ลมคำรามพุ่งขึ้นจากปากเหวราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกฉีกท้อง แรงดึงดูดวิญญาณกระชากทุกอย่างลงสู่ความมืดเบื้องล่าง หินผาสีแดงเลือดหลุดจากผนังเป็นสายฝน กรวดแหลมเฉียดแก้มฉันจนผิวแสบร้อน กลิ่นกำมะถันปนเถ้าถ่านอัดเข้าปอดทุกครั้งที่ฉันสูด
อันกับโขมกำลังร่วง
ร่างเล็กสองร่างหมุนคว้างเหนือรอยแยกที่อ้าปากกว้าง แสงมืดจากก้นเหวเลียปลายเท้าพวกเขา ฉันไม่คิด ปราณสายฟ้าในเส้นลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์พลุ่งขึ้นทั้งตัว ข้อมือขวากระชาก พลังอัสนีพันรอบเอวทั้งคู่แน่นเหมือนโซ่ฟ้าแลบ แรงดึงสวนกับแรงดูดของเหวจนกระดูกแขนฉันสั่น เอ็นตึงจนแสบ
แสงฟ้าแลบฉีกความมืดวูบหนึ่ง อันกับโขมกระเด็นขึ้นมาชนอกฉัน ลมหายใจทั้งคู่ขาดๆ หายๆ ฝุ่นแดงเกาะขนตา ฉันกอดรัดพวกเขากับพื้นหินที่ยังไม่ถล่ม ก่อนก้อนหินใหญ่เท่ากระท่อมจะพุ่งลงมาตรงศีรษะ
ชั้นสี่กระโจนสกัด
โล่ยักษ์ที่ร้าวเป็นใยแมงมุมรับแรงปะทะเต็มแผ่น เสียงเหล็กคำรามก้องหุบเขา แผ่นหลังของเขากระแทกผนังหินจนฝุ่นปลิวเป็นม่าน เลือดซึมตามร่องร้าวของโล่ แต่เขายันเข่าไม่ยอมทรุด ฟันกัดจนเส้นเลือดที่ขมับปูด
“ไป!” เสียงชั้นสี่แหบพร่า “โล่นี้รับได้อีกไม่กี่ครั้ง!”
มินหลับตาข้างหนึ่ง เนตรพิกัดเปิดวาบเป็นวงแหวนแสงจางบนม่านตา ลูกศรแห่งสติกวาดผ่านซอกหินที่บิดเบี้ยว
“ซอกแคบทางซ้าย สามช่วงตัว แล้วเลี้ยวขวาตามรอยแร่เงิน! ม่านมิติตรงนั้นยังไม่ขาด!”
ฉันสะบัดแขนอุ้มอันขึ้นหลัง โขมวิ่งโซเซข้างกาย ขาขวาของเขาเป็นแผลถลอกจนเนื้อแดง ครามประสานกู่ฉินไว้แนบอก เส้นผมสีเข้มปลิวตัดใบหน้าเธอ ลมจากเหวดึงชายเสื้อทุกคนไปทางด้านหลังราวมือเย็นๆ
ลิลี่พุ่งนำ
Spirit Blade ในมือเธอสว่างจ้าเป็นประกายเงินเย็น คมดาบฟันก้อนหินที่ร่วงลงมาเป็นเสี่ยง ไอมืดที่เลื้อยตามรอยแยกถูกเฉือนขาดเป็นละอองดำกระจาย ทุกครั้งที่ดาบลง กระดูกข้อมือเธอสั่น แต่จังหวะไม่เคยแผ่ว
เราพุ่งเข้าซอกหินแคบจนไหล่ครูดผนัง กลิ่นหินชื้นผสมเลือดสดติดจมูก ด้านหลัง หุบเขากลืนวิญญาณส่งเสียงครางยาว ผาแดงทั้งแนวทรุดตัวลงไปในรอยแยก แรงดูดยังไล่กวดมาเป็นคลื่น ฉันแผ่ปราณสายฟ้าบางๆ คลุมหลังทีม ประกายฟ้าเล็กๆ กัดกินไอมืดที่พยายามเลียข้อเท้า
มินนำทางโดยไม่หันหลัง ธนูสั้นในมือเธอชี้ตามซอกที่บิดเป็นลำไส้หิน ชั้นสี่ยันโล่ด้านหลังรับก้อนสุดท้ายจนรอยร้าวใหม่วิ่งจากขอบถึงดุม เขาถ่มเลือดคำหนึ่งแต่ยังยิ้มมุมปาก
“ถ้าตายตรงนี้ ฉันจะไปทวงโล่ใหม่จากยมบาล.”
