่านผ้าชั้นในเหมือนหัวใจก้อนที่สองที่ยังไม่ยอมตื่นเต็มที่
“วางค่าย!” เสียงฉันแหบจากลมพิษ “เจ็ดดารา ห้ามให้แนวขาด!”
หุบเขาสายฟ้าร้างกว้างกว่าที่แผนที่เก่าบอกไว้ เสาหินธรรมชาติตั้งเรียงรายดั่งเขี้ยวสัตว์ดึกดำบรรพ์ ทุกต้นมีรอยฟ้าผ่าโบราณสีดำไหม้เกรียมเป็นลายกิ่งไม้ตาย ไอโอโซนกัดจมูก ไฟฟ้าสถิตในอากาศทำให้เส้นผมที่หลุดจากมวยชี้ฟู ฉันกวาดสายตาหนึ่งรอบ แล้วชี้ตำแหน่งด้วยปลายดาบสายฟ้าที่ยังหุบฝัก
ชั้นสี่ยืนกึ่งกลางลานหิน ไหล่กว้างบังแนวหมอกได้ครึ่งหนึ่ง เขาทุบโล่เหล็กดัดแปลงใหม่ลงพื้นดังสนั่น หนามขอบโล่กินเข้าเนื้อหิน แกนรับแรงปะทะปักแน่น ลายวงจรที่เราฝังไว้เมื่อคืนก่อนเริ่มเรืองแสงสีเงินหม่นตามร่องฟ้าผ่าเก่า
“แกนกลางอยู่!” เขาคำราม เสียงต่ำจนกรวดหินใกล้เท้ากระเพื่อม “ใครจะทะลุ ต้องเหยียบศพฉันก่อน!”
ครามไม่ตอบด้วยคำพูด เธอก้าวขึ้นแท่นหินสูงทางทิศตะวันตก ชายชุดสีครามพลิ้วตัดกับฟ้าม่วง นิ้วเรียววางลงสายกู่ฉิน โน้ตแรกไม่ดังกังวาน หากสั่นเป็นระลอกน้ำบาง ๆ คลื่นนั้นเลื้อยไปผสานไฟฟ้าสถิตในอากาศ ผมบนต้นคอฉันชาวาบ ฝุ่นพิษที่ลอยต่ำถูกกดให้ช้าลงครึ่งจังหวะ หุ่นเชิดแถวหน้าซึ่งกำลังจะพุ่ง ฝีเท้าสะดุดราววิ่งในน้ำลึก
มินกับอันขึ้นชะง่อนผาฝั่งซ้ายแล้ว ธนูของมินโค้งตึง เนตรพิกัดของเธอวูบเป็นประกายเขียวอ่อนตอนส่องทะลุหมอก “ศูนย์ยันต์แถวหน้าที่สาม… ขยับช้าเพราะคลื่นของพี่คราม ฉันปักได้”
อันไม่พูดมาก ลูกธนูสั้นสามดอกหนีบระหว่างนิ้ว พร้อมจะถล่มตามจุดที่มินชี้
ปีกขวาและทางลงหุบเขาด้านหลัง โขมปักทวนสั้นคู่ ยืนบังช่องแคบระหว่างเสาสองต้น จินยียืนข้างเขา ดาบคู่ต่ำระดับเข่า ลมหายใจทั้งคู่สั้นและสม่ำเสมอ ฉันพยักหน้าครั้งเดียว พวกเขารู้ว่าถ้าแนวหลังแตก ทหารเงาจะโอบล้อมเราภายในสิบลมหายใจ