“อย่าเพ้อ.” ฉันตอบสั้น “ยังไม่ถึงคิว.”
ทางแคบเปิดออกสู่ลานหินเรียบผิดธรรมชาติ
ผนังสองข้างสูงตระหง่าน ผิวราบดั่งกระจกสีดำ แสงจากรอยแยกด้านหลังสะท้อนเป็นประกายเลือดบนหินเงา ทุกก้าวของเราถูกจำลองเป็นเงาคู่ เดินสวนทางในความมืดของผนัง เสียงลมหายใจก้องกลับมาดังกว่าต้นเสียง ราวมีใครยืนหายใจชิดหู
หน้าผากระจกเงา
อากาศเย็นลงทันที กลิ่นกำมะถันจาง แทนที่ด้วยกลิ่นเหล็กเก่าและน้ำค้างที่ไม่มีแหล่ง ฉันสัมผัสตลับศิลาในอกเสื้อผ่านผ้า น้ำหนักเย็นของมันยังอยู่ เข็มตรึงวิญญาณทั้งสองเล่มนอนนิ่งในนั้น ไม่มีเสียง ไม่มีแสง แต่ฉันรู้ว่าพวกมันกำลังฟัง
เงาบนผนังเริ่มขยับเอง
ไม่ใช่เรา ภาพในกระจกเดินช้ากว่าหนึ่งจังหวะ แล้วเปลี่ยนหน้า
ครามชะงัก
ในกระจกฝั่งเธอ ศาลาไม้ของสำนักคลื่นครามถูกเพลิงสีครามผลาญ หลังคาถล่ม ศิษย์วิ่งออกมาแล้วถูกคลื่นไฟกลืนกิน เสียงกู่ฉินในภาพขาดเป็นเสี่ยง เธอจับสายกู่ฉินจนข้อนิ้วขาว ริมฝีปากสั่นแต่ไม่มีเสียงหลุด
ลิลี่หันขวับ
ภาพของเธอคือคม Spirit Blade ที่หักสะบั้นกลางลำ ประกายวิญญาณรั่วเป็นละอองเงินแล้วมอด มือที่กำด้ามในกระจกว่างเปล่า เลือดหยดจากปลายนิ้วลงหินเงาโดยไม่มีบาดแผลจริง
อันเห็นเงาเด็กที่ถูกทิ้งกลางทุ่งหิมะ โขมเห็นกรงเหล็กที่ปิดลงบนคอ ชั้นสี่เห็นโล่ที่ระเบิดเป็นผุยผงกลางสนามรบ ใบหน้าเขาในกระจกไร้ดวงตา มินเห็นลูกธนูที่หักก่อนจะออกจากสาย เป้าหมายคือหลังของพวกเราทุกคน
เสียงหลอนประสาทไม่ใช่คำพูด มันคือความทรงจำที่ถูกดึงออกมาเคาะกะโหลกจากข้างใน
หัวเข่าของโขมอ่อน เขากำหินจนเล็บบิ่น “นั่น… ไม่ใช่ตอนนี้…”
“อย่ามอง.” ฉันกระชากปกเสื้อเขาให้หัน “กระจกมันกินตา.”
ครามยกกู่ฉินขึ้น
นิ้วเธอดีดสายสั้นๆ ไม่ใช่บทเพลงยาว เป็นคลื่นสะกดสามโน้ต เสียงกู่ฉินก้องในซอกผาแล้วหักมุม สะท้อนกับกระจกจนภาพเพลิงวูบไหว คลื่นเพลงแผ่เป็นวงบางๆ คลุมจิตใจทุกคน ฉันรู้สึกได้ถึงแรงกดที่สมองเบาลง ราวมีมือเย็นๆ กดเปลือกตาที่กำลังจะเปิดกว้างเกินไป
ฉันประสานทันที
ปราณสายฟ้าระดับสามขั้นสมบูรณ์ไม่พุ่งเป็นสายฟ้าฟาด ฉันคลี่มันเป็นม่านบางเหนือศีรษะทีม ประกายฟ้าวิ่งเป็นเส้นใยตัดเสียงหลอนทุกครั้งที่มันพยายามแทรกเข้าหู เพลงคลื่นของเธอกับสายฟ้าของฉันบรรจบตรงกลางอก หนาวกับร้อนสลับกันในเส้นลมปราณ จังหวะเดียวกัน ชีพจรเดียวกัน
ภาพในกระจกกระตุก
เพลิงสำนักคลื่นครามมอดเป็นเถ้า คมดาบหักในภาพของลิลี่กระพริบแล้วคืนรูปเป็นดาบเต็มเล่มวูบหนึ่ง ก่อนจะมืดลง เสียงหลอนถูกตัดเป็นชิ้นๆ เหลือเพียงลมหนาวที่ครูดผนังหิน
“ขึ้นไป.” เสียงฉันต่ำ “Whoever ยืนอยู่ข้างบนกำลังป้อนภาพพวกนี้.”
บันไดหินสลักติดผนังกระจกเงา แคบจนต้องปีนทีละคน ชั้นสี่ยันโล่ไว้ด้านหลังตลอดทาง รอยร้าวบนโล่ส่งเสียงกรีดทุกครั้งที่สะโพกกระแทกขอบหิน มินส่องเนตรพิกัดเป็นระยะ วงแหวนบนม่านตาของเธอสั่นเมื่อชี้ขึ้นยอด
“มีชีวิตหนึ่งร่าง ปราณหนาแน่นกว่าหุ่นเชิดที่เราเจอมาทั้งหุบ มันไม่กระพริบ.”
ยอดผากระจกเงาเป็นแท่นหินวงกลม ขอบแตกร้าว เบื้องล่างคือหุบเขาที่กำลังถูกกลืน แสงมืดหมุนวนเหมือนปากหลุมไม่มีก้น
ร่างนั้นยืนนิ่งกลางแท่น
ชุดคลุมสีม่วงทมิฬ ไม่ปลิวตามลม หน้ากากเงินเรียบไร้ช่องตา ไร้รอยยิ้ม เพียงผิวโลหะที่สะท้อนหน้าพวกเราบิดเบี้ยว ปราณรอบตัวมันนิ่งสนิทผิดธรรมชาติ ไม่ใช่หุ่นเชิดที่เดินตามสายใย ฉันสัมผัสได้ถึงเจตจำนงที่อยู่หลังหน้ากาก เป็นคน เป็นขุนพล
ตัวแทนคนที่สอง
มันสะบัดข้อมือ
ม้วนสารผ้าไหมสีเลือดปลิวลงมาตรงแท่นหินเบื้องหน้าฉัน ผ้าไหมหนืดราวเปียกเลือดสด ตัวอักษรไม่ได้เขียนด้วยหมึก มันฝังเป็นแสงจิตวิญญาณ พอสายตาฉันแตะ ข้อความก็ดังขึ้นในกะโหลกทุกคนพร้อมกัน
มอบเข็มตรึงวิญญาณทั้งสองเล่มในตลับศิลา
หรือเผชิญกองทัพหุ่นเชิดวิญญาณในหุบเขาสายฟ้าร้าง
ภายในรุ่งสาง
ลมบนยอดผาหยุดสนิท ราวถูกมือใครกดไว้
ตลับศิลาในอกเสื้อฉันเย็นจัดจนผิวหนังแสบ เข็มทั้งสองเล่มสั่นแผ่วๆ ครั้งแรกตั้งแต่เราเข้าหุบเขา ลิลี่ยก Spirit Bladeขึ้นครึ่งลำ คมดาบหันไปทางหน้ากากเงิน ชั้นสี่ยันโล่แตกไว้ข้างหน้าอันกับโขม มินขึ้นสายธนูโดยไม่เล็ง เนตรพิกัดของเธอล็อกที่คอของร่างนั้น
ครามยืนข้างฉัน กู่ฉินยังกดแนบอก นิ้วเธอวางบนสาย พร้อมแต่ยังไม่ดีด
ขุนพลหน้ากากเงินเอียงศีรษะเล็กน้อย เสียงที่หลุดออกมาไม่ผ่านปาก มันดังจากผิวกระจกทุกแผ่นรอบแท่น
“นายของข้าไม่ต้องการเลือดพวกเจ้าคืนนี้ ต้องการเพียงเข็ม ส่งมา แล้วม่านมิติจะเปิดทางให้พวกเจ้าออกจากหุบนี้ทั้งเป็น.”
ฉันก้าวขึ้นหนึ่งก้าว รองเท้าครูดหินจนเกิดประกาย
“เข็มตรึงวิญญาณไม่ใช่ของแลกเปลี่ยน.”
“ทุกสิ่งเป็นของแลกเปลี่ยน.” เสียงจากกระจกหัวเราะสั้นๆ ไร้ลมหายใจ “เจ้าแบกมันไว้ในอก ราวกับมันเป็นหัวใจดวงที่สอง ถ้านายของข้าต้องการ เขาก็จะได้ รุ่งสาง หรือตอนนี้ เลือกเถิด.”