ฉันย่อตัว ฝ่ามือซ้ายแตะพื้น ปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ไหลออกเป็นเส้นบาง ไม่ระเบิด ไม่ทะลวงเพดานพลัง เพียงเกาะรอยฟ้าผ่าโบราณบนเสาหินทั้งเจ็ด กระบวนรบเจ็ดดาราเริ่มทำงาน ดาวเหนือคือโล่ของชั้นสี่ ดาวทั้งหกที่เหลือคือตำแหน่งของพวกเรา เชื่อมด้วยกระแสไฟฟ้าที่เพลงคลื่นของครามทำให้ไม่กระจัดกระจาย
หมอกดำฉีกออก
หุ่นเชิดวิญญาณถล่มเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ร่างทำจากกระดูกอสูรเย็บด้วยเอ็นดำ ยันต์สะกดสีหมึกคลานบนหน้าอกกลวง ไม่มีดวงตา มีเพียงเบ้าว่างที่แสงม่วงหมุนคว้าง กลิ่นกระดูกเก่าผสมน้ำมันยันต์ฉุนจนแสบตา พวกมันไม่กลัวดาบ ไม่ชะงักเมื่อตัวแรกถูกฟันขาดครึ่ง ตัวหลังเหยียบซากวิ่งทับต่อทันที
ลิลี่วูบออกจากเงาฉันก่อนที่ฉันจะออกคำสั่ง Spirit Blade ในมือเธอเป็นประกายสีเงินเย็น คมแรกฟันข้อศอกหุ่นเชิดขาดกระเด็น กระดูกสีขาวนวลกลิ้งไปกองที่เท้าชั้นสี่ คมที่สองปาดหัวเข่า อีกเล่มที่สามกรีดยันต์บนหน้าอกจนหมึกดำพุ่งเป็นละออง เธอไม่ตะโกน ไม่โม้ เพียงหมุนตัวในวงแคบ ทุกครั้งที่ใบมีดกระทบกระดูก มีเสียงใสราวแก้วแตกร้าว
“มาอีก!” ชั้นสี่คำราม ดันโล่ไปข้างหน้า
แรงปะทะทำให้ฝูงหุ่นเชิดแถวหน้ากระเด็นถอย ร่างบางตนหักกลางลำตัว แต่ยันต์ยังกระตุกให้ครึ่งล่างคลานเข้ามา เขาไม่ถอย ตอกขอบโล่ลงซ้ำ หนามเหล็กบดกระดูกเป็นผงขาวปนดำ ไฟฟ้าจากแกนเจ็ดดารากระโดดไปตามโล่ เป็นประกายสีขาวสั้น ๆ ไม่ใช่สายฟ้าพิฆาตเต็มรูปแบบ หากพอทำให้ข้อต่อยันต์ชาไปครู่หนึ่ง
บนผา มินปล่อยลูกศรเรดาร์ หัวธนูไม่แหลมเพื่อสังหาร หากเป็นเข็มคริสตัลเล็กที่หวีดเสียงสูงตอนผ่าอากาศ มันปักกลางยันต์สะกดของหุ่นเชิดตัวนำฝูง คลื่นพิกัดแผ่ออก หุ่นรอบข้างสิบกว่าตนชะงัก แล้วหันคมกระดูกใส่พวกเดียวกัน เสียงกระแทกกระดูกกับกระดูกดังระรัวน่าสะอิดสะเอียน พวกมันห้ำหั่นเองตามคำสั่งที่ถูกย้อน
อันเติมลูกธนูสั้นตามรอยแตกที่มินเปิด ทุกดอกปักข้อต่อคอ ทำให้หัวหุ่นเชิดหลุดแต่ลำตัวยังวิ่งอีกสองก้าวก่อนล้ม
ฉันไม่ได้ยืนดูนาน
ดาบสายฟ้าชักออกจากฝัก คมสีขาวฟ้าสั่นตามจังหวะกู่ฉินของคราม เพลงคลื่นของเธอไม่ได้อยู่ไกล มันไหลเข้าข้อมือฉันทางเส้นเจ็ดดารา ทำให้น้ำหนักดาบเบาลงครึ่งหนึ่งในจังหวะฟาด และหนักขึ้นอีกครึ่งในจังหวะกด ฉันพุ่งผ่ากลางสมรภูมิ
หุ่นเชิดระดับนายกองตัวแรกสูงกว่าฉันครึ่งช่วงตัว ไหล่กว้างติดแผ่นกระดูกอสูรยักษ์ ยันต์ดำบนหน้าอกหนาเป็นชั้น มันเหวี่ยงขวานกระดูกปาดระดับคอ ฉันย่อหลบ ลมจากคมขวานเฉือนโคนผม กลิ่นพิษกรีดรูจมูกจนน้ำตาซึม ปราณสามขั้นสมบูรณ์ไม่ระเบิดออกนอกตัว ฉันอัดมันเข้าคมดาบ กระบวนท่าอัสนีบาต
ดาบฟาดทแยงจากล่างขึ้นบน
แสงขาวแลบครั้งเดียว ยันต์สะกดวิญญาณบนหน้าอกนายกองขาดสะบั้นเป็นสองเสี่ยง หมึกดำพุ่งใส่หน้าฉันร้อนผ่าว ฉันปัดด้วยข้อมือ ปราณสายฟ้าช็อตละอองพิษให้กระเด็นเป็นประกายไหม้ ร่างนายกองยังก้าวมาอีกก้าวทั้งที่ยันต์ขาด แล้วทรุดคุกเข่า เบ้าตาว่างดับสนิท
ตัวที่สองเข้ามาทางซ้ายทันที ฉันไม่หันทั้งตัว บิดข้อมือให้คมดาบย้อนกลับตามคลื่นเพลงของคราม จังหวะน้ำพาให้ดาบโค้งอ้อมศอก ฟันข้อต่อไหล่ขาด กระดูกกระเด็นไปชนหน้าผากหุ่นเชิดตัวที่สามจนยันต์บนหัวมันร้าว ไฟฟ้าสถิตกระโดดตามรอยร้าวนั้นเอง ตัวที่สามชักกระตุกแล้วฟาดอาวุธใส่เพื่อนข้างเคียง
ฉันเคลื่อนดั่งเงาฟ้าผ่า ไม่ลอยสูงเกินจำเป็น ฝ่าเท้าเตะหินทุกสองก้าวเพื่อเปลี่ยนทิศ เหงื่อเย็นผสมเลือดฝอยจากแผลถลอกที่แก้ม รสชาติเหล็กล้นปาก ทุกดาบตั้งใจฟันยันต์ ไม่เสียแรงไปกับการบดกระดูกทั้งร่าง พวกมันไม่มีชีวิตให้ฆ่า มีเพียงตราสะกดให้ตัด
คลื่นจากแท่นหินของครามเปลี่ยนจังหวะ โน้ตถี่ขึ้น น้ำในอากาศซึ่งไม่ควรมีในหุบเขาแห้งกลับรวมตัวเป็นม่านบาง ๆ ไฟฟ้าของฉันไหลผ่านม่านนั้นกลายเป็นอวนแสง หุ่นเชิดที่วิ่งเข้าอวนช้าลงอีกนิด แค่พอให้ลิลี่ปาดข้อเข่าได้ทั้งแถว
“ทางซ้ายบาง!” มินตะโกนจากผา เสียงเธอขาดเป็นช่วงเพราะลม “นายกองอีกสอง ยันต์ซ้อนสามชั้น ลูกศรฉันเจาะไม่ทะลุ!”