ตัวเลขหกชั่วยามกดลงบนสติฉันหนักกว่าแรงดูดของเหว หกชั่วยาม ดินแดนรอบนอก ค่ายกลที่ไม่ได้ขู่เพียงพวกเราบนแท่นนี้ แต่ทุกชีวิตที่อยู่นอกหุบเขา
อันจับชายเสื้อฉันแน่น เสียงเด็กสั่น “พี่จิน…”
ฉันไม่หัน
มือขวาแผ่ปราณสายฟ้า ระดับสามขั้นสมบูรณ์ไม่มีการทะลวง ไม่มีการปีนขั้น ไม่มีแสงใหม่ที่โง่เขลา จะมีเพียงสิ่งที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ สายฟ้าที่ถูกฝึกจนนิ่ง และคลื่นเพลงที่ครามเพิ่งวางไว้ในเส้นลมปราณเมื่อครู่
ฉันยื่นมือเหนือม้วนสารสีเลือด
ฟ้าแลบไม่มีเสียงฟาดท้องฟ้า มันเกิดจากอุ้งมือ บาง ร้อน ขาว เพลงคลื่นที่잔อยู่ในปราณทำให้เปลวไฟไม่ระเบิดออกด้านข้าง แต่หมุนเข้าหาตัวผ้าไหม ไหมสีเลือดมอดจากขอบ เป็นเถ้าดำก่อนจะแตะหิน ตัวอักษรจิตวิญญาณกรีดร้องสั้นๆ ในกะโหลกแล้วขาดสะบั้น
เถ้าถ่านปลิวตามลมที่เพิ่งกลับมา
“กลับไปบอกนายของเจ้า…” เสียงฉันชัดบนยอดผาที่ลมเริ่มกรีดอีกครั้ง “สิ่งเดียวที่พวกเจ้าจะได้ คือคมดาบของฉัน!”
หน้ากากเงินนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วเสียงหัวเราะเยือกเย็นก็ระเบิดออกจากผิวกระจกทุกด้าน ไม่ใช่เสียงคนคนเดียว เป็นเสียงที่ซ้อนกันราวมีปากนับร้อยอยู่หลังโลหะเรียบ ขุนพลตัวแทนยกมือขึ้นประนมช้าๆ ราวคารวะศัตรูที่เพิ่งเซ็นชื่อบนสัญญาตาย
“ดี.” เสียงนั้นเบาจนเกือบกลบด้วยลม “รุ่งสาง หุบเขาสายฟ้าร้าง นำเข็มมา หรือนำศพมา ก็ได้ทั้งนั้น.”
ร่างสีม่วงทมิฬทรุดลง
ไม่ล้ม ไม่สลาย มันจมลงไปในผิวแท่นหินที่กลายเป็นกระจกเงาชั่วพริบตา หน้ากากเงินเป็นสิ่งสุดท้ายที่หาย ก่อนผิวหินจะกลับมาแข็งอีกครั้ง เหลือเพียงรอยไหม้ดำตรงที่ม้วนสารเคยอยู่
ลมหนาวพัดเถ้าถ่านลงไปในเหว
แล้วเสียงนั้นก็ตามมา
ไม่ใช่หัวเราะแล้ว เป็นจังหวะเคาะ ช้า หนัก สม่ำเสมอ ดังจากก้นหุบเขา จากผนังกระจก จากลมที่กรีดหู ราวนับถอยหลังที่ไม่มีตัวเลขแต่ทุกคนบนแท่นได้ยินตรงกัน
หนึ่ง
แล้วเว้น
หนึ่ง
ชั้นสี่กำขอบโล่แตกจนเลือดซึมตามร่องร้าว ลิลี่หมุน Spirit Bladeลงต่ำ ปลายดาบจิ้มหิน มินกระซิบตัวเลขที่เนตรพิกัดคำนวณไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ระยะทาง
ครามเงยหน้ามองฉัน ลมบนยอดผาพัดเส้นผมเธอปิดครึ่งหนึ่งของดวงตา แต่สายกู่ฉินใต้ฝ่ามือเธอยังสั่นตามจังหวะเคาะนั้น
ฉันกดฝ่ามือทับตลับศิลาในอกเสื้อ เข็มตรึงวิญญาณทั้งสองเล่มเย็นราวน้ำแข็ง ปราณสายฟ้าในเส้นลมปราณระดับสามขั้นสมบูรณ์ยังคงหมุนช้าๆ ประสานกับคลื่นเพลงที่ยังไม่จาง
เสียงนับถอยหลังดังขึ้นอีกครั้ง ก้องกังวานไปทั่วสายลมหนาวบนหน้าผากระจกเงา ราวหุบเขาทั้งหุบเพิ่งลืมตาขึ้นเพื่อดูว่าเราจะวิ่งไปทางไหนก่อนรุ่งสาง!
หกชั่วยาม
และเสียงเคาะนั้นไม่ได้หยุด!