“ส่งพิกัดมา!” ฉันตะโกนกลับ
แสงเขียววูบที่หัวไหล่หุ่นเชิดตัวสูงทางซ้ายของชั้นสี่ ฉันวิ่งตัดหน้าร่างที่ลิลี่เพิ่งฟันขาด ไหล่ชนกระดูกหลุดกระเด็น ดาบอัสนีบาตฟาดลงตามจุดเขียว ชั้นยันต์แรกแตกดังแก้ว ชั้นสองต้านไว้ แรงสะท้อนทำให้ข้อมือชา ฉันไม่ฝืนทะลวงระดับพลัง ฉันถอยครึ่งก้าว ให้เพลงคลื่นของครามดึงจังหวะกลับมา แล้วฟาดซ้ำในจังหวะที่ไฟฟ้าสถิตจากเสาหินกระโดดเข้าคมดาบเอง
ชั้นสองขาด
ชั้นสามยังเหลือเส้นบาง หุ่นนายกองเหวี่ยงหมัดกระดูกใส่ซี่โครงฉัน แรงกระแทกเหมือนถูกค้อนเหล็ก ลมหายใจขาดครึ่งจังหวะ รสเลือดพุ่งขึ้นคอ ฉันใช้ไหล่ชั้นสี่ที่วูบมาบังเป็นกำแพงครึ่งหนึ่ง โล่ของเขารับหมัดนั้นไว้ ดังก้องจนหูอื้อ ทั้งคู่กระเด็นคนละทาง ฉันปักดาบลงหินเพื่อไม่ให้ล้ม แล้วพุ่งกลับเข้าไปก่อนที่นายกองจะยกหมัดครั้งที่สอง
คมดาบปาดคอขึ้นตามรอยที่เหลือของยันต์ เส้นสุดท้ายขาด แสงม่วงในเบ้าตาดับ ร่างยักษ์ล้มคว่ำทับหุ่นเชิดเล็กอีกสามตัว
ความร้อนพุ่งจากอกเสื้อทันที ตลับศิลาดูดประกายฟ้าผ่าที่แตกกระจายรอบตัวฉันเข้าไปทีละเส้น ไม่อัดกลับเข้าเส้นลมปราณจนล้นขอบระดับสาม มันเก็บไว้เงียบ ๆ เหมือนคนขี้เหนียวซ่อนเหรียญ ฉันโล่งอกในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีเวลามาโล่ง ถ้าระบบผลักพลังนั้นเข้าแกนโดยตรง คงมีแรงดึงให้ฉันพยายามทะลวงระดับสี่กลางสมรภูมิ และนั่นคือความตาย
“อย่ากินพลังเปล่า ๆ!” ฉันกระซิบกับตลับศิลา แล้วกระชากดาบขึ้นอีกครั้ง
ฝูงยังไม่หมด หมอกดำทางปากหุบเขาหนาขึ้นแทนที่จะบาง กระดูกใหม่เดินทับกระดูกเก่า เสียงฝีเท้าดังเป็นระลอกไม่มีที่สิ้นสุด ชั้นสี่เริ่มหอบ ขอบโล่บิ่นเป็นแถบ เลือดซึมจากซอกนิ้วที่กำสายรัด ลิลี่มีรอยแยกบนเสื้อที่หัวไหล่ เงินของ Spirit Bladeยังคม แต่จังหวะหมุนของเธอสั้นลงครึ่งลมหายใจ
โขมตะโกนจากปีกหลัง “มีชุดเล็กพยายามอ้อมเสา! ฉันกับจินยีตัดอยู่ อย่าหันหลัง!”
เสียงทวนกระทบกระดูกดังติดกันสามครั้ง แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงดาบคู่ของจินยีกรีดอากาศตามมา แนวหลังยังอยู่
ครามเปลี่ยนเพลงอีกครั้ง คราวนี้ต่ำและยาว คลื่นน้ำกดสนามพลังเหนี่ยวนำอัสนีมืดให้ไม่แผ่ถึงปอดพวกเราเต็มที่ ฉันหายใจได้ลึกขึ้นหนึ่งครั้ง ไฟฟ้าในอากาศยังกัดผิว แต่ไม่ชักนำให้หัวใจเต้นรวน เธอนั่งนิ่งบนแท่น เส้นผมเปียกด้วยหมอกพิษ ปลายนิ้วเป็นเลือดเพราะสายกู่ฉินตึงเกิน ดวงตาไม่ละจากค่ายกล
ฉันอยากตะโกนให้เธอพัก ปากไม่ว่าง
นายกองตัวใหม่สามตนเดินพรั่นพร้อมกัน ยันต์บนหน้าอกพวกมันเรืองแสงม่วงเข้มกว่าตัวก่อน อาวุธเป็นโซ่กระดูกปลายเบ็ด โซ่เส้นหนึ่งพันข้อเท้าฉันก่อนที่ตาจะจับจังหวะ แรงดึงรั้งให้เข่าทรุด หินครูดหนังจนแสบร้อน ฉันฟันโซ่ขาดด้วยดาบสายฟ้า แต่ประกายที่แตกออกเป็นสีม่วงปนขาว ไม่สะอาดเหมือนตอนแรก สนามพลังอัสนีมืดเริ่มกินคมฟ้าของฉัน
“มิน!”
“เห็นแล้ว!” ลูกศรเรดาร์สองดอกปักพร้อมกันที่ยันต์นายกองคู่หน้า คลื่นเขียวทำให้โซ่ที่เหลือชักไปทางกันเอง เบ็ดกระดูกเกี่ยวคอพวกมันเข้าหากัน ชั้นสี่ไม่รอ เขาพุ่งโล่เข้าใส่จุดที่โซ่ตึงที่สุด แรงกระแทกทำให้ยันต์สองดวงร้าวพร้อมกัน ฉันใช้จังหวะนั้นฟาดอัสนีบาตคร่อมทั้งคู่ เพลงคลื่นของครามหนุนปลายดาบให้โค้งพอดีรอยร้าว
สองร่างล้ม
ตัวที่สามหนีออกนอกวง วิ่งตรงไปทางแท่นหิน
หัวใจฉันตกวูบ
“คราม!”
เธอไม่ลุก นิ้วซ้ายยังกดสายอยู่ นิ้วขวาชักเข็มเงินสั้นจากปลอกข้อมือปักลงยันต์ที่หน้าผากหุ่นเชิดในจังหวะที่มันกระโดดขึ้นแท่น แสงม่วงดับครึ่งหนึ่ง ร่างมันเซ แต่กรงเล็บยังฟาด ฉันมาถึงก่อนกรงเล็บจะถึงคอเธอ บ่าชนกลางลำตัวหุ่นเชิดจนทั้งคู่ร่วงจากแท่น หลังฉันกระแทกหิน ลมหมดปอด ดาบปักข้างลำคอกลวงของมันพอดี ยันต์แตก น้ำหมึกดำร้อนรดหน้าอก ตลับศิลาในอกเสื้อสั่นราวจะปฏิเสธของสกปรกนั้น
เธอมองลงมา ดวงตาสงบเกินกว่าสมรภูมิแบบนี้ “ลุก เพลงยังต้องเดิน”
ฉันลุก รสเลือดในปากเข้มขึ้น หัวไหล่ซ้ายชา แต่ขาไม่สั่นเกินควบคุม ปราณสามขั้นสมบูรณ์หมุนรอบแกนดังเดิม ไม่มีรอยแยกให้ทะลวง ไม่มีช่องว่างให้โลภ
ข้อความนั้นทำให้เหงื่อเย็นผุดตามสันหลังมากกว่ากองทัพทั้งกอง ถ้าฉันเผลอรับสายฟ้าดำแม้เส้นเดียว ร่างกายจะถูกฉีกระหว่างระดับสามกับสิ่งที่ยังไม่ควรแตะ ฉันกระแทกฝ่ามือลงอกเสื้อหนึ่งที ให้ตลับศิลาแนบเนื้อแน่น แล้วหันกลับเข้าสมรภูมิ
ลิลี่วูบมาประกบซ้าย ลมหายใจเธอสั้น “พวกมันเริ่มทิ้งยันต์ชั้นนอกให้เราฟันเล่น ชั้นในยังเดินได้ อย่าหลงดีใจกับซาก”
“รู้” ฉันปัดเลือดออกจากคิ้ว “ตัดข้อ ตัดตรา อย่าไล่ทั้งร่าง”
เราพุ่งกลับเข้าแถวหน้าที่ชั้นสี่เปิดด้วยโล่ ฉันฟาดเป็นจังหวะสั้นตามโน้ตของคราม สามดาบต่อหนึ่งคลื่น ลิลี่เติมช่องว่างด้วยประกายเงิน สี่ครั้งที่!